อารมณ์ของนักลงทุน/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สิ่งที่นักลงทุนจะต้องคิดและจัดการนั้น นอกจากการศึกษาหาข้อมูลและวิเคราะห์กิจการและตัวหุ้นแล้วก็คือ “อารมณ์และความรู้สึก” ของตัวเองเวลาลงทุน เพราะเรื่องนี้มีผลต่อความสำเร็จ อาจจะไม่น้อยไปกว่าความสามารถในการเลือกหุ้น ลองมาดูกันว่ามีอารมณ์ที่สำคัญอะไรบ้างที่เราจะต้อง “ควบคุมดูแล” หรือจัดการให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมเพื่อที่จะได้ลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความโลภ นี่เป็นอารมณ์ที่สำคัญมากที่มักจะมีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างแรง สุภาษิตโบราณของไทยบอกว่า “โลภมากมักลาภหาย” แต่ในการลงทุนนั้น นอกจากลาภจะหายแล้ว เราก็อาจจะ “หมดตัว” ได้ด้วย ความโลภในเรื่องของการลงทุนนั้นก็คือ เราไม่ได้ต้องการเพียงผลตอบแทนที่ “เหมาะสม” จากการลงทุนซึ่งมักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วย แต่เรา “โลภมาก” อยากได้ผลตอบแทนที่สูงลิ่วเกินกว่าที่ตัวกิจการหรือหุ้นจะให้ได้ ดังนั้นหลาย ๆ คนจึงใช้ “เครื่องมือขยายผล” ที่จะเพิ่มผลตอบแทน เช่น การเล่นหุ้นด้วยมาร์จินซึ่งก็คือการกู้เงินมาลงทุน หรือแทนที่จะลงทุนในหุ้นปกติก็ไปเล่นวอแร้นต์ของหุ้นที่มักมีราคาต่ำและราคาขึ้นลงบางทีเป็นหลายเท่าของหุ้นตัวแม่ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความเสี่ยงของการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก และมีโอกาสที่เราจะ “หมดตัว” นั่นก็คือ ถ้าหุ้นตกหนักถึงจุดหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง เงินลงทุนของเราอาจจะกลายเป็นศูนย์ได้ ดังนั้น ถ้าไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนจริง ๆ แล้วละก็ เราก็อย่าไปโลภขนาดนั้น ถ้าหุ้นมันดีจริงเราก็กำไรดีมากอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไป “รีบรวย” เกินไป

ความโลภนั้น ยังทำให้เรา “ทุ่มซื้อหุ้น” ในยามที่ตลาดหุ้นร้อนแรงมากกว่าปกติเพราะเราเห็นว่าจะทำเงินได้มาก นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมานั่นก็คือ คนจำนวนมากนั้น ในช่วงที่ตลาดหุ้น “เหงา” พวกเขาก็มักจะลงทุนในหุ้นไม่มากนัก เงินส่วนใหญ่อาจจะถูกฝากไว้กับสถาบันการเงิน ต่อมาหุ้นคึกคักและราคาปรับตัวขึ้นพวกเขาก็เริ่มรู้สึกดี นักลงทุนรายใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดมากขึ้นและราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จนทำให้หุ้นคึกคักถึง “ขีดสุด” ในระหว่างนั้น เม็ดเงินหรือพอร์ตการลงทุนในหุ้นของเราก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราก็ยังไม่พอใจ เราคิดว่าถ้าเรานำเงินมาลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม เราก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นไปอีก เราเริ่มขอเงินหรือขอยืมเงินพ่อแม่ คู่ครอง หรือนำเงินจากแหล่งอื่นที่พอจะหาได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นเพิ่ม เราไม่คิด “ถอนเงิน” ที่ได้กำไรมาแล้วในช่วงที่หุ้นกำลังปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ เรานำเงินใหม่เข้าไปลงทุนทั้ง ๆ ที่หุ้นนั้นมีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ และถ้ามองในฐานะนักลงทุนระยะยาวแล้ว ราคาที่แพงหรือสูงขึ้นจะทำให้ผลตอบแทนในอนาคตของการลงทุนลดลง มันอาจจะไม่ใช่เวลาที่เราจะลงทุน มันคือความเสี่ยงที่จะทำให้เราเสียหายหนักได้และบ่อยครั้งมันก็เป็นอย่างนั้น

ความกลัว นี่เป็นอารมณ์ที่อยู่ตรงข้ามกับความโลภ เรากลัวการขาดทุนจากการลงทุนในหุ้น สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ เรากลัวการขาดทุน “หลังจากที่เราขาดทุนไปแล้ว” ทางตัวเลข ก่อนที่หุ้นจะตกและเราขาดทุนนั้น เราไม่ได้กลัวขาดทุน เพราะถ้าเรากลัวเราก็คงจะไม่ซื้อตั้งแต่แรก ตอนเราซื้อนั้น เราไม่กลัวว่าจะขาดทุน ตรงกันข้าม เราคิดว่าเราจะได้กำไรเราไม่ได้คิดถึงการขาดทุน พอหุ้นตกถึงจุดหนึ่งที่เรารู้สึก “เจ็บ” เช่น หุ้นตกไป 20% เราจะเริ่มรู้สึกกลัว กลัวว่ามันจะตกลงไปอีกและเราจะเสียหายหนัก ดังนั้น เราก็อาจจะตัดสินใจขายหุ้นทิ้งทั้ง ๆ ที่กิจการของบริษัทอาจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ราคาหุ้นผันผวนด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่รู้แต่เราตัดสินใจขายด้วยอารมณ์ของความกลัว

ความกลัวตลาดหุ้นตกหนัก กลัววิกฤติตลาดหุ้น กลัวว่าเมื่อตลาดหุ้นตกหนักหุ้นทุกตัวก็จะตกลงมาตาม ดังนั้น เมื่อตลาดหุ้นตกลงมาแรง เราก็มักจะขายหุ้นทุกตัวที่ถืออยู่ทันทีเพราะเรากลัวว่าถ้าไม่รีบขายมันจะตกลงไปอีกในนาที ชั่วโมงหรือวันต่อ ๆ ไป ความกลัวในเรื่องของดัชนีตลาดนั้น ทำให้เราต้องซื้อขายหุ้นบ่อยมาก และทำให้เรากลายเป็นคน “เล่นดัชนี” โดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เป็นคนลงทุนในหุ้นเป็นรายตัวอย่างที่ควรจะเป็น ผลก็คือ เราไม่ได้กำไรอะไรเลยในระยะยาวเพราะค่าคอมมิชชั่นและส่วนต่างราคาซื้อ-ขายของหุ้นนั้น กินผลตอบแทนที่จะได้หมด

ถ้าเราจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งสำคัญก็คือทำอย่างที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ บอก นั่นก็คือ “จงพยายามกลัวเมื่อคนอื่นกำลังกล้า และพยายามกล้าเมื่อคนอื่นกำลังกลัว” ดูว่าตนเองซื้อหุ้นน้อยลงไหมเวลาคนกำลังเล่นหุ้น ซื้อขายหุ้นในปริมาณที่มาก และเราเข้าไปซื้อหุ้นอย่างคึกคักเวลาคนอื่นชะลอหรือหยุดเล่นหุ้นกันแล้วหรือไม่ ถ้าใช่ก็แปลว่าเราเริ่มสามารถควบคุมตัวเองในด้านของความโลภและความกลัวได้ดีขึ้น

อารมณ์ดีใจ-เสียใจ เวลาหุ้นขึ้น-หุ้นตก นี่ก็เป็นความรู้สึกธรรมดาของนักลงทุน แต่คนที่มีประสบการณ์หรือระดับ EQ ในการลงทุนสูงก็จะสามารถควบคุมตนเองได้ดีกว่า นั่นก็คือ เวลากำไรก็จะไม่ดีใจจนเกินไป เช่นเดียวกัน เวลาขาดทุนก็จะไม่ “ฟูมฟาย” หรือเศร้าเสียใจมากนัก พวกเขาจะดูว่ามันมีเรื่องของความ “ผันผวน” อยู่ในราคาหุ้นอยู่มากโดยเฉพาะในช่วงเวลาสั้น ๆ ดังนั้น หุ้นขึ้นหรือหุ้นลงวันต่อวันหรือเดือนต่อเดือนนั้น อาจจะไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าสิ่งที่เราคิดถูกต้อง ในระยะเวลาสั้น ๆ นั้น ราคาหุ้นอาจจะขึ้นหรือลงได้โดยที่ไม่ได้อิงอยู่กับผลประกอบการหรือความเข้มแข็งหรือความสามารถในการแข่งขันของบริษัทก็ได้ ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจมากจนเกินไป รอดูไปจนถึงสิ้นปีแล้วค่อยประเมินดูว่าเราควรจะดีใจหรือเสียใจโดยดูว่าหุ้นขึ้นหรือหุ้นลงไปเท่าใด นอกจากนั้น เราก็ควรจะต้องประเมินด้วยว่าหุ้นที่ขึ้นหรือลงนั้นสอดคล้องกับตัวกิจการหรือบริษัทหรือไม่

ถ้าหุ้นขึ้นและบริษัทดีขึ้น นี่คือสิ่งที่เราควรจะยินดี ถ้าหุ้นขึ้นแต่ที่จริงบริษัทไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง เราก็ควรจะ “ดีใจ” ที่เรา “โชคดี” แต่ถ้าหุ้นลงและบริษัทก็แย่ลงแบบนี้เราก็ควรจะเสียใจที่เราคาดการณ์ผิด และในกรณีสุดท้าย ถ้าหุ้นตกลงมาแต่กิจการของบริษัทกลับดีขึ้น แบบนี้เราก็ไม่ควรที่จะเสียใจ เพราะไม่ช้าก็เร็วหุ้นก็น่าจะปรับตัวขึ้นได้ พูดโดยสรุปก็คือ หุ้นขึ้นลงในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น ไม่ต้องดีใจหรือเสียใจอะไรมากมายเพราะมันอาจจะเปลี่ยนไปได้อีกมากระหว่างที่ยังไม่ “สิ้นปี” หรือยาวพอ การ “วางเฉย” ต่ออารมณ์ดีใจหรือเสียใจนั้น จะช่วยให้เราไม่ตัดสินใจอะไรอย่างรวดเร็วและไม่รอบคอบ การตัดสินใจเวลาเราดีใจหรือเวลาเราเสียใจนั้น ผมคิดว่าจะทำให้เรามีความลำเอียงและอาจไม่เป็นเหตุเป็นผลที่ดี เช่น ทำให้เราซื้อหรือขายหุ้น “ผิดเวลา”

