Jobs to be done / วีระพงษ์ ธัม

การวิเคราะห์ธุรกิจและวิเคราะห์ลูกค้าในยุคนี้ มีความซับซ้อนกว่าเดิมค่อนข้างมาก ในสมัยก่อน เวลาเราเปรียบเทียบการแข่งขันระหว่างบริษัท เรามักจะมองที่ตัวผลิตภัณฑ์และบริการเป็นหลัก เช่น เราเปรียบเทียบบริษัทที่ผลิตหนังสือพิมพ์แข่งกับหนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่ง บริษัทที่ผลิตทีวีแข่งกันระหว่างแต่ละยี่ห้อ บริษัทที่ให้บริการมือถือแข่งกันให้บริการมือถือ ว่าพวกโปรโมชั่น บริการใครดีกว่า แต่นั่นคือการมองกรอบความคิดเก่า ๆ ด้วยวิธี Segmentation ลูกค้าในรูปแบบเดิม แต่แนวโน้มของโลกนั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่า Disruption หรือเกิดสิ่งใหม่ เข้ามาทดแทนสิ่งเดิม ทำให้แนวคิดการตลาดเดิมมีข้อจำกัด

กรอบทฤษฎี Jobs to be Done ของศ.คริสเทนเซน กูรูของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเข้ามาช่วยวิเคราะห์ภาพการตลาดใหม่ แทนที่จะมองว่าผู้บริโภคซื้อสินค้าอะไร อายุเท่าไหร่ ฐานะเป็นอย่างไร เพศอะไร เป็นกรอบความคิดดั้งเดิม แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมองว่าผู้บริโภค “ต้องการ” อะไร ลูกค้าซื้อทีวีไม่ได้ต้องการทีวี แต่ที่ลูกค้าซื้อทีวี เพราะต้องการ “จ้าง” ให้ทีวี ทำหน้าอะไรและ แก้ปัญหาอะไรบางอย่างต่างหาก

ตัวอย่างคลาสสิกของศ.คริสเทนเซน คือ เรื่องราวของมิลค์เชคของบริษัทเครือข่ายอาหารแห่งหนึ่ง ผู้บริหารต้องการเพิ่มยอดขายเครื่องดื่มมิลค์เชค  มีการพูดคุยกันในฝ่ายการตลาด ว่าจะทำอย่างไรดี มีการเริ่มต้นแบ่งลูกค้าเป็น Segmentation ตามอายุ เพศ ผู้บริโภค เพื่อจะหาวิธีที่จะพัฒนาสินค้ามิลค์เชค โดยการเพิ่มรสชาติ เปลี่ยนสูตร ตามที่ผู้บริโภคต้องการ สุดท้ายผลปรากฏว่ายอดขายแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย การแบ่งกลุ่มตลาดลูกค้าลักษณะนี้เป็นสิ่งที่เจอได้บ่อย ๆ และเป็นเหตุผลที่หลาย ๆ สินค้าไม่ประสบความสำเร็จ การถามแบบนี้เหมือนกับที่เฮนรี่ ฟอร์ดเคยพูดเอาไว้ว่า ถ้าคุณถามลูกค้าว่าเขาต้องการอะไร ลูกค้าจะตอบว่าเขาต้องการม้าที่วิ่งเร็วกว่าเดิม

ศ.คริสเทนเซนให้บริษัทกลับมาทำความเข้าใจผู้บริโภคใหม่ แทนที่จะดูแค่จากตัวเลข ก็ให้คนเฝ้าดูพฤติกรรมผู้บริโภคตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวัน และพบว่ายอดขายของมิลค์เชคของบริษัทกว่า 40% เกิดขึ้นในเวลา 7 โมงถึง 8 โมงเช้า และสูงมากในสาขาที่อยู่นอกเมือง เขาพบว่าลูกค้ามักจะซื้อไปกินนอกร้าน เมื่อทำ Focus group ก็พบว่าคนที่ซื้อนั้นเป็นคนทำงานที่ต้องการซื้ออาหารรองท้องก่อนจะถึงที่ทำงาน พวกเขาไม่ได้อยากกิน “มิลค์เชค” เป็นพิเศษ แต่อยาก “แก้ปัญหา” ที่พวกเขาต้องขับรถฝ่ารถติดเข้าไปที่ทำงาน พวกเขาบอกว่าโดนัท เบเกิล อาจจะอร่อย แต่ไม่สะดวกในการกินระหว่างเดินทาง เพราะทำให้มือเลอะ เครื่องดื่มอื่น ๆ มันละลายเร็วเกินไป และไม่อยู่ท้อง ทำให้พวกเขาเลือก “จ้าง” มิลค์เชคในการทำหน้าที่นี้

เมื่อฝ่ายการตลาดเข้าใจ Jobs to be done หรือ “หน้าที่ของมิลค์เชค” แล้ว จึงเริ่มเปิดร้านค้ารอบเมืองในลักษณะ Drive-Thru ทำให้คนที่เร่งรีบไปทำงานไม่ต้องเสียเวลาในการลงจากรถมาซื้อ นอกจากนั้นฝ่ายผลิตสูตร ก็สามารถออกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์นี้มากขึ้น โดยการใส่วุ้น หรือเยลลี่ เพื่อให้คนขับรถ มีความเพลิดเพลินมากขึ้น ยอดขายก็สามารถเพิ่มขึ้นได้เท่าตัว เพราะบริษัทสามารถตอบสนอง “Need” ผู้บริโภคได้ และเข้าใจมิลค์เชค มากไปกว่าเป็นแค่เครื่องดื่มชนิดหนึ่ง

ธุรกิจอื่น ๆ ก็เช่นกัน ที่บางครั้งเราต้องมองกรอบการแข่งขันให้ลึกกว่าตัวสินค้าและบริการ นี่คือความเสี่ยงและโอกาสหนึ่งของการลงทุนในยุคปัจจุบัน ธุรกิจหนังสือพิมพ์ไม่ได้ลำบากเนื่องจากการแข่งขันในตัวอุตสาหกรรม แต่เกิดจากสิ่งที่มาทดแทน “หน้าที่” ของมัน คือการให้ข้อมูล ซึ่งอินเตอร์เน็ตทำหน้าที่ดีกว่า เร็วกว่า ธุรกิจในอนาคตจะมีเส้นเขตแดนน้อยลงมาก ธุรกิจห้างไม่ได้แข่งกับห้าง แต่แข่งกันทำหน้าที่ “ฆ่าเวลา” “เป็นจุดพบปะสังสรรค์ พักผ่อน” กับสิ่งอื่น ๆ ต่างหาก เราจะพบว่าธุรกิจห้างในประเทศไทยมีอัตราการทำกำไรสูง เพราะทำหน้าที่นี้ได้อย่างยอดเยี่ยม มี Job to be done แทนกิจกรรมอื่นเกือบทั้งหมด จึงสามารถแปลงสิ่งนี้เป็นมูลค่าทางธุรกิจได้

คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ตกต่ำลง เกิดจากการตอบโจทย์ผู้บริโภคได้น้อยลง ผู้บริโภคใช้โทรศัพท์เข้ามาทดแทน Job to be Done ของคอมพิวเตอร์ ทำให้หน้าที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลน้อยลงกว่าเดิม พร้อม ๆ ไปกับยอดขายที่ถดถอยลง ศูนย์กลางบ้านสมัยก่อนคือนั่งดูทีวี นี่คือกิจกรรมหลักเวลาอยู่บ้าน แต่หน้าที่นี้ถูกแย่งไปโดย Internet และกิจกรรมอื่น ๆ ร้านสะดวกซื้อของไทยพยายามทำหน้าที่มากกว่าขายของใช้ ทำหน้าที่ให้ความอิ่มที่สะดวก ยอดขายและกำไรก็เพิ่มขึ้นมากมาย เพราะหน้าที่ “ทำให้ลูกค้าอิ่ม” นั้นมีคุณค่าสูง

ในฐานะบุคคล บริษัท และประเทศ ก็ต้องตอบว่า Job to be Done ของเราคืออะไร บริษัททำ “หน้าที่” อะไรให้กับลูกค้า เพราะถ้ามันสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ทำหน้าที่กว้างขึ้น สามารถแก้ปัญหาลูกค้าได้มากขึ้น มูลค่าของบริษัทจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในทางกลับกันบริษัทที่ทำในสิ่งที่ลูกค้าไม่ให้ความสำคัญแล้ว หรือทำได้แย่กว่า แม้บริษัทจะใส่ความตั้งใจแค่ไหน ก็ย่อมจะล้มหายตายจากไปในที่สุด

วิถีมหาเศรษฐี / W. Randall Jones

W. Randall Jones เขียนหนังสือชื่อ The Richest Man In Town โดยการสัมภาษณ์และวิเคราะห์คุณสมบัติ นิสัย แนวความคิด ปรัชญาการใช้ชีวิต และอื่น ๆ ของคนที่รวยที่สุดในเมืองต่าง ๆ ของอเมริกาจำนวน 100 คน เขาพบลักษณะร่วมของคนที่เป็นมหาเศรษฐี 12 ประการ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1) ไม่หาเงินเพื่อเงิน การทำอย่างนั้นคุณจะไม่ได้เงิน เงินจะมาก็ต่อเมื่อคุณทำในสิ่งที่ถูกต้อง และด้วยวิธีที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่คุณรักและมีความหลงใหลที่จะทำ คุณต้องทำในสิ่งที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ แล้วเงินจะมาเอง มันเป็นผลพลอยได้ ในมุมของ VI หรือนักลงทุนเน้นคุณค่า ผมคิดว่ามันถูกต้องตรงกัน อย่าลงทุนแบบจ้องหาหรือหมกมุ่นกับผลตอบแทนเกินไป มีความสุขกับการลงทุน ทำหรือเลือกลงทุนอย่างถูกต้อง เงินจะมาเอง

2) รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง ที่สำคัญต้องรู้ว่า อะไรคือความสามารถหรือความเชี่ยวชาญที่สุดของตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าต้องไปทำงานทุกวัน นั่นก็ผิดแล้ว งานจะไม่ใช่งานถ้าคุณทำแล้วมีความสุขและเป็นสิ่งที่คุณอยากทำ วอเร็น บัฟเฟตต์เคยบอกกับซูซี่อดีตภรรยาที่ล่วงลับไปในตอนที่แต่งงานกันใหม่ ๆ ว่า เขาจะต้องรวย เหตุผลไม่ใช่เพราะเขาทำงานหนักหรือมีความเก่งเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะเขาเกิดมาด้วยทักษะที่ถูกต้อง ในสถานที่ที่ถูกต้อง และในเวลาที่ถูกต้อง นั่นคือ ทักษะในการจัดสรรเงินทุน หรือก็คือ การลงทุนนั่นเอง