ความรู้สึกเหมือนถูก “ทรมาน” นั้น นักลงทุนก็มักจะพบเจออยู่บ่อย ๆ บางครั้งบางช่วงเวลานั้น ตลาดหุ้นขึ้นเอา ๆ แต่หุ้นที่เราถืออยู่กลับนิ่งหรือตกลงมาอีกต่างหาก เราได้แต่มองและรู้สึก “ทรมานใจ” จนในบางครั้งเราอาจจะตัดสินใจขายหุ้นทิ้งเพื่อที่จะไปซื้อหุ้นที่ดูเหมือนว่าจะวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะ ความ “อดทน” ของเราอาจจะมีจำกัด นี่ก็อาจจะเป็นเรื่องของจิตวิทยาที่เรียกว่า “สนามหญ้าของเพื่อนบ้านเขียวกว่าเสมอ” นักลงทุนที่ “ทนทรมาน” ได้น้อยก็จะมีแนวโน้มที่จะรอหุ้นให้ขึ้นตามพื้นฐานไม่ไหวและขายหุ้นเร็วเกินไปอยู่เรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน บางช่วงเวลา อาจจะเป็นปี ๆ ตลาดหุ้นเอาแต่ปรับตัวลงอยู่เรื่อย ๆ พอร์ตหุ้นที่เราถืออยู่โดยรวมก็ไม่ไปไหนหรือปรับตัวลดลงเป็นระยะ ๆ เรารู้สึก “ทรมานใจ” และถ้าทนไม่ไหว เราก็อาจจะตัดสินใจทำอะไรที่ไม่เหมาะสม เช่น ขายหุ้นที่ดีมีคุณค่าทิ้ง เป็นต้น

ความรู้สึก “กังวล” นอนไม่หลับ กลัวว่าบางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้นแล้วกระทบกับการลงทุนของเราอย่างแรง เช่นกลัวว่าตลาดหุ้นจะเกิดวิกฤติหรือกลัวว่าหุ้นที่เราถืออยู่นั้นอาจจะถูกผลกระทบที่รุนแรงที่เรา “กลัว” อยู่ นี่ทำให้เรากังวลทั้ง ๆ ที่โอกาสจะเกิดขึ้นอาจจะน้อย ในกรณีแบบนี้เราก็ต้องพิจารณาวิเคราะห์ “Scenario” หรือภาพที่อาจจะเกิดขึ้นหลาย ๆ ภาพแล้วดูว่าผลจะเป็นอย่างไรโดยเฉพาะในกรณีที่เกิดภาพเลวร้ายที่สุด เสร็จแล้วก็ตัดสินใจทำสิ่งที่จะช่วยลดความกังวลนั้นให้เหลือน้อยลงจนยอมรับได้ หลังจากนั้นก็ “เลิกกังวล” เพราะเราจะไม่มีวัน “เจ๊ง” จากการลงทุนอย่างแน่นอนถ้าเราวิเคราะห์ “ความเสี่ยง” อย่างดีแล้ว

The Genius of Warren Buffett in 23 quotes

By Paul A. Merriman (MarketWatch)
Published: Aug 19, 2015 10:52 a.m. ET

One of my favorite ways to learn is to remember pithy quotations that wrap a lot of wisdom into relatively few words. Nobody does that better than Warren Buffett.

In some of my favorite quotes, Buffett preaches patience, simplicity, index funds, and understanding the difference between what you know and what you don’t. He’s in favor of being smart, and against being dumb.

I’ll give you some examples, followed by my own comments.

Since this article is about learning, let’s start with this:

“What we learn from history is that people don’t learn from history.” When investors get either too fearful or too greedy, they sometimes hide behind the notion that “This time it’s different.” Usually they regret it.

On fear and greed

“Two super-contagious diseases, fear and greed, will forever occur in the investment community. The timing of these epidemics will be unpredictable. … We simply attempt to be fearful when others are greedy and to be greedy only when others are fearful.” This is the simple recipe for being a contrarian investor.

On patience, in three examples

“No matter how great the talent or efforts, some things just take time. You can’t produce a baby in one month by getting nine women pregnant.”

“Our favorite holding period is forever.” This is buy-and-hold investing, pure and simple.

“I don’t look to jump over seven-foot bars: I look around for one-foot bars that I can step over.” In my own view, index funds are the ultimate one-foot bar.

On sticking with what you know

“Risk comes from not knowing what you’re doing.”

“Diversification is a protection against ignorance.” I think he’s right on target here, and we all need this protection. We cannot possibly understand all the moving parts of the global economy and the myriad of investment choices available to us.

“Only when the tide goes out do you discover who’s been swimming naked.” In a bull market, everybody’s a genius. But a bear market reveals who’s got what it takes to achieve long-term success — and who doesn’t.

“Never invest in a business you cannot understand.” This is a good reason not to invest in individual stocks. I find it virtually impossible to understand the intricacies of any single company or a single industry. I can, however, understand an asset class with nearly 90 years of historical data. And I can invest in an index fund that captures that asset class.

“What counts for most people in investing is not how much they know, but rather how realistically they define what they don’t know.” Unfortunately, know-it-alls tend to place big financial bets. Failing to learn from their own history (see above), they keep doing so again and again.

On being smart and being successful

“You don’t need to be a rocket scientist. Investing is not a game where the guy with the 160 IQ beats the guy with 130 IQ.”

Along the same lines: “It is not necessary to do extraordinary things to get extraordinary results. … By periodically investing in an index fund, the know-nothing investor can actually outperform most investment professionals.”

My take on that topic: If you want above-average results with below-average risks, make regular investments in index funds and leave the money there until you need it.

Now let’s look at some other Warren Buffett gems that include his thoughts on the value of value investing, the non-value of predictions, following the herd, the tarnish of gold as an investment, and more.

On value investing

“Whether we’re talking about socks or stocks, I like buying quality merchandise when it is marked down.” That’s what value investing is all about.

On following the herd

“Most people get interested in stocks when everyone else is. The time to get interested is when no one else is. You can’t buy what is popular and do well.” Following the herd can be very dangerous. Just ask the many investors who staked their futures on technology stocks in 1999.

On predictions

“We have long felt that the only value of stock forecasters is to make fortune-tellers look good.” I’m amazed at how many investors take market forecasters seriously, even when they have no credible track records of success.

On losing money

“Rule No.1 is never lose money. Rule No.2 is never forget Rule No. 1.” Warren Buffet has broken both of these rules, as I’ve pointed out. Even so, he has amassed an enormous amount of wealth.

“The most important thing to do if you find yourself in a hole is to stop digging.” This can be interpreted as advice to sell your losing investments. But I think a better interpretation is this: When you realize you are doing something dumb with your money, stop it.

On good habits

“Chains of habits are too light to be felt until they are too heavy to be broken.” This next quote describes a very good habit.

“Do not save what is left after spending, but spend what is left after saving.” This is known as paying yourself first, and it works brilliantly for investors who develop this habit while they are young.

“You shouldn’t own common stocks if a 50% decrease in their value in a short period of time would cause you acute distress.” Losses like this are infrequent, but they are normal enough that you should expect them. You can significantly reduce this risk by adding bonds to your portfolio.

“With enough insider information and a million dollars, you can go broke in a year.” I have seen several investors lose everything because they followed what they thought was trustworthy inside information.

On gold

“I will say this about gold. If you took all the gold in the world, it would roughly make a cube 67 feet on a side … Now for that same cube of gold, it would be worth at today’s market prices about $7 trillion — that’s probably about a third of the value of all the stocks in the United States. For $7 trillion, you could have all the farmland in the United States, you could have about seven Exxon Mobil Corporations plus a trillion dollars of walking-around money. … If you offered me the choice of looking at some 67-foot cube of gold all day, … call me crazy, but I’ll take the farmland and the Exxon Mobil Corporations.”

My favorite Buffett quote

“You only have to do a very few things right in your life so long as you don’t do too many things wrong.” This is my favorite Buffett quote. Long-term success belongs to those investors who consistently focus on doing a few things right and on avoiding the worst errors.

MoneyTalk@SET9Aug15รอบเช้า-หัวข้อ&สัมภาษณ์พิเศษ

สรุปโดย คุณ i-salmon @ThaiVI

Money talk at SET9Aug2015 รอบเช้า
เป็นสัมมนารอบพิเศษจัดสำหรับผู้ที่ได้ร่วมทำความดีตามกติกา
หลายๆท่านได้ไปบริจาคเลือด/เกล็ดเลือด/ร่างกาย รวมถึงการทำบุญทำทานหรือทำสาธารณะประโยชน์ต่างๆ
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วย ขอให้ทุกท่านมีความสุขทั้งทางกายและใจครับ
ขอบคุณท่านผู้เสียสละและสนับสนุนการจัดกิจกรรมนี้ที่ช่วยส่งเสริมให้พวกเราได้ทำความดีร่วมกันครับ

เนื้อหาสัมมนาช่วงเช้า แบ่งเป็น 2 หัวข้อ
1) จุดตัดธรรมะกับการลงทุน
แขกรับเชิญ คุณชาย มโนภาส พิธีกร คุณวิบูลย์ และคุณนุช วราพรรณ
2) สัมภาษณ์ Exclusive เปิดเบื้องลึกเบื้องหลัง ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน
แขกรับเชิญ อ.ไพบูลย์ และ หมอพงษ์ศักดิ์ สัมภาษณ์โดย คุณเวบ พรชัย และคุณวิบูลย์

หัวข้อ1 จุดตัดธรรมะกับการลงทุน
แขกรับเชิญ คุณชาย มโนภาส พิธีกร คุณวิบูลย์ และคุณนุช วราพรรณ

คุณชาย เปรียบเทียบจากรูปรางรถไฟคู่ขนาน แต่ไม่ตัดกัน
ชวนให้คิดว่าการลงทุนกับธรรมะจะตัดกันได้อย่างไร?
ธรรมะจะมาเสริมการลงทุนได้อย่างไร? ทำไมจึงสำคัญกับนักลงทุน?