3) เป็นนายของตัวเอง คุณไม่สามารถรวยได้โดยการทำงานให้คนอื่น เรื่องนี้ผมคงไม่ต้องอธิบายกับ Value Investor เพราะนักลงทุนนั้น ทุกคนเป็นนายของตัวเอง

4) เสพติดความทะเยอทะยาน คนเราทุกคนต่างก็เสพติดอะไรบางอย่างหรือหลายอย่างในชีวิต เราติดกาแฟ ติด Internet ติดเหล้า ติดเซ็กส์ ติดอำนาจ เราต้องคิดว่าติดอะไรแล้วจะเป็นประโยชน์ มหาเศรษฐีบอกว่า “ไม่มีความมั่งคั่งถ้าไม่มีความทะเยอทะยาน” ทำอะไรสำเร็จแล้วก็ต้องพยายามทำให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานนั้นมีด้านมืด มันอาจทำให้เรามีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปและเป็นอันตราย ความทะเยอทะยานนั้นควรจะมีวัตถุประสงค์ชัดเจนและเราจะต้องไม่ปล่อยให้มันอยู่เหนือการควบคุมของเรา

5) ตื่นเช้า มาถึงก่อน เริ่มตั้งแต่อายุน้อย ในเรื่องของการทำงานทั่วไปและในฐานะของผู้บริหารหรือผู้ประกอบการนั้นผมคิดว่าต้องทำทั้งสามเรื่อง แต่ในเรื่องของการลงทุนนั้น ผมคิดว่าการเริ่มตั้งแต่อายุน้อยนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงและเป็นเศรษฐีได้ง่ายที่สุด แนวทางข้อนี้ค่อนข้างจะต้องสัมพันธ์กับข้อสอง นั่นคือ ถ้าคุณสามารถค้นพบตัวเองว่าเก่งทางไหนตั้งแต่อายุน้อย ความสำเร็จก็ไม่หนีไปไหน

6) อย่าตั้งเป้าหมาย ลงมือทำให้สำเร็จทีละน้อย เดินหน้าไปทุกวัน เป้าหมายหรือแผนธุรกิจนั้น พอเขียนเสร็จก็ล้าสมัยแล้ว มหาเศรษฐีบางคนไม่มี Business Plan และไม่ตั้งแม้แต่เป้ายอดขายด้วยซ้ำ ข้อนี้ฟังดูเหลือเชื่อ ผมคิดว่าเป้าหมายคงอยู่ในใจและเป็นเป้ากว้าง ๆ ที่จะช่วยบอกทิศทาง พวกเขาเน้นที่การปฏิบัติว่าต้องได้ผลมากกว่าการตั้งเป้าแต่ปฏิบัติไม่สำเร็จ นักลงทุนเองก็ควรคิดว่า Execution หรือการปฏิบัตินั้น สำคัญกว่าเป้าหมายมาก ถ้าเราลงทุนแล้วพอร์ตเราโตขึ้นเรื่อย ๆ นี่แหละความสำเร็จ

7) อย่ากลัวความล้มเหลว ทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จก็คือ กล้าที่จะล้มเหลว และล้มเหลวต่อหน้าสาธารณชนด้วย ทุกคนจะต้องเคยล้มเหลวมาบ้าง ไม่มีใครประสบความสำเร็จตลอดโดยที่ไม่มีความล้มเหลวมาคั่น ถ้าเรากลัวความล้มเหลว เราจะไม่กล้าทำอะไร ว่าที่จริง ไม่มีคำว่าล้มเหลวยกเว้นว่าคุณจะเลิก การลงทุนนั้นก็เช่นเดียวกัน ไม่มีทางที่คุณจะประสบความสำเร็จตลอด อย่าเลิกเมื่อขาดทุนหนัก สู้ต่อไป วันหนึ่งเราจะชนะ

8) ทำเลไม่สำคัญ ทำเลที่ว่านี้คือสถานที่ที่คุณอยู่หรือที่ที่คุณทำงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองไหน คุณสามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ต้องย้ายไปอยู่เมืองใหญ่หรือเมืองธุรกิจหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เรามีเครือข่ายการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ ว่าที่จริง บัฟเฟตต์นั้น อยู่ที่เมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา ซึ่งเป็นเมืองทางการเกษตรมาตั้งแต่เริ่มธุรกิจลงทุนเมื่อ 50 ปีก่อนที่การสื่อสารยังไม่ดีนัก แทนที่จะอยู่ที่นิวยอร์คหรือบอสตันที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุน ผมเองคิดว่านักลงทุนไม่จำเป็นต้องอยู่ที่กรุงเทพถึงจะประสบความสำเร็จในการลงทุน ว่าที่จริง ยิ่งห่างอาจจะยิ่งดี

9) ยึดมั่นในจรรยาบรรณทางธุรกิจ นี่เป็นกฎเหล็กที่สำคัญที่สุด วอเร็น บัฟเฟตต์ พูดว่า “ชื่อเสียงนั้นใช้เวลา 20 ปีในการสร้าง แต่ใช้เวลาแค่ 5 นาทีในการทำลาย ดังนั้นคุณต้องสำนึกไว้ตลอดเวลา”

10) เน้นที่การขาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนกว่าบางสิ่งบางอย่างจะถูกขายออกไป นักลงทุนไม่ได้ขายอะไร แต่ต้องรู้ว่า บริษัทที่เราลงทุนนั้นขายอะไร และการขายเป็นหัวใจของความสำเร็จของบริษัท และเป็นความสำเร็จของราคาหุ้น ในความรู้สึกของผม ผมคิดว่า VI จำนวนมากชอบดูกำไรซึ่งเป็นบันทัดสุดท้าย แต่ไม่ค่อยดูยอดขายที่เป็นบันทัดแรกในงบการเงิน

11) ขอยืมไอเดียจากคนที่เก่งที่สุดและคนที่แย่ที่สุด การอ่านประวัติและวิธีคิดของคนที่ยอดเยี่ยมที่สุด อย่างการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น ผมคิดว่าไม่มีอะไรมาทดแทนได้

12) ไม่มีวันเกษียณ การเกษียณจะทำให้ชีวิตคุณล้มเหลว การเกษียณเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเกษียณเป็นอันตรายต่อความสนุกในชีวิต อันตรายต่อความมั่งคั่งส่วนตัว นักลงทุนไม่มีวันเกษียณ บัฟเฟตต์ และ มังเจอร์ อายุเกือบ 80 ปีแล้วยังทำงานทุกวัน แม้แต่ปีเตอร์ ลินช์ หรือ จอห์น เนฟฟ์ ที่เกษียณจากการบริหารกองทุนรวมแต่พวกเขาก็ยังบริหารกองทุนส่วนตัวอยู่

ขอบคุณบทความแปลโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สรุปความรู้งาน วิศวกรลงทุนหุ้นคุณค่า 8 Oct 2015

Credit: earthcu @ThaiVI

เนื่องด้วยมีโอกาสได้ไปร่วมงาน วิศวกรลงทุนหุ้นคุณค่า ในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา

Intania Leadership Network ครั้งที่ 10/2558 หัวข้อ “วิศวกรลงทุนหุ้นคุณค่า”

วิทยากร
1.)ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร วศ.2515 อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารนโยบายและความเสี่ยง ธนาคารนครหลวงไทย
2.)คุณพีรนาถ โชควัฒนา วศ.2523 กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันคัลเล่อร์ โอ.เอ. จำกัด
3.)คุณณัฐชาต คำศิริตระกูล วศ.2540 กรรมการและเลขาธิการ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)

จึงอยากจะสรุปความรู้ที่ได้จากงานครั้งนี้บางส่วนเผื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนนักลงทุนท่านอื่นๆที่ไม่ได้มาร่วมงานนี้ครับ

1.อย่าไปพยายามสร้างรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การที่ไม่ค่อยมีรายจ่ายนั้นสามารถทำให้เรานำเงินเก็บไปลงทุนต่อยอดได้
ยกตัวอย่างของวิธีการที่ประหยัดของเหล่าวิทยากร เช่นหาหอพักใกล้ๆกับบริษัทสามารถเดินไปทำงานได้ทำให้ไม่ต้องซื้อรถ หรือบางคนเลือกไปทำงานต่างจังหวัดที่มีที่พักให้ฟรีและมีอาหารให้ซึ่งแทบจะทำให้แทบไม่มีค่าใช้จ่าย ในบางคนนั้นอาจจะสามารถเก็บเงินได้ถึง 70-80%ของเงินรายได้

2.ช่วงเวลาการลงทุนนั้น จะมีโอกาสที่ในบางครั้งทั้งหุ้นที่ดีและหุ้นที่ไม่ดี ราคาหุ้นตกทั้งหมด ซึ่งนั่นจะเป็นโอกาสที่จะให้เราไปซื้อหุ้นดีๆ เช่นมียอดขายดี กำไรดี ปันผลเยอะเช่นเกือบ 10% บริษัทไม่ค่อยมีหนี้ ซื้อแล้วก็เก็บไว้เรื่อยๆให้เงินลงทุนเราโตไปกับบริษัท

3.การที่จะประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งนั้นอาจจะอยู่ที่การตั้งเป้าหมาย โดยเราอาจจะตั้งเป้าหมายเรื่องการมีอิสรภาพทางการเงินโดยการตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับเงินปันผลของบริษัทที่ลงทุนเพื่อให้ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายรายปี ซึ่งการที่จะไปถึงจุดๆนั้นได้นั้น นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายๆท่านอาจจะใช้วิธีการทำตาราง Excel เพื่อProjection ข้อมูลของตัวเองใน 10 ปีข้างหน้า (รายได้จากเงินเดือน,Bonus,รายได้อื่นๆ, ค่าใช้จ่าย ,เงินเก็บออมในแต่ละปี, ผลตอบแทน Return จากการลงทุน, Total asset)

4.ช่วงเวลา 6-7 ปีหลังวิกฤติ Hamburger นั้นถือว่าเป็นยุคทองของ VI ทำให้นักลงทุนหลายท่านสามารถมีอิสรภาพทางการเงิน ซึ่งถ้าเราเพิ่งจะมาลงทุนในช่วงนี้นั้นควรจะระวังการคาดหวังผลการลงทุนที่สูงเหมือนในช่วงก่อน

5.การมี Margin of Safety ในการลงทุนนั้น ถ้ามองในมุมของวิศวกรรมนั้นก็เปรียบเสมือนการที่เรามี Safety Factor ในการ design ออกแบบโครงสร้าง โดยเราคงไม่อาจเลือกเหล็กที่รับแรงได้พอดีกับที่ต้องการในการก่อสร้างแต่จำเป็นที่ต้องเลือกเหล็กที่แข็งแรงกว่าใน % ระดับหนึ่ง เพื่อให้โครงสร้างตึกสามารถทนทานต่อสภาวการณ์ต่างๆได้ ซึ่งเปรียบกับโลกแห่งการลงทุนนั้น ในความเป็นจริงเราเองมีโอกาสที่จะวิเคราะห์ผิดพลาด ซึ่งการมี Margin of Safety จะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง

6.ตัวอย่างหนังสือแนว Value Investment เช่นหนังสือของ Peter Lynch และที่เกี่ยวข้องกับ Warren Buffet ที่ช่วยทำให้เข้าใจการลงทุนแนว Value Investment ได้ดียิ่งขึ้น
(Ex. เหนือกว่าวอลสตรีท (One Up On Wallstreet), ลงทุนอย่าง…ปีเตอร์ ลินช์ : Beating the Street, ลงทุนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ The New Buffettology)

7.พยายามเรียนรู้วิธีคิดจากคนที่เก่งกว่า, มีประสบการณ์มากกว่า เพื่อเอามาปรับปรุงให้เข้ากับแนวทางของเรา

8.ช่วงแรกๆของการลงทุนนั้นหลายๆท่านอาจจะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ (ได้กำไร) จากการลงทุน แต่สิ่งที่เราควรจะทำอย่างต่อเนื่องคือ พยายามสะสมความรู้, ประสบการณ์จากการลงทุน รวมถึงสะสมเงินทุนจากการทำงาน เพื่อให้เมื่อมีโอกาสทองของชีวิตมาถึงเราจะได้พร้อมทั้งความรู้และเงินทุน ซึ่งจะได้ทำให้เราไม่พลาดโอกาสนี้ไป
(โอกาสไม่ได้มาบ่อยๆ แต่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อจะได้มองเห็นโอกาส)

9.การที่เราลงทุนแล้วผิดพลาดนั้นบางทีก็เป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้เราเรียนรู้ ซึ่งเราเองควรจะวิเคราะห์หาสาเหตุให้เจอว่าผิดพลาดเนื่องจากอะไร จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นอีก

10.ไม่มีใครหรอกที่จะประสบความสำเร็จโดยไม่ได้มีความพยายาม เบื้องหลังความสำเร็จของนักลงทุนหลายๆท่านนั้นใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะมาถึงจุดนี้

11.ลงทุนในกิจการที่เข้าใจ อะไรไม่รู้ก็ไม่ควรลงทุน
การที่เราทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมไหน อาจจะเป็นแต้มต่อทำให้เราเข้าใจในอุตสาหกรรมนั้นได้ดีกว่า
พึงระวังบริษัทที่มี factor เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเยอะๆ
พยายามอย่าเชื่ออะไรง่ายๆจะเชื่ออะไรก็ควรหาข้อมูลแล้ววิเคราะห์ด้วยตัวเองอย่างดีแล้ว

12.หุ้น IPO ในหลายๆตัวก็เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ในราคาที่สูงเกินไป (P/E สูงมากเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันและไม่ได้เป็นบริษัทที่มีความแตกต่าง) เราควรจะลองคิดวิเคราะห์ให้ดีก่อนที่จะซื้อ

13.การหาบริษัทที่จะมาลงทุนนั้น บางครั้งก็อยู่ในชีวิตประจำวันเราเช่นไปเดินห้างสรรพสินค้าแล้วเดินเจอร้านค้าแห่งหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์แล้วพบว่ามีลูกค้าอยู่เยอะ ลองใช้สินค้าของบริษัทนี้ด้วยตัวเองแล้วพบว่าเป็นที่น่าพอใจ ราคาสินค้านั้นเทียบกับคุณภาพของสินค้าราคาไม่แพงจนเกินไป เมื่อไปย้อนดูข้อมูลของบริษัทแล้วพบว่า Market Cap ไม่สูงมาก และข้อมูลทางการเงินอย่างอื่นก็ดี ก็อาจจะเป็นโอกาสให้เราเลือกซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนได้

14.คนจะประสบความสำเร็จนั้นขึ้นกับไม่กี่เรื่อง อย่างเรื่องการเลือกหุ้นที่จะลงทุนนั้นถ้าเราเลือกหุ้นที่จะลงทุนไม่เกิน 20 ตัวโอกาสจะประสบความสำเร็จก็จะสูง ซึ่งถ้าเลือกหุ้นที่จะลงทุนมากเกินไปโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จก็จะยิ่งสูงขึ้น

15.เวลาที่เรามองบริษัทนั้น บางทีให้เรามองเหมือนกับมนุษย์ที่ชีวิตคือการต่อสู้,การแข่งขัน พยายามคิดวิเคราะห์ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน และต้องเข้าใจ factor ในการแข่งขัน ซึ่ง key factor ในการแข่งขันอย่างหนึ่งนั้นคือสถานที่ ยกตัวอย่างเช่นกิจการที่เหมาะกับคนที่มีฐานะสูงนั้น สถานที่ตั้งก็ควรจะอยู่ใจกลางเมือง แต่ถ้าบริษัทเลือกที่จะไปตั้งสถานที่อยู่แถวรอบนอกของเมือง นั้นก็มีโอกาสสูงที่จะไม่ประสบความสำเร็จ

สำหรับวิธีการวิเคราะห์นั้นเราอาจจะไปลองกิน,ลองใช้บริการของบริษัทดู แล้วทำการ evaluate ดูราคา, ดู Market cap ของบริษัท
ซึ่งหลังจากที่เราวิเคราะห์กิจการเสร็จเราควรจะเปรียบเทียบกิจการนี้กับบริษัทอื่นดูเพื่อทำการ Ranking เช่นเบอร์ 1 ในตลาดคือใคร เบอร์ 2 , เบอร์ 3 ในตลาดนี้คือใคร แล้วความแตกต่างระหว่างเบอร์ 1 กับเบอร์ 2 และความแตกต่างระหว่างเบอร์ 2 กับเบอร์ 3 แตกต่างกันขนาดไหน
ซึ่งหลักๆเราอาจเลือกลงทุนในบริษัทอันดับ 1, 2 ของอุตสาหกรรม โดยรอซื้อหุ้นของบริษัทเมื่อราคาสมเหตุสมผล

16.การดู Market cap ของบริษัทนั้นเพื่อจะดูศักยภาพของบริษัทซึ่งเป็นอะไรที่สำคัญ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ใน บทความศักดิ์ศรีของหุ้น/ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ที่มา http://203.150.20.122/~thaivi/board/vie … 460854071c

17.มี EQ ที่ดีสำคัญมากกว่า IQ นักลงทุนบางคนไม่ประสบความสำเร็จเพราะควบคุมความโลภไม่ได้
บางครั้งเราอาจะขายหุ้นเพราะลืมเหตุผลที่เรามาลงทุนตอนแรกแล้ว
บางคนอาจจะไปซื้อหุ้นปั่นเพราะซื้อตามเพื่อนเป็นต้น

18.ความคาดหวังในการลงทุนควรจะขึ้นกับความพยายาม (Effort) ในตัวเรา
ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ค่อยมีเวลาสนใจติดตาม การลงทุนก็น่าจะเหมาะกับ LTF,RMF (ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย) ,กองทุนดัชนีที่อาจจะสามารถคาดหวังผลตอบแทน (5% การเติบโตของมูลค่าหน่วย+3% ปันผลของบริษัท) โดยอาจจะลงทุนแบบ Dollar Cost Average
ถ้าเป็นนักลงทุนที่มุ่งมั่น มองหาผู้ชนะ, Innovation ,อ่านข่าวสาร,ทำ research หาข้อมูลเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน,วิเคราะห์ปัจจัยในการแข่งขัน, อ่านงบการเงินกิจการ, ประชุมผู้ถือหุ้น ก็สามารถที่จะคาดหวังการลงทุนที่สูงกว่าคนทั่วไปได้

19.ตัวอย่างวิธีการลงทุน
19.1 มองหาโอกาสจากการที่ตลาดมองข้าม เช่นบริษัทที่ IPO เข้าไปแล้วราคาหุ้นตกมากๆ (หุ้นที่มีคนไม่ชอบเยอะๆ) เราก็อาจจะไปลองดูวิเคราะห์กิจการให้ดีว่าบริษัทนั้นแย่ชั่วคราวหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นลักษณะนั้นก็เป็นโอกาสให้เราลงทุนได้
19.2 ลงทุนในธุรกิจที่ดีเยี่ยม โดยปกติธุรกิจที่ดีเยี่ยมมักจะมีราคาที่สูง แต่เราอาจจะเลือกลงทุนในช่วงที่ภาวะตลาดไม่ดีเช่น ตลาดเกิด Panic ขึ้น

20.การวิเคราะห์ประเทศ
พยายามฝึกมองแต่ละประเทศไปยังอนาคต เช่นคิดว่าในอนาคตประเทศไทยจะโตต่อไปเรื่อยๆจนเป็นเหมือนอเมริกาไหม หรือจะเป็นแบบ Argentina, Chile?
ซึ่งประเทศไทยก็เริ่มมีสัญญาณที่ไม่ดีในบางอย่างเช่น ประชากรเริ่มมีอายุมาก, มีลูกน้อยลง ซึ่งการที่จะทำให้ประเทศดีขึ้นหรือโตขึ้นนั้นต้องมีการปรับปรุงในส่วน Productivity Improvement
สิ่งที่เป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ประเทศที่สำคัญคือ 1.ประเทศนั้นมี IQ สูง? 2.ระบบของประเทศดีไหม? 3.อายุหรือกำลังคน (Ex.ประเทศญี่ปุ่น มีประชากรผู้สูงอายุเยอะ และมีคนเกิดใหม่น้อย แม้ว่าประชากรจะมี IQ ดีและมีระบบที่ดี แต่ก็จะทำให้การขยายตัวเป็นไปได้ค่อนข้างช้า)
โดยประเทศที่ต่อไปน่าจับตามองก็คือ เวียดนาม โดยที่ IQ ของประชากรดี, ระบบดีขึ้นเรื่อยๆ คนแข็งแรงและยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว รวมไปถึงประเทศพม่าก็น่าจับตามองเช่นกัน

21.หาหุ้นที่ชนะ ราคาที่เหมาะสม ถือไว้สัก 5-6 ตัว เป็นหุ้นที่ไม่ล้าสมัย monitor ทุก 3-6 เดือน ถ้าทำอย่างนี้ได้หลายสิบปี มีโอกาสเป็นเศรษฐีได้ทุกคน ยกตัวอย่างเช่นบทความแอนน์ ไซเบอร์-ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ที่มา http://topicstock.pantip.com/sinthorn/t … 12576.html