การนำเสนอวันนี้เป็นการนำคำสอนจากพระอาจารย์หลายท่านมาร้อยเรียง
เช่น หนังสือ พระไพศาล ทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส แนะนำให้หาอ่านได้ เนื้อหาที่นำเสนอบางส่วนก็นำมาจากเล่มนี้

ชีวิตการลงทุนที่อยู่เย็นเป็นสุขได้ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะธรรมะ
เชื่อว่าเมืองไทยร่มเย็นได้ทุกวันนี้เพราะพระพุทธศาสนา
เมื่อกว่า 2600 ปีก่อน มีบุคคลที่มีพร้อมทุกอย่างในชีวิต กับทิ้งทุกอย่างเพื่อแสวงหาความจริงอันประเสริฐ มาเผยแผ่กับทุกคน
เรามีความสงบร่มเย็นวันนี้ได้เพราะคนเสียสละ เหมือนที่บัฟเฟตต์กล่าว คนเราได้นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ เพราะเมื่อก่อนมีคนปลูกต้นไม้ไว้

ธรรมะคืออะไร?
ธรรมะ คือความจริง เช่น พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ตกทางทิศตะวันตก
นานมาแล้ว พระพุทธเจ้านั่งอยุ่ในป่าประดู่ลาย หยิบใบไม้ขึ้นมา 3 ใบ และถามภิกษุที่นั่งอยู่ในที่นั้นว่า
“ใบไม้ในมือพระองค์กับในป่า อันไหนมมากกว่ากัน?” พระภิกษุตอบว่า “ในมือมีน้อยกว่าในป่า”
ท่านกล่าวว่า “นั่นเหมือนกันกับ ธรรมที่ท่านเอามาเผยแผ่ เหมือนแค่ใบไม้ 3 ใบในมือพระองค์
แต่ความจริงอีกมากมายที่อยู่ในป่า”
ซึ่งความจริงอันประเสริฐ ที่ท่านนำมาเผยแผ่ ช่วยดับทุกข์ได้ สิ่งนี้คือ ธรรมะ
ยกตัวอย่าง ถ้าเห็นควันไฟไหม้แถวบ้านท่าน จะเกิดความกังวลใจว่าบ้านไฟไหม้หรือไม่
แต่พอมีคนแจ้งให้ทราบความจริงว่าไม่ได้ไหม้ที่บ้านของท่าน ก็คลายกังวล ความจริงช่วยดับทุกข์ได้

จิตของนักลงทุน
มหาตมะ คานธี กล่าวไว้
“โลกนี้สามารถให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นกับมนุษย์ได้ แต่ไม่พอตอบสนองความโลภของมนุษย์แค่คนเดียว”
จิตของนักลงทุนก็เช่นเดียวกัน หุ้นขึ้นไปก็อยากให้ขึ้นอีก มีเงินมากแล้วก็อยากมีมากอีก ไม่มีพอ
มนุษย์คิดว่าชีวิตป็นอย่างจรเข้ ที่โตแล้วใหญ่ไปเรื่อยๆ แต่มนุษย์โตไปแค่ 20 ปีก็ไม่โตแล้ว
ความจริงคือเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆจนวันหนึ่งหยุดและเสื่อมลง คือความจริงของมนุษย์

ปัญหาของนักลงทุน 2 กลุ่ม
แบ่งนักลงทุนเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเริ่มต้น กับ ช่วงประสบความสำเร็จแล้ว
1) กลุ่มช่วงเริ่มต้น ที่ยังไม่สำเร็จ เปรียบเหมือนชาวประมง ออกหาปลา พบปัญหา 2 จำพวก
• พวกแรก คือ ขี้เกียจ ไม่เอาจริง อยากรวยแต่ไม่ได้อ่านหนังสือ ฟังข่าว 5 นาทีตัดสินใจซื้อขาย
สมัยพระพุทธกาล พระพุทธเจ้าผ่านมาพบ พราหมณ์ สวดมนต์อาบน้ำ ชำระบาป ตามความเชื่อ
ตรัสถามพรามณ์ว่า “ถ้าอยู่ฝั่งนี้ ต้องการข้ามไปฝั่งนู้น จะมัวแต่อ้อนวอน ร้องขอนานเท่าไร ฝั่งนู้นก็ไม่มาถึงฝั่งนี้”
เหมือนนักลงทุนที่อยากได้อิสรภาพทางการเงิน สวดอ้อนวอนอย่างเดียว อยากได้ผลแต่ไม่ทำเหตุ
หลวงปู่ชาเคยกล่าวว่า เวลาให้พรญาติโยม อายุ วรรณะ สุขะ พละ โยมชอบยกมือสาธุ
ท่านถามว่า “โยมลองคิดดูจริงๆว่ามีไหม อายุยืนๆผิวสวยๆมีแรงเยอะๆ มีจริงไหม?”
อยากสำเร็จต้องมีวิริยะอุตสาหะ
• พวกสอง อยากสำเร็จ ขยันมาก กว่าจะนอนตี 2-3 ละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อประสบความสำเร็จ
แต่ลองคิดดูว่า วันหนึ่งที่ท่านประสบความสำเร็จ แล้วใครจะมานั่งกินข้าวด้วย?
ดูแลคนที่รักด้วยระหว่างทาง เหมือนทหารไปรบ ก็ต้องกินข้าวทุกวัน
ดูแลพ่อแม่ด้วยสังขารไม่รอ ดูแลและให้กับท่านขณะที่ท่านยังอยู่
และดูแลสุขภาพของตัวเอง ออกกำลังกายบ้าง
คนมีเงินมีความสุขได้ต้องมี 2 อย่าง สุขภาพดีและมีคนรัก
บทเรียน จากพาราโบล่า (กราฟโค้งระฆังคว่ำ) ถ้าค่า x มากขึ้นค่าถึงจุดหนึ่ง ค่า y จะลดลงแล้ว
มันจะมีจุดหนึ่งที่สมดุลของชีวิต ให้หาจุดนั้นให้เจอ
2) ช่วงประสบความสำเร็จแล้ว เหมือนเรือสำราญแล้ว
• จุดนี้ที่ระวังกว่า พอมีเงินแล้วเอาไปใช้อะไรก็ได้ คิดว่าชีวิตที่ทำมาทำถูกแล้ว
สิ่งที่น่ากลัวของมนุษย์ ถ้าเหตุผิดแต่บังเอิญผลถูก
คุณชายเคยเขียนบทความไว้ เด็กน้อยกับดวงอาทิตย์
ทุกเช้า เด็กน้อยจะขึ้นไปบนภูเขาวาดมือ 3 ครั้ง แล้วพระอาทิตย์ก็จะขึ้น เด็กน้อยเข้าใจว่าเขาเป็นคนทำให้พระอาทิตย์ขึ้น
อันนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว กว่าลงทุนผิดพลาดอีก
ธรรมะจะมาช่วยคำประสบความสำเร็จแล้ว ให้คนที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไป
ทุกสิ่งทุกอย่างสอดคล้องกัน ไม่ใช่แค่ฝีมือท่านคนเดียว
ชาวประมงหาปลาได้มากที่สุดไม่ใช่เพราะฝีมือเขาอย่างเดียว ชาวสวนก็เหมือนกัน ขึ้นกับหลายปัจจัย
• คนที่คิดว่า รวยแล้วไม่ต้องทำอะไร เป็นความคิดที่ผิด
ชีวิตจะเอื่อยเฉื่อย ไม่มีพลัง ยิ่งรวยต้องยิ่งทำประโยชน์ให้มากขึ้น

โอกาสทองของชีวิต
สังเกตตัวเองว่าสิ่งที่เคยเป็นความสุข ที่จริงเป็นความสุขไหม?
ถ้ามีเงินลองใช้เงินหรูหราฟู่ฟ่า เช่นซื้อไวน์สุดแพงมาดื่ม
แล้วสังเกตดู ความสุขที่เกิดขึ้นอย่างไร อยู่นานไหม หายไปเมื่อไร?
ถ้าเสียใจมากๆ ลองสังเกตดูว่าเกิดขึ้นอย่างไร อยู่นานไหม หายไปเมื่อไร?
เช่น ตอนคุณแม่จากไป แฟนทิ้ง อกหักครั้งแรกรู้สึกอย่างไร หายไปเมื่อไร เอาความรู้สึกนั้นกลับมาไม่ได้
ความสุข ความทุกข์ เกิด อยู่ ดับไป ถ้าสังเกตจะเกิดปัญหา

Case study 1
จักรพรรดิ ออรังเซฟ(Aurangzeb) เป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ๋ของอินเดีย ปกครองประชากร 1 ใน 4 ของโลก ราว 150 ล้านคน
ควบคุมเหมืองเพชร แห่งเดียวในโลก มีความมั่งคั่งมาก ครองราชย์นาน 49 ปี
แต่ได้มาจากการขังพ่อตัวเอง(ผู้สร้างทัชมาฮาล) ขังคุกอยู่ 8 ปีจนเสียชีวิต,ฆ่าพี่ชายตัวเองเพื่อขึ้นครองราชย์
ก่อนจะเสียชีวิต Aurangzeb กล่าวว่า “ฉันมาและไปเหมือนคนแปลกหน้า ฉันไม่รู้ว่าฉันทำอะไรอยู่และต้องการอะไร”
Case study 2
Marcos ประธานีธิบดี ฟิลิปปินส์ เขียนในบันทึกว่า เขามีภรรยาที่ดี มีลูกที่ดี มีสินทรัพย์มากมายเกินกว่าคนทั่วไปหามาได้ แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตเขาต้องการอะไรอยู่ เหมือนชีวิตขาดอะไรไปบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าขาดอะไร

ทั้ง 2 คนนี้ให้บทเรียนเดียวกัน

ถ้ามี ท้องฟ้า และ มีเหรียญ 5 บาท…
คำถามคือ เราจะปิดท้องฟ้าได้อย่างไร?
คำตอบ คือเอาเหรียญ 5 บาทใกล้ตา
เหมือนกัน ความสุขเหมือนท้องฟ้า ความทุกข์ของคนเหมือนเหรียญ 5
ไม่ว่าจะมีความสุขแค่ไหน ถ้ามีทุกข์ขึ้นมาเหมือนเหรียญ 5 ก็บังความสุขได้หมด
เหมือนเรามีความสุขอยู่ดีๆ มีคนขับรถปาดหน้า ก็เกิดความทุกข์
ปัญหาเพราะเอาทุกข์ออกไม่ได้
ถ้ามีคนโยนตุ๊กแกใส่ เราก็ปัดมันออก แต่พอมีคนโยนทุกข์ใส่ เรากลับฝังมันไว้กับเรา
ทำไมปัดไม่ออก?