ผมขออนุญาตเรียบเรียงเนื้อหาใหม่ตามที่ผมเข้าใจครับ รวมไปถึงอาจจะอธิบายเพิ่มเติมในบางจุดเพื่อให้เพื่อนๆท่านอื่นๆเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นครับ ซึ่งลำดับของเนื้อหาอาจจะไม่ตรงกับที่ทางวิทยากรทั้ง 3 ท่านได้พูด ในกรณีที่อาจจะไม่ตรงกับเนื้อหาที่วิทยากรต้องการสื่อสาร ผมขอความกรุณาเพื่อนๆท่านอื่นที่ไปฟังในวันดังกล่าวหรือท่านวิทยากรช่วยแนะนำเพิ่มเติมหรือแก้ไขให้ด้วยครับ

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ได้จัดงานดังกล่าวขึ้น
ขอขอบคุณวิทยากรทั้ง 3 ท่าน(ท่านอาจารย์นิเวศน์, พี่พีรนาถ, พี่ณัฐชาต) ที่กรุณาให้ความรู้คำแนะนำในด้านการลงทุนแก่ผมและนักลงทุนท่านอื่นๆมาโดยตลอด
ขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่ช่วยแนะนำความรู้ให้ผมในด้านการลงทุนมาโดยตลอด
และสุดท้ายขอขอบคุณ web Thaivi ที่เป็นคลังแห่งความรู้ในด้านการลงทุนให้ผมและเพื่อนๆนักลงทุนท่านอื่นๆ
:bow:

ขอบคุณครับ
earthcu /10 Oct 15

สัมมนา ฟัง วิเคราะห์ลงทุน เพื่อให้คุณคิดได้อย่างเซียน

Credit: amornkowa @ThaiVI

คนแรก เสี่ยปู่ สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล เคยรับราชการที่สภาพัฒน์ เป็นคนชอบเสี่ยง มาดูตลาดหุ้นที่สยามเซ็นเตอร์แล้วชอบมาก คิดว่าอนาคตต้องเป็นนักลงทุนให้ได้ สุดท้ายก็ลาออกมาลงทุนเต็มตัว เริ่มจากการเก็งกำไร แรกๆไม่มีความรู้ เจอ Black Monday หมดตัว หยุดพักเป็นปี หาเงินเล็กๆน้อยๆตามตลาด กลับมารอบที่2 ช่วงนั้นเป็นนักเก็งกำไรเหมือนเดิม ไม่มีแนวลงทุนอื่น ช่วงแรกที่ขาดทุนนั้น
ดัชนีดาวโจนท์ตกลงจาก 2200 เหลือแค่ 1700 จุด ในวันเดียว ความไม่รู้มันเยอะ เงินฝรั่งตอนนั้นมีอิทธิพลมาก ซื้อขายตามฝรั่ง ตอนนั้น floor แค่ 10% Floor เป็นเดือน ช่วงนั้นมีเงิน Margin 30% ซื้อได้ 100% ภาพตลาดตอนนั้น อยู่รอดได้ยาก
รอบใหม่เก็งกำไร สภาวเศรษฐกิจเติบโตอยู่มาก financeลงจาก 100 มาเหลือแค่ 10-20% พอประมาณผลการดำเนินงานดีมากๆ ราคาก็กลับขึ้นมา Ceiling 10% พรุ่งนี้ก็ขึ้นต่อ ตอนนั้นตลาดยังเติบโต เข้ามาจังหวะดี
Q: เข้าตลาดถูก ลงทุนหลังประสบความสำเร็จ ช่วงไหนเป็นวิกฤต ผ่านมาได้อย่างไร
A: วิกฤตช่วงเดียวคือ Black Monday สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนคือ หุ้นธนาคาร และ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ตอนนั้นราคา ธนสยาม
จาก 140 บาท ลงเหลือ 44 สตางค์ ไม่ผิดครับ 44 สตางค์จริงๆ ได้คุยกับเพื่อนที่เทรดที่ KK ว่า คุณวิเชียร เจียกเจียม ผู้บริหารขณะนั้นมั่นใจในระบบมาก ไม่ล้มแน่นอน เลยเลือกลงทุนใน KK ที่ราคา Floor ซื้อสวนตลาดไป 50 ล้านหุ้น ราคา 0.90 บาท
ด้วยความที่เป็นนักเก็งกำไร เลยขายไปช่วง 3-5 บาทจนหมด ปรากฎว่า ไม่นานก็มีการแจก KK C1 ราคา 2.30 บาท และราคาก็ขึ้นไปตลอด หลังจากนั้น1ปี ราคาขึ้นไป 80 กว่าบาท รู้สึกเสียดายและเสียใจ ทำไมไม่ศึกษาหาความรู้ เพื่อถือหุ้นที่ดี
ต่อมาคุณมนตรี เอาหนังสือ วาระของวอร์เรน มาให้ อ่านวางไม่ลงไปหลายรอบ และเปลี่ยนการลงทุนมาเป็น วีไอ ตอนแรกไม่มีความรู้ แต่ด้วยประสบการณ์ไม่ดีพอ ลงทุนผิดพลาดอยู่บ่อยๆ สุดท้ายคือการเรียนรู้ ผมเชื่อในผู้บริหาร ซื่อสัตย์ บริษัทที่ดี ทำกำไรให้ผู้ถือหุ้น เชื่อว่าการลงทุนระยะยาวสร้างผลตอบแทนให้กับport ได้
Q: มองว่า Sector ไหนดีคะ
A: มองหุ้นไม่มองSector ดูหุ้นที่กำไรเติบโตเร็วแทน หุ้นที่เราถืออยู่กำไรเติบโตโดดเด่นมาก แต่ผ่านมา หุ้นก็ขึ้นเร็ว PE สูง
กำลังปรับฐาน ในที่สุดกำไรก็โตเรื่อยๆ สุดท้าย ราคาสะท้อนไปในราคาหุ้นเอง เชื่อมั่นในพื้นฐาน ถึงแม้ราคาหุ้นลงมาเยอะ แต่สุดท้ายราคาก็กลับขึ้นไปได้ ส่วนใหญ่หุ้นGrowth ราคาไปเร็ว ตอนนี้ราคาย้อนกลับถอยลงมา PE ก็ต่ำลงเรื่อยๆ สุดท้ายราคาก็กลับไปได้ หาจังหวะซื้อ ถ้าช่วงนี้ยังแพงอยู่ ก็ทยอยซื้อ

คนที่ 2 เซียน นเรศ งามอภิชน
เริ่มต้น จากทัศนคติไม่ดีต่อตลาดหุ้น อ่านหนังสือพิมพ์ พบว่า นักลงทุนในฮ่องกง กระโดดตึก เพราะเจ๊งจากหุ้น
หลักสูตรที่เรียนตอนปริญญาโท ที่สหรัฐ มีเรื่องการลงทุนในหุ้นด้วย
เริ่มต้นการลงทุนแบบเก็งกำไร ไม่มีใครพูดถึงการถือหุ้นระยะยาว กำไรบ่อยครั้งมากกว่าขาดทุน แต่ขาดทุนครั้งเดียวก็เป็นจำนวนมากๆ กำไรหายหมด ตอนตลาดเปลี่ยนมาใช้คอมเทรด ความได้เปรียบตอนเคาะกระดานไม่มีแล้ว เลยหาวิธีการลงทุนใหม่ เราไปยืนออกันที้ชั้น3 อาคารสินธร ส่องกล้องดูTrader ของขาใหญ่ที่อยู่ชั้นล่างว่ารับorder ซื้อ ขายกันอย่างไร เราก็ส่งคำสั่งซื้อ ขายตามรายใหญ่ไป ถ้ารายใหญ่ซื้อ หุ้นก็จะขึ้น ถ้ารายใหญ่ขาย หุ้นก็จะลง
ตอนเก็งกำไรไม่ทราบว่ามีอาชีพนักวิเคราะห์ เพราะไม่ได้ศึกษาปัจจัยพื้นฐาน พอมาเทรดด้วยคอม เลยต้องคุยกับนักวิเคราะห์ โดยการแนะนำจากผู้จัดการ ผมเป็นนักลงทุนเต็มเวลา เข้า 9 โมง เลิกประมาณ 5 โมงเย็น Fundamental ดูตลอด อาการหุ้น โอกาสพลาดน้อย ผมไม่ใช่นักเทคนิค อาศัยนักวิเคราะห์พื้นฐานเอามาให้ มองออก ผมมักจะจินตนาการออกว่าจะพัฒนาไปอย่างไร อย่างยุดดัชนี 1700 วิ่งจาก 900 เพียง 3 เดือน หยุดสิ้นปีมีความสุขมาก เพื่อนๆคิดว่าน่าจะไปถึง 2500 จุด วันแรกโดดไป 17xx เจอแรงขายอย่างรุนแรง เลยมองออกชัดว่ารอบนี้ คงจบด้วยการเสียหายมากมาย เลยขายออกไป และเก็บตัวสี่ปี
มาเข้าตอนดัชนี 400 คิดว่าน่าจะตกพอแล้ว ประมาณ 5 ล้านบาท ปรากฎว่าตกต่อถึง 204 จุด ขาดทุนเหลือ 3 ล้านบาท แต่เมื่อดัชนีกลับไปที่ 400 กว่าจุด portโตเป็น170 ล้านบาท ผมมองออกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เห็นภาพชัด พัฒนาการต่อไปอย่างไร
มีอยู่ครั้งนึง กลต เปิดเสรีค่าคอม คิดว่าน่าจะวิบัติ แต่สื่อ หรือ กลตไม่มีใครมาพูดเรื่องนี้ นโยบายใช้ได้ไม่ถึงปี ก็เลิกไป เพราะทำให้คนตกงาน ตลาดหุ้นตกระเนระนาด
ถ้าผมถือเงินสด บางครั้งจะรู้สึกไม่สบายใจ ปีนี้ลงทุนตลอด คิดว่าภาวะตลาดเป็นอย่างไร ก็มีหุ้นที่ซื้อขาย ช็อตเด็ด อาจดูว่า
เวลาตัดสินใจซื้อตัวไหน จำนวนเท่าไหร่ มากๆ เวลาขายจะคิดขายจำนวนมากๆ เวลาขายแล้วหุ้นไม่ลงได้ หรือ ซื้อเยอะๆ ตามราคาที่ตั้งใจไว้ ปกติจะทำราคาหุ้นไม่ไปไหน
เทรนอุตสาหกรรมที่มาแรง คือ พลังงานทดแทน ลงมา 2-3 ปี เชื่อว่าเป็นเทรนต่อเนื่องไปอีก 10 ปี ดูหุ้นแต่ละตัวปรับเปลี่ยนไปตลอด จุดแรก พลังงานทดแทนชนิดไหน ได้รายได้ดีที่สุด คือ ขยะ สร้างผลตอบแทนสูงมาก เลือกหุ้นที่เป็น1ในกลุ่ม