แนวทางปฏิบัติ
ต้องเห็นความจริง รู้ความจริง นั่นคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งต่างๆในโลกเปลี่ยนไปอยู่เสมอ
คนอายุถึง 80 ปีเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ต้องรู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
อย่างคนขับรถปาดหน้า เรื่องจบตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ใจเราเหมือนถือมีดเสียบมันซ้ำไปมา
รู้ความจริง แต่ทิ้งไม่ได้เพราะจิตไม่มีพลัง

หลวงปู่ชา บอกว่าถ้าเรียนปริยัติ อ่านตามตำรามากๆ ไม่ทัน
เวลาทุกข์ เหมือนคนตกจากต้นไม้ มันเร็วมาก ไม่ได้เป็นขั้นตอน
ต้องเจริญสติ หัดเจริญสติในอริยบถทั้ง 4 กินเดินนั่งนอน
ถ้าสนใจมีสถานปฏิบัติ มีหนังสือมากมาย

คุณชายไม่ใช่แค่คนเดียวที่พูดเรื่องนี้
ขอยกตัวอย่าง Ray Dalio เป็นผู้บริหาร hedge fund ที่ใหญ่สุดในโลก
ความสำเร็จของเขา การนั่งสมาธิมีส่วนในความสำเร็จของเขาเป็นอย่างมาก นั่งสมาธิมา 42 ปี
เมื่อก่อนเป็น แคดดี้สนามกอล์ฟจนกระทั่งมีวันนี้

หลายวันก่อนได้พบคุณประชา ที่เป็นวีไอที่ประสบความสำเร็จ
ท่านก็บอกว่าการเจริญสติ เป็นเรื่องสำคัญของนักลงทุน

ในเมื่อนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายท่านก็พูดอย่างนี้
ท่านจะลองศึกษาหาความรู้ด้านนี้ดูบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร มีประโยชน์ในทุกสถานการณ์

ชีวิตทุกคนต้องเจอแน่นอน คือ แก่, เจ็บป่วย ต้องนอนที่โรงพยาบาล เวลานั้นจะทำ dcf หา pe ไหม?
ถ้าใช้ชีวิตหาความรู้ด้านลงทุนอย่างเดียว ไม่หาความรู้ด้านอื่น
มีหลายสถานการณ์ในชีวิตที่ความรู้ด้านลงทุนไม่สามารถช่วยอะไรได้
ดังนั้น ธรรมะถึงต้องตัดกับการลงทุน นักลงทุนจึงจะมีความสุขอย่างแท้จริง

ต้องเข้าใจว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง คนเราต้องแก่ ต้องตาย ดูแลคนที่รักให้ดี ดูแลสุขภาพให้ดี
ท่านเหมือนคนปลูกต้นไม้ หวังผลได้
หน้าที่คนปลูกต้นไม้ คือรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย แต่ต้นไม้จะโตเร็วช้า ออกดอกออกผลแค่ไหนเป็นเรื่องของต้นไม้
นักลงทุนก็เช่นเดียวกัน หน้าที่คือหากิจการที่มีความสามารถแข่งขัน ราคาลงทุนได้
แต่ราคาหุ้นจะขึ้นจะลงเป็นเรื่องของตลาด ไม่ใช่เอามาแบกไว้ในใจ
ต้องรู้ว่า บางอย่างควบคุมไม่ได้ แม้จะเลือกหุ้นมาดี แต่ตลาดลงหนัก ก็ต้องทำใจ ไม่ใช่ฉุนเฉียว อารมณ์ไม่ดี
สิ่งที่ทำได้คือทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

เมื่อธรรมะมาตัดกับการลงทุน ชีวิตจะมีความสุขโดยสมบูรณ์มากขึ้น มากกว่าใช้ชีวิตลงทุนอย่างเดียวโดยไม่สนใจธรรมะ

หัวข้อ 2 สัมภาษณ์ Exclusive เปิดเบื้องลึกเบื้องหลัง ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน
แขกรับเชิญ อ.ไพบูลย์ และ หมอพงษ์ศักดิ์ สัมภาษณ์โดย คุณเวบ พรชัย และคุณวิบูลย์

กลยุทธ์การลงทุน? หลักการลงทุนคืออะไร มีวิวัฒนาการอย่างไร?
หมอพงษ์ศักดิ์
ช่วงแรกไม่ค่อยมีหลักการ ลงทุนเหมือนเรียนรู้ช่วง 2-3 ปีแรก
ต่อมาเริ่มมาอบรมในกรุงเทพ เข้ามาฟังรู้สึกได้ประโยชน์มากกว่าอ่านเอง
จากนั้นเริ่มเลือกเองว่าจะเอาแบบไหน ลงทุน super stock ในราคาไม่แพง โต 15-20 % ได้ใน 3-5 ปีข้างหน้า
ราคาซื้อขายไม่เกิน pe15 เท่ารู้สึกว่าถูก ลงทุนไปราคาก็เริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ
แต่ก็ยังไม่ได้ขายคิดว่าน่าจะสมเหตุสมผลได้
จนวันนี้ที่พวกหุ้นดีๆ market cap ใหญ่ๆ จะโตให้ได้แบบอดีตที่ผ่านมาเริ่มยากขึ้น
จึงแบ่งเงินมาลงในหุ้นที่มีโอกาสโตกว่า แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงเพิ่มด้วย
พยายามดูว่าอย่าซื้อแพงมากและมีโอกาสเติบโตดีกว่า
เป็นหา upside gain มากกว่า super stock เดิมมาช่วย
สรุปวิธีการเปลี่ยนไปทีละนิด
ตอนแรกกลัว ไม่ค่อยกล้า conservative
ช่วงสองเริ่มกล้ามากขึ้น อาจจะเพราะถูกขึ้นด้วย
ช่วงสาม เป็นช่วงท้าทาย อยากลองทำอะไรที่ไม่ใช่แนวเดิม take risk มากขึ้น

อ.ไพบูลย์
ขอพูดถึงหนังสือ กว่าจะเป็น VI ที่แจก แม้จะบาง แต่เป็นการกลั่นออกมาแล้ว
เน้นเนื้อหาสั้นๆ ที่เลือกมาแล้ว ซึ่งเป็นบทความที่อยากจะพูด แต่คงแทนความคิดที่มีได้ทั้งหมด
หลักการลงทุนก็คล้ายๆกัน แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังเบื้องลึกสำคัญกว่า
หลักการลงทุนส่วนตัวคือ ไม่ลงทุนในสิ่งที่ใจไม่ดี อะไรที่ทำให้ใจไม่ดี ไม่ลงทุนในสิ่งนั้น
สิ่งที่ทำให้ลงทุนแล้วใจไม่ดี คือ อะไรที่ฝืนความรู้สึกเรื่องศีลธรรม
เกณฑ์แต่ละท่านก็ไม่เหมือนกัน ตามอายุ ฐานะ เป้าหมายในชีวิต
ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินใจ
1) ตัวเองต้องเชื่อในสิ่งนั้น
2) อยากให้ลูกหลานเป็นแนวนี้ เช่น อยากให้ลูกมีศีล 5 การลงทุนก็จะไม่ผิดศีล 5
จุดที่คาใจ คือ ถ้าเป็นนักลงทุนอย่างที่ควรจะเป็น
ซึ่งเป็นวิธีการลงทุนที่ดี จะคุณหมอพงษ์ศักดิ์ คุณเวบ คุณวิบูลย์ คุณนุช
การลงทุนแบบเน้นคุณค่าต้องรู้จักบริษัทที่เราลงทุนจริงๆ ต้องรู้ว่าบริษัทเค้าทำอะไร
เราจะมีจิตใจเบิกบาน อิ่มเอมเมื่อธุรกิจเขาดีขึ้น จะตกต่ำเมื่อเค้าทำน้อยลง
แต่ถ้ามันผิดกับสิ่งที่ใจเรารับไม่ได้ ในบ้านแอลกฮอลล์ บุหรี่ เข้าบ้านไม่ได้ เพราะเชื่อมาหลายรุ่น
ดังนั้นเงินของเราจะไม่อยู่ในธุรกิจนี้ ไม่อย่างนั้นจะบอกคนอื่นไม่ได้ว่าเราไม่เห็นด้วย
อย่าง การเอาหุ้นเหล้าเบียร์เข้าตลาด หรือการเปิดการพนันให้ถูกกฏหมาย เป็นการคิดมิติเดียว
คือการคิดทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้คิดผลทางศีลธรรม
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้คิดมาก่อน แต่เพิ่งมาคิดขึ้นมาได้ในช่วงหลังซัก10 ปีที่แล้ว
แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ชนะใจลึกๆของตัวเอง
อย่าง เวลาเห็นราคาหุ้นหลายตัวที่เราควรจะได้ลงทุน แต่ไม่ได้ซื้อ
เราก็ยังมีความเสียดาย เป็นสิ่งที่ทำใจยาก เห็นทีไรก็ทำให้ใจคิดแว๊บขึ้นมา
ทำให้ใจที่มั่นคงแล้วต้องมาเริ่มใหม่แต่ก็ทำให้คิดได้ว่า
ถ้าเอาชนะกิเลสอันนี้ที่ไม่ได้มีผลกับชีวิตไม่ได้ จะไปชนะเรื่องอื่นที่ยากกว่า เช่น ความตายได้อย่างไร

หลักสำหรับตัวเองคือ เงินต้องไม่อยู่ในเรื่องที่ผิดศีลธรรม ซึ่งแล้วแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน
มีรุ่นน้องที่นับถือมากในทางธรรมก็มีเงินอยู่ในหุ้นที่ อ.ไพบูลย์ไม่ได้ลงทุน แต่มุมมองไม่เหมือนกัน
อยู่ที่ความสุข อยู่ใจเรา ยึดแบบที่เราคิดว่าเหมาะสุด
มีลูกศิษย์ที่เป็นตัวอย่างที่ดี จบ mba ทำงาน 5 ปี ไม่ได้เก็งกำไรหุ้น ทำงานสถาบันการเงิน
แล้วได้อิสรภาพ เขาพอแล้ว และทุ่มเวลาที่มีตอนนี้ให้กับการใหความรู้คนอื่น
เปิดเวบไซต์สอนคนโดยไม่คิดเงิน สอนวางแผนการเงินโดยไม่ต้องมีเงิน
สอนเสร็จและไป coach ด้วยตัวเอง คิดว่าเป็นตัวอย่างที่ก้าวหน้ากว่าเยอะ เขาเดินไปในทางเหมาะสำหรับเขา
หรือ ลูกศิษย์อีกคน เป็นตัวอย่างแง่มุมให้เรา ไม่สนใจเงินทอง เรียนปริญญาเอกอยู่
เวลาว่างตลอดคิดถึงแต่การช่วยเหลือคนอื่น จิตอาสาช่วยสังคม เล่นเวบไซต์หาคนไปช่วยสังคม
เราทำไม่ได้อย่างเขา เราชื่นชม อย่างมากก็ช่วยสนับสนุนเขา

ไม่มีเทคนิค หรือเกณฑ์เลือกหุ้นที่ชัดเจน แต่ต้องไม่ผิดศีลธรรมในใจของเรา
และ ชีวิตเราไม่ใช่การลงทุนหุ้นอย่างเดียว
หลักการบริหารเงินครอบครัว คือ การวางแผนการเงิน ไม่ใช่การลงทุนอย่างเดียว
บางคนไม่ได้ลงทุนหุ้นเลย แต่มีจัดสรรการเงินชัดเจน บางคนอยู่รอดได้ไม่ว่าหุ้นจะตกจะขึ้น
แต่บางคนพอร์ตใหญ่โต มีมาร์จิ้นอยู่ 50% ซึ่งอาจจะเหมาะกับเขา แต่ทั่วไปก็จะบอกว่าอย่าทำเลย
เราวางแผนการเงินให้ชีวิตเรามีความสุข

คุณเวบ เป็นตัวอย่างนักลงทุนที่มีความแปลก หาคนที่สองแบบนี้ไม่ได้ ได้หลักคิดจากคุณเวบที่ยิ่งใหญ่
ถ้าคิดว่าอะไรถูกเดินตามนั้น อย่าไปห่วงว่าสังคมจะคิดอย่างไร
อย่างคุณเวบถ้าอยากจะมีพอร์ตพันล้านก็ได้ แต่ไปห่วงหมาห่วงแมวมากกว่า
สิ่งที่คุณเวบสอนโดยไม่รู้ตัว เราจะไปให้ความรู้ ไปช่วยกับคนโลภ คนชั่วทำไม
ซึ่งช่วงหลังเห็นด้วยอย่างมาก จึงเกิดอันนี้ด้วยส่วนหนึ่ง บางคนก็มาเอาอย่างเดียวไม่เคยให้คนอื่น
ต่อไปก็อาจจะเห็น money talk บีบลงมาเรื่อย อย่างวันนี้เราประกาศชัดเจนว่าคนที่ให้คนอื่นจะได้มา
ซึ่งหลายท่านอย่างคุณเวบ คุณวิบูลย์ คุณฉัตรชัย คุณศักดา คุณพศินทร์ อ.ถาวร เป็นอย่างที่ดี มีจุดยืน

หุ้นที่ได้มากรองมาอย่างไร? มีขั้นตอนอย่างไร?
หมอพงษ์ศักดิ์
อ่าน หนังสือพิมพ์, เวบไซต์, มีบางตัวไปเจอ thaivi มีคน discuss กัน แล้วก็ไปตามอ่านใน blog
จนบริษัทที่ทำแล้วมีผลงาน เรามั่นใจขึ้น พอมีจังหวะก็เข้าไปลงทุน
ซึ่งจังหวะมันต้องอาศัยการสะสมความเข้าใจบางเรื่องไว้ก่อน ต้องเลือกอ่าน แล้วค่อยไปอ่านความเห็นเขาลึกๆ
ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อน คือ ทำทุกวันอ่านสะสมไปเรื่อย ไม่ได้มีเป้าหมายว่าต้องเจอ สนุกกับมัน
นสพ.ที่อ่านคือ กรุงเทพธุรกิจ เป็นหลัก อ่านทุกวัน ตอนหลังอ่าน นสพ.ภาษาอังกฤษ เพราะสนใจลงทุนต่างประเทศ
เวบไซต์เข้า thaivi อ่าน 56-1 ฟัง opp day บางบริษัทสนใจจะฟังย้อนหลัง 5 ปี
ต้องเข้าใจความเป็นมา ถ้าธุรกิจมีปัญหาเป็นอย่างไร หลุดมาได้อย่างไร เป็นประโยชน์
อย่างไตรมาสหนึ่งมาร้อยกว่าบริษัท ก็ฟังเกินครึ่ง แต่ถ้าไม่สนใจจริงๆก็ไม่ฟัง ส่วนใหญ๋ฟัง get idea รวบรวมข้อมูลไว้
แต่ทั้งหมดที่ฟังก็ไม่ได้ละเอียดหมด บางทีฟังในรถ ฟังตอนอาบน้ำเสร็จ แต่งตัว เป็นการบริหารเวลาด้วย

อ.ไพบูลย์
หาหุ้นน้อยมาก ในปีหนึ่งจะเจอสัก 1-2 ตัว ซื้อหุ้นแล้วไม่ค่อยได้ขาย ส่วนใหญ่ถือจนลง
จะผูกพันกับหุ้น พอซื้อหุ้นก็จะไปรู้จักเจ้าของ รู้จักผู้บริหาร ต้องรู้จักตัวเองว่าเป็นอย่างไร บางทีซื้อหุ้นได้ดี แต่ขายหุ้นไม่ได้ดี
วิธีเจอโดยบังเอิญ ส่วนใหญ่สัมภาษณ์ ได้เปรียบหน่อยตรงที่ได้เห็นโหงวเฮ้ง
เห็นว่าบางคนโกหกซึ่งๆหน้า บางคนก็ระมัดระวัง จะประเมินได้ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร
มีหลากหลาย บางคนศึกษาธุรกิจใหม่ขั้นตอนที่ 1 ประกาศข่าว บางคนขั้นตอนที่ 10 แต่ยังไม่ออกข่าว รอประกาศตามเกณฑ์
ปกติไม่ได้ดูลึกๆเอง ถ้าเจอหุ้นที่น่าสนใจก็มีคนช่วยดูให้อย่างหมอเค
ทยอยซื้อบางส่วนแล้วก็ทำการบ้านต่อ จะตัดสินใจช้าทั้งซื้อทั้งขาย มีอยู่ครั้งตัดสินใจเร็ว ซึ่งทำผิดพลาด

การวิเคราะห์งบการเงิน วิเคราะห์เชิงคุณภาพ ทำอย่างไร?
หมอพงษ์ศักดิ์
แต่ละธุรกิจงบไม่เหมือนกัน เช่น ค้าปลีก ไปดูยอดขายแต่ละ q จัดเรียงดูย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี
– ดูว่าเติบโตไหม มี seasonal ไหม ดู gross margin ดีขึ้นไหม ?
– ดูแนวโน้ม ดู sg&a ต่อยอดขาย เพิ่มหรือลด อย่างไร มีเหตุผลเพราะอะไร ?
ช่วงขยายตัวต้องมี ต้นทุนเพิ่มหรือบางช่วงยอดขายโตแต่กำไรไม่โต
เพราะกำลังลงทุน มีค่าเสื่อมราคาเยอะ เป็นช่วงที่น่าลงทุน
– ดู EBIT หรือ Operating Profit สำคัญกว่า บางทีจะมี tax ไม่เท่ากัน จึงต้องดู before tax
– ดู cashflow ว่าเป็นอย่างไร ลงทุนเท่าไร มีรายการพิเศษอะไรไหม?
บางธุรกิจมีรายการเยอะ เช่น มีกำไรบริษัทลูก ต้องลบออกหมด หรือพวกขายหุ้น บันทึกกำไรต้องเอาออก
ถ้าไปคิดบางทีกำไรรวมบวก แต่คิด operating profit จริงๆขาดทุน

ตัวอย่างที่เคยลงทุน aot มีค่าเสื่อมราคาลดลง รายได้โต แต่ sg&a โตเพิ่มกว่าตลอด
คิดว่าไม่ชอบ คงไปทำอะไรที่ไม่น่าไว้ใจ แต่ตอนหลังมาเห็น sg&a ไม่เพิ่มขึ้นตามรายได้ น่าจะมีอะไรดีๆ

บางธุรกิจต้องดูราคาของต้นทุน อย่างธุรกิจเทรดดิ้ง มีซื้อมาขายไปมี inventory loss ราคาหุ้นก็ตกมาก
ต้องไป track ดูว่าในอดีตต้นทุนมันต่ำเท่าไร
จะมีแนวโน้มใน 12 เดือนข้างหน้า inventory gain ไหม แต่ต้องรอมัน

นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เงินไม่ใช่คำตอบ ความสุขชีวิตคืออะไร?
อ.ไพบูลย์
ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง ในแต่ละเดือน อย่างตอนนี้ก็อยู่ในสภาพที่ลง
ในแง่ความสุขความทุกข์ไม่ได้มาจากเงินตรงนี้
แต่ การพลัดพรากสิ่งที่รัก, ประสบสิ่งที่ไม่รัก นอกไปจากเรื่องกาย อายุ โรคภัยไข้เจ็บ ล้วนเป็นทุกข์
ใครที่มีลูกต่อให้มีความสุขขนาดไหนก็จะมีความทุกข์แทรกเข้ามา ความห่วงใยลูกเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สุด
คนไม่มีลูกคือทำบุญมา ถึงไม่ต้องมีกรรมในเรื่องลูกตามมา
เพราะความห่วงที่สุดในชีวิตของเรา คือลูก
เป็นความทุกข์ใหญ่ที่สุด นอกจากความตาย
อย่างพ่อแม่เสียชีวิตก็จัดงานศพ แต่ถ้าลูกป่วยเป็นเรื่อง