คนที่ 3 ดร นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เรียนที่โรงเรียนวัด จบปริญญาตรี หาเงินเลี้ยงครอบครัว ส่วนตัวไม่ชอบเก็งกำไร กลัวความเสี่ยง ทำงานในสายวิศวกร ไม่รู้จักหุ้น ทำมาเรื่อยๆ ไปต่อปริญญาโท และ เอก กลับมาก็แต่งงานเลย เป็น Step ของคนชั้นกลาง ชีวิตก็ไปเรื่อยๆ ช่วงแรกลงทุนกับการศึกษา รายได้มากขึ้น มีโอกาสทางการเงิน และ เรื่องการลงทุน พยายามพัฒนาตนเอง เป็นวิศวกรสักพัก เงินเดือนก็ขึ้นช้า
มีหน้าที่เป็น back office เลยคิดว่าเป็น Marketing man น่าจะดี แต่ไม่ได้ เลยหางานใหม่ ดิ้นรนไปเรียนปริญญาโทและเอก ไม่มีเงินสักบาท มีแค่ค่าเครื่องบินขาไป ขากลับต้องทำงาน ให้มีค่าเครื่องขากลับด้วย จบปริญญาเอก เข้าทำงานในหลายสถาบัน สุดท้ายมาทำงานที่บงล เพราะช่วงนั้น บงล เปิดแผนก IB เอาหุ้นเข้าตลาด ไม่มีคนทำด้านนี้เลยผันตัวเองมาทำ IB
ช่วงนั้นเล่นเก็งกำไรไปวันๆ โดยธรรมชาติเล่น 1-2 เดือน ก็ขาย บางทีมีหุ้นจองให้พนักงานด้วย 200-300 หุ้น เป็นที่มาของการสัมผัสตลาดหุ้น แต่ไม่ชอบความเสี่ยง พอวันนึง เงินเดือนดีมาก คิดว่าเส้นทางชีวิต 40 กว่าปี มีภรรยา ลูกเรียนหนังสือ ไม่มีโอกาสเสี่ยงอีกแล้ว บังเอิญโชคไม่เข้าข้าง Finance เจ็งกันทั่วประเทศ เราถูกให้ออกจากงาน วันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต เกิดปัญหา แต่กลายเป็นโอกาสให้เราเปลี่ยน หางานยากไม่มีคนจ้าง เพราะสถาบันการเงินโดนปิดหมด ก่อนเกิดการยื่นซองขาว
เราเป็นพนักงานบล โบรคเกอร์เอาเงินตัวเองไปลงทุน เรามีหน้าที่ทำการลงทุน เริ่มศึกษาหาทางค้นคว้าวิชาการ ได้ความรู้ Value Investor ในปี 2538-2539 เป็นที่มาของการลงทุนวีไอ มีภาระจากพ่อ แม่ เมีย ลูก จะกินอย่างไร
เอาเงินทั้งหมดไปลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อรับเงินปันผล เพราะการซื้อและหวัง capital gain ยาก ขายให้คนอื่นซื้อไม่มีทาง
เราซื้อเพราะเงินปันผลไว้เก็บกิน
Q: เจอวิกฤต เรื่องการถือหุ้นแบบวีไอครั้งไหน
A: ดัชนีลงไปในปี 2540 ย้อนไปที่ดัชนี 800 จุด และลงไปในปี 40 ,41 ดัชนี 204 จุด
ลงทุนแบบวีไอ ศึกษาธุรกิจ ถ้าดี ราคาเป็นไงก็ไมแคร์ บริษัทมั่นคง กินเงินปันผลไป
จากดัชนีร่วงจาก 800 ไปที่ 204 จุด หุ้นที่ซื้อกลับขึ้นนิดหน่อย หรือ ทรงตัว หุ้นขึ้นทุกปี เพราะว่าไม่มีคนขายแล้ว
ไม่มี volume กำไรดี จ่ายปันผล มันเลยไม่ลง เริ่มยุคใหม่ของวีไอ หุ้นดี ตลาดลงก็ยังขึ้นได้ เพราะมีกำไรมาsupport
และ Volumeไม่ค่อยมี ไม่ใช่หุ้นที่คนเล่นกันมาก เกิดนักลงทุนรุ่นใหม่ เปลี่ยน concept ใหม่
เริ่มยุคใหม่ในการลงทุน ใน RMF , LTF , Provident fund หุ้นวีไอยังหาไม่ยากจนถึงปีที่แล้ว เริ่มไม่ค่อยดี
หุ้นที่ซื้อไม่ค่อยเจอหุ้นไม่ดี มีการขยายงาน สาขาไปเรื่อยๆ เปิดทุกไตรมาส ก็โตมาหลายปีก่อนเราซื้อ เปิดสาขาทุกวันไม่มีทางลงได้ นับดูถือหุ้นกว่า 10 ปีจึงขาย ตลาดลงมาแรงๆ หุ้นในปี 2008 ลงแค่ 10กว่า % ปีก่อนกำไรมาเยอะแล้ว ปล่อยให้มันโตขึ้นเรื่อยๆ มีหลายบริษัทไม่เดือดร้อน แต่ฝรั่งขาย ไม่มีคนซื้อ เลยลง และกลับมาซื้อหุ้นตัวเดิมในภายหลัง
ซื้อแล้วทิ้งไว้ ตราบใดที่บริษัทยังโตอยู่ ก็ยังถือต่อไม่ได้ มีการบันทึกการลงทุนtrack ทุกปี 5 ปีนี้ขายไป 4-5 ตัว และ ซื้อหุ้นเล็กๆมา 2 ตัว ตอนนี้ได้ผ่านยุควีไอแล้ว จะทำกำไรเหมือนยุคทองก็ยาก คนเราดวงชะตาก็มีส่วนเยอะ
Q: ภาพใหญ่ตลาดยังไม่ดี เห็นด้วยไหม เทรนอนาคตเป็นอย่างไร
A: ตอนนี้คิดว่าหุ้นไทยเกือบทุกตัวมีความเสี่ยง ไม่คาดการณ์อนาคต หุ้นไทย 2-3 ปีก่อนดี ต้องมั่นใจอีก 3-4 ปี ต้องดีขึ้น
ต้องหาหุ้นแบบนี้ ไม่ต้องกลัวว่าหุ้นจะไม่โตขึ้น
แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่ยาวๆ พอถึงจุดนั้นก็ยากขึ้นเยอะ บริษัทที่ dominant สินค้าประเภทนึง เศรษฐกิจไม่ดี บริษัทก็ไปยาก
หายาก อาจต้องกิน Market share ของคนอื่น เป็นความหวังอันหนึ่ง ว่าสามารถกินคนอื่นได้ ก็น่าจะซื้อลงทุนได้
ต้องเปรียบเทียบในแต่ละอุตสาหกรรม อีก 3-5 ปี บางอุตสาหกรรม อาจไม่โตเลย บางอุตสาหกรรมไปแย่งคนอื่นมา
ถ้า 3 ปีที่ผ่านมากินมาตลอด 3ปีข้างหน้า ก็กิน market share คนอืนได้
ถ้าราคาหุ้นสูงลิ่ว ก็ไม่เอาด้วย ตัดไปและตัดมา เหลือหุ้นน้อยมาก
ถ้าราคาหุ้นลงมา เห็นหุ้นแบบนี้ ราคา reasonable แต่ไม่เห็นและอยู่เฉยๆดีกว่า
ถ้าหุ้นบางตัวลงมามากกว่าปกติ ก็สนใจ แต่ถ้าตลาดลงมาหมด จ้องดุ หรือ หาซื้อที่ไหนบ้าง

เซียนคนที่ 4 เสี่ยป๋อง วัชระ แก้วสว่าง
เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 19 ปี มาเจอ Technical เลยเอามาเป็นหลักยึด ทุกคนอยากรวยเร็ว หน้าตาไม่หล่อ เป็นดาราไม่ได้ ใครจะเรียกเราไปถ่ายแบบ สมัยก่อน เคยทำงาน salesman ขายไม้ให้ที่บ้าน อยากได้มือถือ เลยทำงานแลกกับมือถือ ขอเงินก้อนแรกไปลงทุน สมัยนั้นออมทรัพย์ 12% หากินง่ายมาก เจอแฟนหลังจบเอแบค มี 5 ล้านบาทฝากออมทรัพย์ไว้ เดือนละ10,000 กว่าบาท ปัจจุบันไม่รู้จะกินอะไร ได้น้อยมากๆ คิดมาตลอดว่าอยากรวย ต้องการพันล้าน คิดในใจไม่บอกใคร เดี๋ยวจะหาว่าบ้า
จุดเปลี่ยนคือเจอเรื่องเทคนิค สมัยนั้นเล่นโดยใช้เงินที่บ้าน ถ้าเสียพ่อแม่ก็คอยSupport ตอนนั้นเล่นตามที่พ่อให้ไม่มาก แต่รู้ว่า ป๋องตั้งใจ เราไม่ฟุ่มเฟือย ซื้อรถตามฐานะ เงินหายาก ใช้แป๊ดเดียวก็หมด เจอพี่ที่เรียนกราฟ ตอนนั้น ดัชนีลงจาก 1700 เหลือ 200 ถ้าใครไปเล่นหุ้นหลังปี 2008 ยังไม่เจอนรกมีจริง cut loss ตอน 400 และตกลงไปเหลือ 200 จริงๆต้อง cut loss ตั้งแต่ดัชนี 1xxx แล้ว
Q: Performance ปีนี้โดยรวมเป็นอย่างไร
A: ย้อนหลัง 6 ปี
ปี 52 โต 160%
ปี 53 โต 150%
ปี 54 โต 3%
ปี 55 โต 60%
ปี 56 โต 45%
ปี 57 โต 40%
ปี 58 โต 0% กำไรนิดหน่อย ถ้าขายหมด port ก็ติดลบ
ปกติจะได้เงินจากนโยบายภาครัฐ มีหุ้นตัวเดียวที่ขึ้นอยู่จาก 2 บาทไปที่ 30 กว่าบาท ไม่รู้ว่าตัวนี้ได้งานเพียงตัวเดียวหรือไร
หุ้นที่ติดอยู่ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นPP เกรงใจ ไม่ขาย และ ก็ไม่มีสภาพคล่องด้วย มีขายทีละหมื่นหุ้นเอง ออกยาก เวลาติดหุ้น ขายไม่ได้ ถ้าติดหุ้นไม่กล้าไปทำอะไร คิดอะไรไม่ออก ควรมีเงินสด 100% ตลาดตอนช่วงดัชนี 1500 ควรขาย แต่ปรากฎว่า 30% ของ port ไม่ขยับ ทำให้อีก 70% ไม่กล้าทำอะไร ปีนี้สรุปว่ายังมึน
หุ้น PB ต่ำbook market share อันดับ1 ไม่รู้ว่าถูกหรือแพง บริษัทสื่อสารอันดับ1 ราคาไม่ไปไหน บางธนาคาร ราคา10 กว่าบาท ต่ำbook ธนาคารที่ปล่อยสินเชื่ออันดับ1 ก็ไม่กล้าซื้อ ช่วงนี้เล่นยาก คุยกับพี่เทิดศักดิ์ ปีนี้ EPS 88.55 PE 16 เท่าปีหน้า
จบที่ 101 จะได้ PE 15 ดัชนีประมาณ 1600 ซื้อก็กล้าๆกลัวๆ
ถ้าดูกราฟรายวัน เป็นรูป W ส่วนกราฟรายเดือน ตัด Zero ลงไป ดูงง ขึ้นแล้ว โดนกระทืบลงมาตลอด
โครงการประกาศแล้ว แต่ราคาไม่ขยับ ดูเหมือนจะดีแล้ว
ลองเข้าไปก็โดน ต้นปีมั่นใจว่าทำจบขา5ใหญ่ ในขา1ยักษ์ คงนับผิด นับ Wave ถ้าผิด จะเหลือแค่ 50%
สรุป จะเล่นได้ดีในขาขึ้น แต่ไม่สามารถเอาเทคนิคส่วนตัวมาเล่นขาลงได้