อย่างคุณสิงห์ ที่เสียชีวิต คนที่เสียใจมากสุดคือคุณแม่
ได้ฟังคุณวีระ คุณพ่อคุณสิงห์ ได้พูดว่าก่อนคุณสิงห์จะฆ่าตัวตายเขาโทรไปคุยกับแม่
ซึ่งได้พูดกับลูกว่า พ่อกับแม่อยู่บ้านมีอะไรก็ไปหาได้ ทำให้คิดแว่บว่าถ้าวันนั้นเราไปหาเขาจะช่วยเขาได้
เราเหมือนจะจับไว้ได้แล้ว แต่เราปล่อยให้หลุดมือไป
ถ้าใครเป็นพ่อแม่คนจะเข้าใจความรู้สึก

ใครที่เคยป่วย เจ็บแบบก้ำกึ่งเป็นโรคร้าย หมอ หุ้นตกทั้งตลาดเราก็ไม่สนใจ
อย่างเป็นนิ่วเจ็บจริงๆ แต่ใกล้ตายเป็นทุกข์หนักสุด ถ้าไม่ได้เตรียมตัวไว้

อ.ไพบูลย์มักบอกกับนักศึกษาว่า ทำกรรมไว้ไม่ดีจึงต้องมาเรียนบริหารธุรกิจ
ถ้าทำกรรมดีต้องเรียนสายแพทย์ สายบริการประชาชน
ทำกรรมไม่ดีมากคือมาเรียนการเงิน สิ่งเหล่านี้ดีแต่ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาจริง
วิชาที่แย่ที่สุดคือการเงิน แย่ที่สุดในการเงิน คือการลงทุน และแย่ที่สุดคือหุ้น
สิ่งที่ทำได้คือเรารู้ว่าอยู่กับอะไร ถ้าเผลอไปเมื่อไรกิเลสจะเอาเราไปด้วย ต้องมีคาถาป้องกันตัว
คิดว่านักศึกษาคงเข้าใจสักครึ่งถึงหนึ่งคน แต่เมื่อผ่านไปเขาอาจจะเข้าใจบ้าง

คุณเวบ
เสริมว่าเรียนบริหารธุรกิจก็เลือกเป็นคนดีได้ เรียนหมอก็เป็นหมอไม่ดีได้
คิดว่าบั้นปลายชีวิตจะเขียนแฉ เมืองไทย วงการแพทย์เข้มแข็ง เวลาไปที่โรงพยาบาล
ยาหลายๆตัวหมอได้ % เขาไม่ได้เลือกจากสิ่งที่ควรจะให้เรา
หรือบางอย่างจ่ายเกินจำเป็นตามที่บริษัทยา เราเลือกดำเนินชีวิตได้ อย่าให้โลกกำหนดชีวิตเรา
อ.ไพบูลย์ เสริมว่า หมอก็เป็นคนชั่วเป็นคนดีได้ แต่โดยวิชาชีพเป็นวิชาชีพให้คนพ้นทุกข์กาย
คนเป็นครู เป็นนักเขียนก็เช่นกัน

การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ การวิเคราะห์การเติบโตธุรกิจ ดูอย่างไร?
หมอพงษ์ศักดิ์
ดูว่ามีความสามารถแข่งขัน จินตนาการดูว่ามีแบรนด์ไหม เราจะเลือกแบรนด์นี้ไหม
หรือคนอื่นจะใช้บริการด้วยแบรนด์ไหม บางธุรกิจต้องมีขนาดในการแข่งขัน
แค่ไหนจะทำให้ต้นทุนถูกลง อย่างเช่น ตั้งร้านสะดวกซื้อ ลงทุน supply chain เท่ากัน
แต่มีสาขาน้อยกว่า ก็ต้องขายให้แพงกว่าถึงได้กำไรเท่ากัน มันแข่งกันที่ขนาด
บางธุรกิจต้องใช้แบรนด์,ใช้ขนาด,ใช้ network เช่น facebook ใช้ติดต่อกันอยู่ก็ไม่อยากเปลี่ยน network
, มี switching cost สูง, การต่อรองกับคู่ค้า ซื้อหุ้นต้องไม่ bias
เวลาวิเคราะห์ต้องคิดว่าเราไม่มีหุ้นตัวนี้ คนมาบอกว่าหุ้นไม่ดี ก็เป็นโอกาสในการคิด
ชอบคุยกับผู้บริหารของบริษัทที่เราไม่ได้ลงทุน จะได้ไม่ bias ได้ความจริงอีกด้าน
ต้องไม่คิดว่าเราถือหุ้น จะไม่ผิดพลาดรักหุ้น ต้องใช้ตามข้อมูลที่ถูกต้อง

คุณวิบูลย์ ในหนังสือที่แจกไปมีหัวข้อการประเมินมูลค่ากิจการ ขอให้ช่วยอธิบายเสริม
หมอพงษ์ศักดิ์ การประเมินมูลค่ามีหลายวิธี แต่ละอย่างต่างกัน ต้องยกตัวอย่างประกอบ
เช่น ค้าปลีก มีการประเมินตอนตั้งต้น big c ไปซื้อ carefour
ดูที่ price per sale ratio สมมติ 1 เท่า เวลาอ่านข่าวต่างประเทศ เขาก็ใช้ตัวนี้เทียบเหมือนกัน
เวลาที่ธุรกิจยังไม่กำไรมาก เราก็จะดูตัวนี้ แต่ถ้าธุรกิจที่กำลังเติบโต มี cashflow แน่นอน
ก็พยายามทำ discount cashflow ดูว่ามูลค่าเท่าไร หรือธุรกิจธนาคาร ก็ดู book value
อย่าง pe ก็ใช้ได้กับธุรกิจที่มี growth แน่นอน ไม่ควรใช้กับพวก cycle
ถ้า โต 20 ก็ให้ pe 20 ได้ พวกนี้เป็นศิลปะที่ต้องเอาเครื่องมือมาใช้ให้เหมาะ
บางครั้งก็เอาหลายอันมารวมกัน ไม่มีใครรู้ที่แน่นอน

สมมติมี time machine ให้เดินข้ามกับไปหาตัวเองตอนลงทุนใหม่ๆ
จะบอกอะไรกับผู้ชายคนนั้น อะไรเป็นบทเรียนการลงทุนหรือชีวิต
หมอพงษ์ศักดิ์
อยากจะบอกสิ่งที่ทำให้การลงทุนที่ผ่านมาสำเร็จได้คือทำอะไรที่ไม่ยาก
ถ้าคิดมากคิดซับซ้อน ไม่เห็นจะเกิดขึ้น ความง่าย ก็แค่นั้น
บางทีคนอื่นก็มองไม่เห็น หาอะไรง่ายๆแน่นอน
างทีเราไปหาโจทย์ยากให้ชีวิตเราเอง ตัวที่ได้มาตัวง่ายๆทั้งนั้น
ถ้าไปคิดซับซ้อนอาจเป็นการลงทุนที่ไม่ดีก็ได้ ปัจจัยที่ไม่แน่นอน
คิดวกวน หลายทีก็พลาด ใช้เวลากับการลงทุน 20% ให้ได้ผล 80% เอาเวลาไปทำอย่างอื่น

อ.ไพบูลย์
มีหุ้นโรงพยาบาลที่อยู่ใน mega trend ใช้เวลาซื้อ 6 เดือน
เพราะดูความแตกต่างของโรงพยาบาลชั้นนำ 2 ตัว พอนานๆเข้า
ตัวที่เคยต่ำกว่าขึ้นมาแซง ก็เลยค่อยๆเก็บ ให้ได้ตามจำนวนที่ต้องการ เป็น block ใหญ่
วันหนึ่งมีคนไปเยี่ยมชมกิจการและรู้สึกว่าไม่ชอบ ผู้บริหารไม่ใส่ใจกับนักลงทุนรายย่อย
ก็ทยอยขายไปเรื่อย ราว 6 เดือน วันนี้ราคาขึ้นมา 2 เท่ากว่า
ถือเป็นความผิดพลาดไปให้น้ำหนักกับผู้บริหารคนเดียว

อยากให้แต่ละท่านฝากข้อคิด เรื่องการลงทุน เรื่องชีวิต ที่อยากฝากของชีวิตเรา
คุณวิบูลย์
สิ่งที่คุณชายพูดช่วงเช้าเป็นความจริง เรามีล้านก็อยากมีสิบล้าน
ถึงวันหนึ่งมีมันก็ไม่ใช่แค่ ตัวเลขในบัญชี
เราก็ใช้เงินเหมือนเดิม สิ่งสำคัญคือสุขภาพ ถ้าไม่ดีเป็นทุกข์หนัก กับเรื่องครอบครัว
เราต้องดูแลสุขภาพเราและคนใกล้ชิดด้วย

หมอพงษ์ศักดิ์
ได้บทเรียน การที่เรายอมรับคนใดคนหนึ่งด้วยการยอมรับทั้งหมดของความรู้สึก
แล้วตัวเราจะได้ความสุขนั้นกลับมา คนที่อยู่รอบข้างเราควรจะยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น
เคยไปคาดหวังหรือหวังต่างๆกับคนอื่น ซึ่งไม่เป็นผลดี เขาควรมีอิสระในการเลือก
กรอบที่ให้คือควรเป็นคนดี จะไม่ให้มันแคบมาก จะทำให้ไม่มีความสุข สุดท้ายเราก็ไม่มีความสุข
เมื่อขยายกรอบตรงนี้รู้สึกเขามีความสุข เขามีความสุขมากขึ้น
บทเรียนนี้สอนว่าเปลี่ยนความคิดตัวเอง โดยขยายกรอบให้กับสิ่งที่เรารักให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำ

อ.ไพบูลย์
ในชีวิตตอนนี้ 61,62 แล้ว คิดถึงคำว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
มีบางคนใน thai vi ที่เก่งมากแล้วทุกวันนี้ไม่รู้ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้
ความทุกข์เรามาตลอดเวลา มีความสุขแป๊บเดียว เกิดขึ้นง่ายมาก
ปีก่อนสุขแป๊บเดียว ที่ลูกเข้ามหาวิทยาลัยได้ แป๊บเดียวทุกข์ว่าเขาจะเรียนได้ไหม
มีความสุขแป๊บเดียวทีเขาจบ แป๊บเดียวทุกข์แล้วเขาจะทำอะไรต่อ
นาทีนี้เชื่อว่า ถ้าเราจะอยู่ในโลกนี้พรหมวิหาร 4 สำคัญมาก
เมตตา อยากให้คนอื่นมีสุข กรุณา อยากให้คนอื่นพ้นทุกข์
มุทิตตา เห็นคนอื่นได้ดี ต้องยินดีกับเขา อันนี้ยากมาก ใจเราอิจฉา
อุเบกขา พยายามเต็มที่ไม่สำเร็จก็เอาเท่านี้ ไม่ว่าจะเรื่องไหน ซึ่งถ้ามีโอกาสไปแก้ไข
ถ้าไม่มี 4 ข้อนี้ เราทุกข์
ใครที่ทุกข์มากจากหุ้นตก แนะนำให้ลองไปบ้านเด็กพิการซ้ำซ้อน รามอินทรา 34
ไปดูสภาพเด็กเหล่านี้จะรู้ว่าเราโชคดี คนอื่นทุกข์กว่าเรา แล้วกิเลสเราจะลดลงเยอะ
ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งสอนไว้ การกระทำทุกอย่างของเราไม่มีประโยชน์ หรือมีน้อย
ถ้าไม่ทำให้เราพ้นทุกข์ นั่นคือใจของเราวางได้

คุณเวบ
เวลาไปอบรมเจอหน้าเดิมๆ เวลาเรามีเป้าหมายในชีวิตไม่ว่าจะเรื่องอะไร
ถ้าไม่ทำไม่ได้ ต้องทำตัวให้เราคู่ควรที่จะได้รับสิ่งนั้น ยกระดับมาตรฐานของตัวเองขึ้น
บางครั้งอะไรที่เราคิดว่าทำไม่ได้เป็นความเชื่อ แต่พอคิดบ่อยๆเราลืมว่าไม่ใช่ความจริง
ถ้าพยายามเราทำได้ เพิ่งเรียนรู้เมื่อไม่นานนี้ ตอนปลายเดือน พ.ค. ที่ไปพูดงานเภสัชจุฬาฯ
ตอนถึงบ่าย 3 ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะพูดได้ไหม แต่พอพูดได้ถึงทุ่มนึง ตอนนี้ต้องให้หยุดพูด
เราเรียนรู้ว่า ที่เราจะทำได้หรือเปล่า เราคิดไปเอง ถ้าเราไม่ได้ทำจะไม่รู้ว่าเราทำได้
พอทำได้เหมือนมันทะลวงไปหมดเลย เวลาออกไปมองขึ้นไปบนฟ้า ขอบฟ้าคือข้อจำกัด

ข่าวดีเศรษฐกิจไทย? /วีระพงษ์ ธัม

ประเทศไทยในเวลานี้เหมือนกับขาด “ข่าวดี” มาอย่างยาวนาน แทบจะพลิกหาข่าวดีไม่เจอในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ในวิกฤตย่อมเกิดโอกาส ในข่าวร้ายก็มีข่าวดีแฝงเสมอ ผมจะลองมองต่างมุมกับข่าวเศรษฐกิจไทย

การส่งออกที่ชะลอตัวอย่างมากในปีนี้ แท้จริงแล้วถ้าดูในรายละเอียด ส่วนที่ส่งออกลดลงอย่างมาก ก็เนื่องจาก “ราคา” สินค้าประเภทโภคภัณฑ์ที่ลดลงอย่างรุนแรง เช่น สินค้าเกษตร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน แต่สำหรับสินค้าบางอย่างเช่น รถยนต์ ก็แสดงให้เห็นตัวเลขที่เติบโต โดยเฉพาะหมวดรถกระบะซึ่งแสดงถึงความแข็งแรงของภาคยานยนต์ของไทย นอกจากนั้นในช่วงเวลานี้ ประเทศก็เริ่มแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมานาน เช่นการประมง การเกษตรที่มีประสิทธิภาพต่ำ นำมาซึ่งผลดีในระยะยาว ส่วนสินค้าหมวดอิเล็กโทรนิคโดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์หลังจากโดนผลกระทบมาโดยตลอดก็เริ่มตั้งตัวและหาพื้นที่เติบโตได้ ธุรกิจอาหารก็เริ่มสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการส่งออกแม้ฝืดไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญที่กำลังผ่านช่วงปรับตัว

ในแง่การส่งออก “บริการ” เราทำได้อย่างโดดเด่น แม้ว่าตลาดรัสเซียจะหดตัวอย่างรุนแรงแต่ยอดนักท่องเที่ยวเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่นโรงแรม สปา บริการทางการแพทย์ ก็มีผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและกำลังเป็นพระเอกของประเทศในอนาคต ยังไม่นับธุรกิจ “โรงเรียน” ซึ่งผมเห็นแนวโน้มเติบโตโดยตลอด โดยเฉพาะธุรกิจโรงเรียนนานาชาติหรือภาคอินเตอร์ เรียกได้ว่าบริษัทจดทะเบียนไทยในหมวดบริการค่อย ๆ ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคหรือระดับโลกแล้ว

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีข่าวร้ายมาโดยตลอด ตั้งแต่ปีที่แล้วที่ตลาดต่างจังหวัดชะลอตัว และตลาดกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมหดตัวอย่างรวดเร็ว ก็มีข่าวดีซ่อนอยู่ คือ การที่เราเริ่มเห็นนักลงทุนหรือผู้ซื้อจาก “ต่างประเทศ” เข้ามาซื้อคอนโดฯในประเทศไทยจำนวนมาก คอนโดฯบางแห่ง ถึงขั้น “ล็อคห้อง” ให้กับผู้ซื้อต่างชาติกันทีเดียว การที่เราสามารถส่งออก “ที่อยู่อาศัย” แสดงให้เห็นว่าเมืองหลัก ๆ ในไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นเมืองที่อยู่อาศัยระดับภูมิภาค กรุงเทพฯน่าอยู่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะภาครัฐและเอกชนช่วยกันมาโดยตลอด จุดสำคัญคือการดึงดูด “คน” ได้ คือพื้นฐานของการสร้าง “เมือง”

สำหรับการบริโภคในประเทศที่หดตัว สาเหตุหลัก ๆ คือการ “บริโภคเกินตัว” ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่กระแส “ผ่อน Iphone เครื่องแรก” “ผ่อนรถคันแรก” “ผ่อนบ้านหลังแรก” “ผ่อนทีวีจอแบนดูบอลโลก” “ผ่อนบัตรกดเงินต่าง ๆ” ทำให้หนี้ภาคครัวเรือนเราถีบตัวสูงขึ้นเร็วมาก แต่นี่คือช่วงเวลา “เรียนรู้” ของคนไทยในการก้าวจากยุค “นักออม” สู่ยุค “บริโภคนิยม” ตามกระแสโลก บทเรียนเรื่องการไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ เป็นบทเรียนที่สำคัญของคนไทยรุ่นลูกของ Baby Boomer แต่ในทางกลับกันผู้ที่เคยเรียนรู้บทเรียนนี้มาแล้ว อย่างภาครัฐ หรือภาคเอกชน ก็มีฐานะคงคลังและงบดุลที่แข็งแรงมาก เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงอันดับต้น ๆ ของโลกทีเดียว

การลงทุนของไทยก็ชะลอตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ถ้าดูดี ๆ แล้ว การลงทุนของ “ผู้เล่นรายใหญ่” ก็ไม่ได้ลดถอยลง การลงทุนใหญ่ ๆ ยังมีให้เห็นอยู่ พร้อม ๆ กับการลงทุน Mega Project ของภาครัฐ ซึ่งแม้จะช้าไปบ้าง แต่เราอย่าลืมว่าเราแทบไม่ได้จริงจังในการลงทุนเรื่องเหล่านี้มาเป็นสิบปี สนามบินอย่างสุวรรณภูมิก็ใช้เวลาสร้างหลายสิบปี ดังนั้นการคาดหวังให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นหลักเดือนก็คงเป็นสิ่งที่คาดหวังเกินความสามารถของประเทศ แต่ถ้าใน 2-3 ปีนี้เราเริ่มเห็นการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และนี่จะเป็น “อนาคตใหม่” ของประเทศไทย

สำหรับข่าวร้ายของเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีเข้ามาทุก ๆ วัน หากวิเคราะห์ดูแล้วนี่คือสิ่งที่โลกกำลังปรับตัว ประเทศในเอเชียซึ่ง “ทำงานหนักมาก” สมควรที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล รัฐที่อ่อนแอกว่าก็ควรจะปรับตัวถอยลง นี่คือธรรมชาติของระบบทุนนิยมที่มีการแข่งขันกันเกือบสมบูรณ์ เมื่อมีรัฐหนึ่งล่มสลาย ก็ต้องมีรัฐหนึ่งที่รุ่งเรือง รัฐที่รุ่งเรืองเร็วเกินไปก็ควรจะชะลอตัวลงบ้าง และประเทศที่เติบโตเร็วในอนาคตจะประกอบด้วยประเทศในเอเชียอยู่หลาย ๆ ประเทศ รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างกลุ่ม CLMV

สุดท้ายในแง่นักลงทุน นี่คือเวลาที่วิเศษ ตั้งแต่การจับจ่ายซื้อสินค้าก็ได้ราคา “ถูกมาก” เรียกได้ว่ามี Sales 50% แทบทุกอาทิตย์ หุ้นไทยก็ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะไม่ถูก แต่ถ้าเลือก “หุ้น” ให้ดี ก็เริ่มมีหุ้น Super Stock PE แค่ 20 เท่าต้น ๆ ให้เห็นแล้ว หลังจากที่ไม่ได้เห็นมายาวนานหลาย ๆ ปี เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือเวลาที่เราควรจะเริ่มเชื่อมั่นในพื้นฐานระยะยาวของประเทศและช่วยให้เศรษฐกิจไทยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ในที่สุด