เซียนคนที่ 5 คุณหมอ พงษ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี
คุณหมอพูดว่า ก่อนการลงทุนอ่านหนังสือมา 2-3 ปี เข้าใจหลักการลงทุน การปรับทัศนคติ เวลาอ่านหนังสือ
เข้าใจว่าเป็นตัวเรา ไม่ต้องพยายามเข้าใจ ธุรกิจเติบโต ราคาหรือมูลค่าต้องมากขึ้น อ่านหนังสือเข้าใจง่าย
โชคดีไม่เจอปัญหาที่หนักหนา ตอนลงทุนค่อยๆเรียนรู้กับมัน เวลาวิกฤตก็โชคดีที่มีเงินสดพร้อมลงทุน
โอกาสเปิด และ มีเงินพอดี ไม่เหมือนคนอื่น ที่ถือหุ้นอยู่
การลงทุนช่วงแรกๆก็มาแนว VI เลย แต่เปลี่ยนประเภทของหุ้นที่ลงทุนไปตามแต่ละช่วงเวลา
Q: 10 กว่าปีที่ลงทุน ตัดสินใจผิดพลาดบ้างไหม
A: ความผิดพลาดก็มีบางเป็นเรื่องปกติ ถ้าถูกตลอดก็น่าแปลกใจ แต่เราเตรียมใจไว้แล้วว่าต้องเจอ และในอนาคตก็ต้องเจออีก แต่เมื่อผิดแล้วมักเจ็บไม่หนัก เลือกถูกก็ได้กำไรมาก และได้เรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นๆ
Q:ปีนี้ลงไปแล้ว 10%จากต้นปี ตราบใดเศรษฐกิจok ยังถือได้ แต่ข่าวสารบอกว่าหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น GDP โตน้อย จะยังคาดการณ์ที่ดีได้หรือไม่
A: ที่บอกยังไม่ดีอีก 2-3 ปี มาดูว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจจะปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ เมื่อก่อน GDP โลกโต 5%
Trade ได้ 10% แต่gap สั้นลง ต่อไปทั้งโลกการค้าขายน้อยลงเป็นภาพใหญ่ ส่งออกได้ต้องเป็นการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรม เป็น High value ขึ้นกับรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนนโยบายทำให้สินค้าตรงกับความต้องการของตลาดได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็ต้องยอมรับ ส่วน GDP โตต่ำแน่ อีก3ปีถ้าปรับได้อาจโตขึ้น ถ้าไม่ได้ก็โต
2-3% ในภาวะนี้บริษัทในตลาดถูกกระทบ แต่ไม่เท่ากันในแต่ละอุตสาหกรรม บางธุรกิจกระทบมาก อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์ไม่ดี การท่องเที่ยวยังดีอยู่ ธุรกิจที่กินshareในตลาด ก็ยังพอโตได้บ้าง
แต่ละบริษัทไม่โตแรงใน 2-3 ปี ต้องติดตามรัฐบาลว่าสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ไหม
Q: มีการปรับเปลี่ยนหุ้นใน port ไหม
A: จะเก็บหุ้นที่ลงมา ดูเฉพาะหุ้นลงมาพอสมควร ก็ทยอยซื้อ ในช่วงที่ตลาดเหวี่ยงแบบนี้ ไม่ได้ลดportลง จริงๆลดไปแล้วตอนสิ้นปี57 ทยอยซื้อถ้าตกอีก ดูว่าอยู่ในจุดที่เราอยากซื้อไหม
เราขายหุ้นในส่วนที่ราคาขึ้นไปสูง และช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาหุ้นบางตัวต้องอาศัยการซื้อของคนในประเทศ
หาการลงทุนอะไรที่ไม่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เติบโตได้ดี ปลอดภัย ได้แก่ พลังงานทางเลือก บริษัทที่ได้ PPA จะมีความเสี่ยงน้อย แต่ถึงแม้ได้ PPA แล้วก็ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของวัตถุดิบ ราคาขึ้นสูงมีผลต่อกำไร บริษัทที่ทำพลังงานทางเลือกและมีความเสี่ยงได้แก่ บางบริษัทไม่ได้ PPA หรือ ถ้าได้แต่มีการปรับเปลี่ยนเป็น bidding กำไรจะไม่เหมือนเดิม เลือกตัวที่มันมี Core หลัก เช่น มี PPA และ มี Exiting business เท่าไหร่ เราไม่ควรซื้อเกินราคานี้ เลือกบริษัทที่ downsize risk ไม่เยอะ โครงการใหม่ถ้ามีก็เป็นโบนัส
Utility เป็น Defensive stock โอกาสโตไม่เยอะ แต่ดีกว่าเงินฝากอย่างน้อยได้ cash flowพอใช้ได้ในช่วงที่ชลอตัว
ชอบเพราะมีความมั่นคง แต่ไม่ชอบมาก การแข่งขันสูง Barrier to entry ไม่ดี
IRR ในอดีตดี เป็น missmatch one time ต่อไปไม่เกิดขึ้นแล้ว
Q: มีธุรกิจที่น่าสนใจหรือเปล่า
A: ดีพอใช้ได้ พอมี ราคาไม่ถึงจุดที่น่าสนใจ เช่น การท่องเที่ยว 3-5 ปีน่าจะโต ส่งออกไม่ดี กระตุ้นท่องเที่ยวเร็วสุด ยกเว้นวีซ่า ไม่ต้องใช้เงินมาก ก็กระตุ้นได้แล้ว ต่อไปธุรกิจที่ซื้อ ใช้ ประจำวัน market size ไม่โตมาก แย่งจาก Traditional trade การรักษาพยาบาล พอไปได้ แต่ราคาไม่ถูก

ช่วงที่ 2

คุณ โจ อนุรักษ์ บุญแสวง มาไกลจากหาดใหญ่ มาพูดเรื่องการลงทุนให้เราฟัง
มีใครบอกว่าเราเป็นเซียน แต่เราก็ยังรู้สึกแปลกๆเพราะเราเท้ายังติดดิน เราแค่เอาตัวรอดได้ ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ป่าเถื่อน รอดยาก
มีสถิติว่าคนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ ขาดทุน เราเป็นคนโชคดี ประสบความสำเร็จพอประมาณ เพราะโชคดีที่เลือก Role Model ได้ถูกคน อาจารย์ที่เราเลือกสำคัญที่สุด นักลงทุนเอก 99 คนทั่วโลก เป็นแนววีไอประมาณ 90กว่าคน 5คนแนว Trader
ในงานนี้แนวพื้นฐาน 7 ท่าน เทคนิค 1 ท่าน เหมือนมี2เส้นทาง ทางนึงปลายทางมีแค่คนเดียวโบกมือรอ ส่วนอีกทางมีคนประสบความสำเร็จ 7 ท่านคอยโบกมือรับ ซึ่งน่าจะมีทางรอดมากกว่า เริ่มต้นถูกต้องดีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว อาจไม่ตื่นเต้น เร้าใจ แต่การันตีว่าไม่อดตายแน่นอน
ข้อผิดพลาดที่เจอ ไม่รังเกียจหุ้นเล็กหรือใหญ่ ส่วนใหญ่จะเจอหุ้นเล็ก เพราะว่าหุ้นตัวใหญ่ คนสนใจเยอะเช่น หุ้น ปตท
นักวิเคราะห์ทั่วโลก เก่งกว่าเรา แต่หุ้นตัวเล็กต้องตามกิจการอย่างสม่ำเสมอ ทุกวันนี้ยังไม่แน่ใจตัวเองว่ารอดอีกนานไหม
การเรียนรู้ต้องขึ้นกับแต่ละคน การตกผลึกความคิดประมาณปีที่ 7-8 เล่นหุ้นได้กำไรเป็นอย่างไร พอปีที่7-8 เกิดสิ่งนึง มหัศจรรย์การทบต้น ปีที่ 1-7 กำไร 60-70% แต่เงินต้นน้อยกว่า 1ล้าน ปีแรกก็ได้แค่ 1.4 ล้านบาท ปีที่2 40% ก็ประมาณ 2 ล้านกว่าบาท กว่าจะเพิ่มนานเกิน ปีที่ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาลคือ ปี 7-8 ทำได้ดี ฐานสะสมมา 7 ปี พอร์ตโตพรวด เรารวยแล้วเหรอนี่
เหมือนพี่เคน port พันล้าน 10% ก็โตปีละ 100 ล้านแล้ว แต่ถ้ามีแค่ 1 แสน ขึ้น 10% ก็นิดเดียวเอง
เราทำผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผ่านวันนั้นได้ ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาล มีความมั่นคง
นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กว่าจะสร้างธุรกิจแสนล้าน บางท่านต้องใช้เวลา 2-3 ชั่วอายุคน เซียน 8 คน ใช้เวลาเท่าไหร่ จะมารวยเร็วๆไม่ได้ ไม่ใช่เพาะถั่วงอก แต่เป็นการปลูกต้นไม้ใหญ่ หาเช้ากินค่ำไม่ยั่งยืน
Q: สิ่งสำคัญ นักลงทุนวีไอหาข้อมูลบริษัท และ ต้องหาจังหวะ หาตัวเร่งให้ port โตขึ้น รอรอบใหญ่ๆจะสร้างเซียนในรอบถัดไปเมื่อไหร่จะมาถึงคะ
A: ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ Timingในการซื้อหุ้นตอนวิกฤตน่าจะมีส่วนให้ผลตอบแทนสูง แต่เป็นแค่ปัจจัยนึง
แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จังหวะของวีไอ คือ เจอหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า ยิ่งเยอะยิ่งจังหวะดี ถ้า MOS ไม่เยอะ ซื้อน้อยๆหน่อย ถ้าเยอะก็จำนำบ้านขายเมียไปซื้อ ผลตอบแทนตลอด 15 ปี ดีต่อเนื่องมาทุกปี ไม่ต้องรอวิกฤติ มันมาเรื่อยๆสม่ำเสมอทุกปี ระยะยาวตลาดหุ้นให้ผลตอบแทน 10% วิกฤตไม่ได้เกิดบ่อย นานๆเกิดครั้งนึง หากโชคดีได้ซื้อหุ้นตอนวิกฤติ ได้กำไร 100%ในปีถัดไป ดูไม่เลว แต่หากผมลงทุนต่อเนื่องทุกปี return 40% ต่อปี ติดต่อกัน 9 ปี ได้ 10-20 เท่า แบบไหนดีกว่ากัน ผมเลือกแบบหลังดีกว่า
นักลงทุนเน้นคุณค่า เมื่อไหร่เจอหุ้นต่ำกว่ามูลค่า เราต้องซัดแล้ว หุ้น 10 บาท หล่นมาที่ 7 บาท ซื้อบ้าง ถ้ามาที่ 5 บาททุ่มเลย
ผลตอบแทน 15 ปี เกิดจากหุ้นนับไม่ถ้วน ตอนนี้ถือ 39 ตัว เคยคุยคุณโจเมื่อมิย ตอนนั้นถือ 42 ตัว แสดงว่าลดบางตัวลงมา
ลินคอร์น เคยพูดว่า ผมเดินช้า แต่ไม่เคยเดินถอยหลัง port โตจากหุ้นตัวเล็กๆ เติบโตมาเรื่อยๆ เหมือนมดสร้างจอมปลวก ต้องใช้เวลานาน

เซียน หมอมุข นพ ประมุข วงศ์ธนะเกียรติ์ หรือ Paul VI
เซียนหลายคนรับความเสี่ยงได้เยอะ เช่น คุณป๋อง ตัดสินใจเร็ว ส่วนตัวผม กล่าวการขาดทุน การตัดสินใจเชื่องช้า ลงทุนแนวพื้นฐานน่าจะดีกว่า เราสวมวิญญาณของเจ้าของกิจการ เข้าใจวิถีการลงทุน สำคัญคือ ความรู้แนวนักลงทุนนี้ บางทีก็สติแตกได้ ต้องควบคุมทางอารมณ์ในจังหวะดีและแย่ในเวลาที่มีอะไรมากระทบ
ดูหุ้นที่น่าสนใจเก็บไว้ใน Watch list เวลาหุ้นลง ก็เป็นจังหวะที่ซื้อ ตอนข่าวเกี่ยวกับไม่มีมงคล ได้หุ้นราคาดีๆในราคาFloor
ถ้าถึงจุดที่จะขาย อาจ release บางส่วน หรือ Port บวมขึ้นมา อาจจะขายบางส่วนออกมา
Q: มีการลงทุนผิดพลาดในเรื่องอะไรบ้างคะ
A: ความรู้ยังไม่สิ้นสุด ยังมีความรู้เติมมาตลอด มีโอกาสอบรม IOD ในการเป็นกรรมการ ไม่คิดว่ามีความรู้เหมือนน้ำเต็มแก้ว จะไม่รู้เพิ่มขึ้น พยายามเป็นน้ำครึ่งแก้วจะได้เติมความรู้ได้ตลอด ความผิดพลาด เพราะว่าความมั่นใจในช่วงแรกน้อย แค่ใครมาสะกิดก็ขายทิ้งแล้ว เราจำเป็นต้องเลียนแบบสไตล์นั้นหรือเปล่า ตอนเรียนหมอ ไม่ชอบวิชากายวิภาค ผ่าศพ แต่เราต้องการจบเกียรตินิยมต้องทำอย่างไร ต้องปรับ เช่น ถ้าแพ้ฟอร์มาลีน ก็เอาผ้าปิดจมูกซะ ตอนมาเรียนรู้การลงทุนช่วงแรก พูดภาษาการเงินเยอะ มาเสริมจุดที่จำเป็น เช่น อ่านงบการเงินไม่ได้ ก็ต้องเรียนรู้ มีจุดไหนต้องระวังบ้าง ซื้อหนังสือมาอ่าน เรียนcourse TSI ทำตัวเป็นนักเรียน ค่อยๆปรับ อันไหนเป็นจุดที่ดี ก็เก็บไว้ อันไหนไม่ดีก็ปรับออกไป บางทีเจอหุ้นขึ้นลงเยอะๆ
เรียนรู้ข้อผิดพลาดของคนอื่น และ ตัวเรา วิเคราะห์ผิด เข้าใจผิด แต่ออกของได้ ถือว่าโชคดีไป สำคัญผิดพลาดอะไร ต้องเรียนรู้
ในสิ่งที่ผิดพลาด ผิดครั้งแรกหรือครั้งที่สองยังให้อภัย แต่ผิดอีก ต้องหันปรับปรุง เรียนรู้จุดที่ผิดพลาด หรือมองข้ามไป เราสามารถปรับได้
Q: Port โตขึ้นมาจากตัวไหนบ้าง
A: Port กี่ล้าน กี่สิบล้าน หรือ กี่ร้อยล้าน ไม่ทำให้สุข ทุกข์ เป็นแต่แค่ท้าทาย เริ่มต้นหลักแสน จังหวะการลงทุน ได้ทำการบ้าน ลงทุนในช่วงดัชนีที่กำลังไต่ขึ้น การลงทุนในหุ้นที่ถูกตัว ไม่ต้องถ่อมตัว เราสามารถประสบความสำเร็จ ทำอะไรก็ทำเต็มที่เสมอ
ยากลำบากไหม ในระยะแรก โทรไปหา IR ทำการบ้านเยอะ ช่วงนั้นทำงานหมอ จะว่างช่วงเช้า ก็อ่านหนังสือพิมพ์ เข้า Web thaivi ส่วนก่อนนอน ดูหุ้นไหนน่าสนใจ ไมรู้ว่าเหนื่อยขนาดไหน สุดท้ายค้นพบว่า หุ้นที่มี Market Size ต่ำกว่า 1000 ล้านบาท ถูกจริต ไม่มีนักวิเคราะห์คนไหนมาตาม เราไปวิเคราะห์ เจาะลึก คุยกับผู้บริหารไม่ใช่ง่าย คำนวณ DCF หรือ Five Force ไม่เก่งเท่าเขา เราเชื่อเขาหมดใจไม่ได้ ต้องเอะใจ ว่าหยิบ เลือกหุ้นตัวนี้ได้อย่างไร
เราไม่เข้าใจ เกินกว่าความสามารถของเรา เราต้องขยายขอบเขตความรู้ของเราออกไป ค่อยๆศึกษาไปเรื่อยๆ
ผมชอบท่องเที่ยว และ ซื้อคอนโด ทำการบ้านเยอะมากกว่าจะซื้อคอนโด หรือ ใช้เวลาเป็นปีเพื่อวางแผนท่องเที่ยว
หุ้นที่เราศึกษามาอย่างดี แต่ไม่คาดคิดจะเจออะไรบ้าง เช่น ฟ้าสั่งมา ให้น้ำท่วม หลังจากนั้นเจอไฟไหม้อีก
เราเจอทีละตัว Switch ตัวนึงไปอีกตัวนึง เรามีฝ่าย IR ให้เราถาม หรือ ดูข้อมุลจาก Website OPP Day ยังมีรายการเยอะแยก ให้ทำการบ้าน ผมลงทุนหุ้นเติบโตไม่เกิน 4-5 ตัวเอง

เซียนคนสุดท้าย คุณ เคน โสรัตน์ วณิชวรากิจ
คุณเคนมาตอบ เรื่องการเป็นเซียนหุ้น เซียนหมายถึงคนที่เป็นเซียน ฟังแล้วไปวิเคราะห์ต่อ
หลักการ มีอยู่ 7 ข้อ กองหน้า กองกลาง กองหลัง เหมือนมี 7 ดาวเหนือ
กองกลาง เป็น VI ( Value ) and VS ( Value shareholder )
VI 5 ตัว ได้แก่
1. Five force ต้องเจ๋ง และ ดูว่าอุตสาหกรรมเจ๋งขนาดไหน
2. เจ้าของต้องดี เก่ง เป็น พลัง เก่งในกิจการใช่ไหม
3. กิจการต้องมี DCA มีความสามารถในการแข่งขันสูง
4. ธุรกิจเติบโตดี และ ต่อเนื่อง
5. PE ต่ำ

ส่วน VS ผมอยากให้กับคนถือหุ้น ท่านเก่งมากและยังบริโภคอีก เป็นเจ้าของกิจการ มีไอเดียมหาศาล
VI เลือกหุ้นในจังหวะที่เหมาะสม และ ถือแบบ VS ใส่คุณค่าระหว่างที่รอคอย
เป้าหมายไม่ใช่กิจการดีอย่างเดียว เราต้องบอก นั่งคิด ทำการบ้าน ให้เราเก่งขึ้น
กระจายเข้าไปอยู่ในหุ้นตัวนั้น เราเก่งขึ้น หุ้นก็ดีขึ้น
กองหน้า มี 3 ตัว กองหลัง มี 2 ตัว
พุทธของเรามีคุณค่ามหาศาล
IQ คือสิ่งที่ขนานกับ VI สติปัญญาทางด้านซีกซ้าย สิ่งที่ Match ได้ คือ อิทธิบาท4 อิทธิคือทางสู่ความเจริญ ส่วนบาทคือทาง ประกอบไปด้วย
ฉันทะ เราต้องชอบที่จะดูธุรกิจลงทุน
วิริยะ เปรียบเหมือนกับคุณ โจ ลูกอีสาน ดูหุ้นหลายร้อยตัว เพิ่อคัดหุ้น
จิตตะ อันนี้ผมเสริมเอง คือ ตรวจสอบแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ ต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่
วิมังสา ผมเสริมรายละเอียดว่า เมื่อได้ผลสำเร็จดังมุ่งหวัง ก็เกิดปัญญา ในการหาซื้อหุ้นตัวต่อไป
การดูหุ้นอย่างดี ทำการบ้านอย่างดี ไม่ได้ทำกำไรสุงสุด ต้องมี EQ ด้วย เปรียบเหมือนกับ อริยสัจ4
1. ทุกข์ รู้ทุกข์
2. สมุทัย รู้เหตุจากทุกข์ มีอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงเกิด
3. นิโรธ การดับทุกข์
4. มรรค วิธีการดับทุกข์ ประกอบด้วยมรรค 8

ตรงกลางของ VI & VS มีจุดยืน IQ , EQ , PQ ( Positioning ) มีจุดยืนคือ พรหมวิหาร4
มีเมตตา กระจายความรู้ มุทิตา ยากมาก ชมคนอื่นเก่งมาก เราต้องคิด และ ฝึก
อุเบกขา รู้จักการปล่อยวาง การวางจิตให้ดี หุ้นขึ้น ลง ไม่สนใจ
Q: เมื่อไหร่เป็นเซียน
A: ผมคิดตั้งแต่วันแรกเข้าตลาด คนที่ฟ้าส่งมาแบบผม คนเราต้องเกิดความมั่นใจ บอกแม่ว่า “ ม้าโชคดี เทวดาส่งเคนมาช่วยครอบครัว ตอนนี้ แผ่นดินไทยมีเคนช่วย “ ตอนเข้ามา คนเรามีศักยภาพ ฟ้าให้เราใกล้กัน ผมศึกษาเยอะแยะ ทำธุรกิจต่อสู้กับคู่แข่ง พอเริ่มเอาเงินมาลงทุน เราไม่ต้องแข่งใคร ไม่ต้องทำบาป ฝากท่านผู้เกียรติมาฟังผม มีกี่ร้อยล้านตัวของอสุจิ ฟ้าส่งท่านมาเกิด อย่าได้ดูถูกตัวเอง ถ้าเราทำอะไรต้องมั่นใจ ถ้าเราพยายามทำทั้งชีวิต เราต้องทำสิ่งที่ท่านทำไม่ได้ คือตามรู้ลมหายใจ
Q: คนไปทุกงาน ฟังทุกงาน แต่จนเหมือนเดิม
A: โจพูดถึงลินคอร์น เดินช้าไม่เป็นไร แต่ไม่เคยเดินถอยหลัง แต่พุทธเจ้าเราตรัสรู้ ตอนนี้ดูก่อน เธออย่ามองลินคอร์นมากไป
ไม่เคยเดินถอยหลัง แต่เดินอย่างมีสติ ถอยอย่างมีสติ เดินหน้าอย่างมีสติ คนลงทุนต้องระลึกรู้ว่า ทำอะไรอยู่ สัมปัญญะ
มีสมาธิ รู้แจ้ง รู้ว่าตัวเองผิดพลาดช่วงไหน ท่านอย่ามองกำไร ขาดทุน ต้องรู้เหตุ ผล เกิดขึ้นได้อย่างไร
เราไม่เข้าใจ และ ไปตาม เผลอกำไรเป็น การลอกหุ้น ไม่ควรเกิดขึนกับนักลงทุน
การทำอะไร กะเกณฑ์ เช่น คาดการณ์ผลกำไร แล้วรู้ว่า เป็นจุดเริ่มต้น เราจับจุดได้ หุ้นกำไรขึ้นมาด้วยหุ้นกี่ตัว
6-7 ปี ลงทุนหุ้นแค่ 5 ตัว หุ้นที่ลงทุนต่ำกว่า 5% ไม่ถือว่าเป็นการลงทุน เป็นการเก็งกำไร 5 ตัวที่ลงทุนอย่างมีนัยยะ
ใช่เลย ลงทุนไปเยอะๆ พอ port ใหญ่ขึ้น การได้เงินมา ต้องมาจากปัญญา 11 ตัว เป็นวิธีการสงบสุขตน ทำให้การลงทุน
กำไรสูงปื๊ด สุดท้าย ประโยชน์ที่สำคัญ เงินนั้นเอามาได้ด้วยวิธีไหน จำนวนเงินไม่ใช่ประเด็น

หุ้นธรรมดา กำไรไม่ธรรมดา / คนขายของ

เมื่อสิบปีก่อน ในปี 2005 ดัชนี Dow Jones อยู่ที่ราวๆ 10,000 จุด ผ่านมา 10 ปี ในตอนนี้ ดัชนีมาอยู่ที่ประมาณ 16,000 จุด หรือ เพิ่มขึ้นราว 60% จากเมื่อสิบปีที่แล้ว จากการศึกษาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในระดับสูงสุด 40 อันดับที่มีมูลค่ากิจการมากกว่า 1 พันล้านเหรียญขึ้นไปพบว่า ราคาของหุ้นเหล่านั้นปรับขึ้นไปสูงกว่าดัชนีมาก โดยผลตอบแทนของหุ้นเหล่านี้อยู่ในช่วง 8-65 เท่า เมื่อดูลงไปในรายละเอียดพบว่า หุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่ม “Top Performers” นี้อยู่ในอุตสาหกรรมที่มักมีการลงทุนในเทคโนโลยี และงานวิจัยเป็นจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมยา ไบโอเทค และ ไอที แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีหุ้นบางตัว ที่อยู่ในอุตสาหรรมที่ดูธรรมดา และอาจจะอิ่มตัวแล้ว เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องครัว กลับแทรกตัวขึ้นมาอยู่ในกลุ่มนี้ได้ บริษัทเหล่านี้มีอะไรดีจึงสามารถสร้างผลตอบแทน ให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างมหาศาลในรอบสิบปีที่ผ่านมา?

Buffalo Wild Wings ร้านอาหารที่เมื่อสิบปีที่แล้วมีมูลค่ากิจการราวหนึ่งหมื่นล้านบาท โตมาเป็นแสนล้านบาทในสิบปีโดยการเน้น “นวัตกรรม” บริษัทขายอาหารปีกไก่อบซ๊อสแต่มีซ๊อสให้เลือกมากมายหลายรสชาติต่างกับคู่แข่ง นอกจากนั้นยังเน้นเรื่องบรรยากาศในการรับประมานอาหาร ผู้บริหารเข้าใจ ผู้บริโภคชาวอเมริกันเป็นอย่างดีว่าชอบดูกีฬา จึงจัดร้านให้มีบรรยากาศเหมาะสมกับการเชียร์กีฬาร่วมกันของผู้ที่มาทานอาหาร มีจอหลายจอสำหรับดูการถ่ายทอดที่อาจจะเกิดขึ้นพร้อมกัน มีเกมส์ให้ download ไว้เล่นระหว่างรอพักครึ่ง และผู้ที่มาทานอาหารสามารถใช้ “แท๊บเล็ต” ที่ถูกติดตั้งไว้ ในการสั่งอาหาร ไม่ต้องรอคอยพนักงานเสริฟเป็นเวลานาน

Monster Beverage บริษัทขายเครื่องดื่มให้พลังงาน (Energy Drink) ซึ่งมีส่วนแบ่ง การตลาดอยู่เป็นอันดับสองรองจาก “Red Bull” ราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 20เท่า ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้น “Apple” ของ Steve jobs เสียอีก ตลาดเครื่องดื่มให้พลังงาน ในสหรัฐอเมริกา มีอัตรา การเติบโตที่สูงมากในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา จากมูลค่าตลาดรวมราว 300 ล้านเหรียญในปี 2000 มาเป็น 9,000 ล้านเหรียญในปัจจุบัน บริษัทมีการกระจายสินค้าที่ครอบคลุม และมีการพัฒนารสชาติใหม่ๆ ออกมาเสมอ โดยตอนนี้มีออกมามากกว่า 10 รสชาติ Coca-Cola เห็นศักยภาพของบริษัทนี้ และได้มาร่วมลงทุนถือหุ้นราว 15% ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ Monster กระจายสินค้าไปในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วในอนาคต

Middleby Corp ร้านขายเครื่องครัวให้แก่เครือข่ายร้านอาหารชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นประเภท กาแฟ เบอร์เกอร์ พิซซ่า โดนัท ล้วนเป็นลูกค้าของบริษัท Middleby ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่การช่วยลูกค้าลดค่าใช้จ่าย ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าพนักงงาน ทำให้ลูกค้า ให้ความไว้วางใจในบริษัทเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นบริษัทยังเน้นกลยุทธ์ในการทำ M&A โดยจะเข้า ไปซื้อหุ้นของบริษัทผลิตเครื่องครัวต่างๆ เพื่อสร้างอาณาจักรแบรนด์ด้านเครื่องครัว เป็นศูนย์รวม ทุกผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้า ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดทำให้ราคาหุ้นจะขึ้นมาได้ 8 เท่าในสิบปี

บริษัทที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระดับสูงเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน จากการศึกษาดูในรายละเอียดพบว่า มักมีส่วนที่คล้ายคลึงกันคือ หนึ่ง เป็นผู้นำ ใน “segment” ที่ตัวเองทำธุรกิจอยู่ สอง บริษัทเหล่านี้จะเน้นเรื่องของ “นวัตกรรม” โดยจะมี ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาสู่ตลาดเสมอ และ สาม บริษัทเหล่านี้มักจะอยู่ในกระแสที่เรียกว่า “Mega Trend” เช่น ผู้คนมีแนวโน้มทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น หรือ ผู้คนสนใจในการเล่นกีฬามากขึ้น แต่เมื่อเราย้อนกลับไปมองบริษัทเหล่านี้ในแง่อัตราส่วนทางการเงินเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรากลับพบว่า หุ้นเหล่านี้ล้วนมีค่า PE สูงเกิน 20 เท่า เงินปันผลก็ไม่มี นักลงทุนหลายๆท่านคงเห็นว่าบริษัทเหล่านี้แพงมาก ไม่น่าลงทุน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน ผมคิดว่านักลงทุนควรพิจารณา “Potential Markets” ของบริษัทประกอบการพิจารณาด้วย อย่างร้านอาหาร Buffalo Wild Wings เมื่อประสบความสำเร็จในเมือง ก็สามารถขยายไปในรัฐ ในภูมิภาค ในประเทศ หรือ แม้กระทั่ง ไปต่างประเทศได้อีก นอกจากนั้นควรพิจารณาว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทนั้นสามารถทำได้จริงไหม สมเหตุสมผลหรือเปล่า โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า การพิจารณาอัตราส่วนทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในทางกลับกัน หากติดอยู่กับตัวเลขอย่างเดียว ไม่พิจารณาส่วนอื่นประกอบด้วย อาจจะทำให้ นักลงทุนพลาดโอากาสทองไปได้เหมือนกัน