สรุปความรู้งาน meeting VI เหนือตอนล่าง Jul 2015

โดย คุณ earthcu @ThaiVI

เนื่องด้วยมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Meeting VI เหนือตอนล่าง ในวันที่ 19 กรกฎาคม 58 ที่ผ่านมา จึงอยากจะสรุปความรู้ที่ได้จากงานครั้งนี้บางส่วนเผื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนนักลงทุนท่านอื่นๆที่ไม่ได้มาร่วมงานนี้ครับ

1.ทัศนคติสำคัญที่สุดในการลงทุนและการควบคุมอารมณ์ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการลงทุน โดยนักลงทุนต้องพิจารณาให้ได้ว่าบริษัทไหนดีหรือไม่ดีแล้วส่วนที่เหลือคือเรื่องการควบคุมอารมณ์
การที่เราดูข่าวมากจนเกินไปหรือเฝ้าหน้าจอเยอะอาจจะทำให้นายตลาดเป็นส่วนหนึ่งกับตัวเรา ซึ่งการที่แยกตัวเราออกจากนายตลาดนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าสามารถทำได้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จ

2.การลงทุนนั้นสู้กันด้วยความคิด (เงินต้นนั้นอาจจะเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเท่าความคิด) ไม่ได้วัดกันที่หน้าตาของนักลงทุน สมองใช้เพื่อคิดว่าบริษัทไหนดีไม่ดี ส่วนใจมีไว้เพื่อควบคุมอารมณ์
นอกจากการวัดกันที่ความคิดแล้วนั้น การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นวัดกันที่ความขยัน รวมไปถึง passion ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหุ้น และรวมไปถึงการที่ต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ โดยต้องพยายามไม่ให้ความคิดของคนอื่นมีอิทธิพลต่อตัวเรา

3.การลงทุนนั้นไม่มีทางลัด อย่าไปคิดว่าการลงทุนแค่ 1-2 ปีจะทำให้เรารวยได้ โดยทั่วไปแล้วจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในระดับหนึ่งถึงจะทำให้เราประสบความสำเร็จ เช่น 10 ปี 15 ปีขึ้นไป
สำหรับคนที่ลงทุนในหุ้นปั่นนั้น อาจจะเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมความโลภของตัวเองได้ ทำให้ในบางครั้งตลาดอาจจะลงแค่ 10% แต่หุ้นปั่นบางตัวราคาอาจจะลงไปได้ถึง 70-80% ซึ่งอาจจะทำให้ขาดทุนอย่างหนักได้

4.Social media อาจจะทำให้เราไขว้เขวได้ ซึ่งการที่เราเล่น line หรือ facebook เยอะเกินไปทำให้เราอาจจะไขว้เขวรวมไปถึงเสียเวลาแทนที่จะไปใช้เวลานั้นในการศึกษาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

5.Question อยากให้ช่วยแนะนำการควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจในช่วงตอนนี้
Ans. จริงๆแล้วไม่ควรใช้เฉพาะตอนนี้แต่ควรที่จะใช้ทั้งชีวิต สำหรับการควบคุมอารมณ์นั้น อย่ากลัวเกินไป อย่าโลภมากเกินไป พยายามยึดติดกับเหตุและผล ลงทุนหุ้นระยะยาว ซื้อหุ้นเหมือนซื้อบริษัท มีส่วนร่วมกับกำไรบริษัทมีส่วนร่วมกับปันผลของบริษัท ราคาหุ้นที่ขึ้นลงอาจจะทำให้ใจของเราไขว้เขว การผันผวนนั้นอาจะผันผวนเฉพาะราคาของหุ้น แต่มูลค่าหุ้นไม่ได้ผันผวนขนาดนั้น ซึ่งจะทำให้เรามีความกล้าในการถือหุ้นของบริษัท

6.พึงระวังการกู้เงินหรือการใช้ leverage คนที่เก่งมากมายก็เจ๊งเพราะการกู้เงินหรือการใช้ margin
ในบางครั้งเราอาจจะเห็นนักลงทุนบางท่านที่ success เพราะการใช้ margin ในการลงทุน แต่ในขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนหลายท่านที่เจ๊งจากการใช้ margin เพราะคนที่ success ก็เสียงดังในขณะที่คนที่เจ๊งแทบจะไม่มีคนมาพูด ซึ่งทำให้อาจจะเกิดการสร้างแนวคิดหรือค่านิยมที่ผิดๆได้
นอกจากการลงทุนโดยใช้ margin แล้วนั้นพึงระวังการถือหุ้นเพียงบริษัทเดียวด้วยเพราะถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมากับบริษัทนั้นแล้วอาจจะทำให้เราเกิดการขาดทุนอย่างหนักได้ รวมไปถึงพยายามอย่าถัวเฉลี่ยหุ้น จนมีหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกิน 50%ของ port (จัด Port ต้องมี limit position)

7.คนที่บอกว่าขายหุ้นก่อนวิกฤติแล้วค่อยไปซื้อตอนช่วงวิกฤตินั้นพูดได้แต่แทบไม่มีใครทำได้ แต่คนที่ซื้อหุ้นของบริษัทที่เติบโตแล้วถือหุ้นไปจนประสบความสำเร็จมีฐานะร่ำรวยนั้นมีจริง ซึ่งเราต้องพยายามฟันฝ่ากับรอยดงเท้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นวิกฤติ sub prime หรือต้มยำกุ้ง แม้กระทั่งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่าง Warren Buffet นั้นกว่าจะมีวันนี้ได้นั้นหุ้นของบริษัท Berkshire ก็ลดลงต่ำกว่า 40-50% อยู่หลายครั้งกว่าจะมีวันนี้ได้

8.หลักการ VI
8.1หุ้นคือธุรกิจ (ซื้อหุ้นของบริษัทเหมือนเราทำธุรกิจ)
8.2สามารถประเมินมูลค่าบริษัทได้
8.3ซื้อหุ้นเมื่อมี Margin Of Safety (ถ้าเป็นไปได้อย่างน้อย 30%)
8.4พยายามแยกตัวเองออกจากความผันผวนของตลาด

9.การลงทุนดีไม่ดีส่วนหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่เราซื้อ เช่นหุ้น growth stock แต่ถ้าซื้อในระดับราคาหุ้นที่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าของบริษัทก็อาจจะทำให้เป็นการลงทุนที่ไม่ดีได้

10.ไม่จำเป็นที่ต้องซื้อหุ้นหรือถือหุ้นอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งนักลงทุนอย่าง Peter Lynch เองนั้นก็จะซื้อหรือถือหุ้นเมื่อมีความมั่นใจมากๆเท่านั้น ซึ่งข้อดีของหุ้นคือถ้าธุรกิจไม่ดีเราสามารถขายหุ้นบริษัททิ้งได้ในขณะที่ผู้ประกอบกิจการนั้นอาจจะทำไม่ได้

11.อย่ามีอคติ อย่าผูกพัน อย่ามีความรักต่อหุ้น พยายามใช้เหตุผล logic ในการลงทุนล้วนๆ
พยายามยึดติดกับ upside ของหุ้นที่เราคำนวณได้ ซึ่งอาจจะช่วยเราในการป้องกันการนั่งลงเลยป้าย (ถือหุ้นของบริษัทจาก% กำไรมากจนไม่กำไรหรือในบางครั้งขาดทุนได้)

12.การดูบริษัทในกลุ่ม leasing นั้นสิ่งแรกที่ดูคือ D/E ratio (อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน) ดูก่อนว่าถึง ceiling แล้วหรือยัง เช่นโดยทั่วไป bank D/E ratio สูงสุด 10-12 เท่า Leasing ที่ Bank backup D/E 5-6 เท่า Leasing ทั่วไป D/E อาจจะได้สูงสุดที่ 3 เท่า เพราะถ้า D/E Ratio สูงถึง Ceiling แล้ว โอกาสที่จะกำไรเติบโตมากนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เนื่องจากบริษัทเองจะกู้เงินเพิ่มเพื่อนำไปปล่อยกู้เพิ่มนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

13.วิธีประเมินมูลค่าหุ้น
ร้อยละ 90 ดู P/E Ratio
หลักการให้ P/E ของบริษัท
ถ้า Growth ของบริษัทสูง เช่นกำไรเติบโต 30% , P/E 15 เท่าก็ถือว่าราคาหุ้นของบริษัทไม่แพง ซึ่งถ้าเมื่อไรเจอหุ้นของบริษัทที่ Growth 30% ในขณะที่ P/E 10 เท่าต้องตีแตกเท่านั้น
ของดี (หุ้นบริษัทที่ดี มี Growth สูง) P/E สามารถสูงได้หน่อย
ในกรณีที่ของไม่ดี มีตำหนิ (เช่นบริษัทผู้บริหารอาจจะมีเครื่องหมายคำถาม) ต้องมี Discount ของ P/E ลงมาหน่อย
พยายามทำเรื่องยาก เช่นการประเมินมูลค่าหุ้นโดย DCF (Discount Cash Flow) ให้เป็นเรื่องง่าย P/E Ratio แทน

14.กลยุทธ์การลงทุน กรณีเงินต้นน้อยๆ
ขออนุญาตนำบทความเก่าใน web thaivi มาสื่อสารเพื่อนๆอีกทีครับ

กลยุทธ์การลงทุน กรณีเริ่มต้นเงินทุนน้อยๆ
ผมมองผ่านภาพใหญ่ 2 ประเด็นคือ

1.ควรจะเพิ่มเงินลงทุนให้มากที่สุด
2.ต้องทำให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนมากที่สุด

ประเด็นแรก ควรจะเพิ่มเงินลงทุนให้มากที่สุด สามารถแยกเป็นภาพย่อยๆได้อีกคือ

1.1 ควรเพิ่มรายได้ เพิ่มจำนวนเงินให้มากที่สุด
1.2 ลดรายจ่ายให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มเงินออม ที่จะนำมาลงทุน

1.1 เพิ่มรายได้ ผมมองในแง่คนทั่วไปที่ทำงานกินเงินเดือนไม่สูงมาก การเพิ่มรายได้สามารถทำได้โดยการหารายได้เสริม การย้ายงานใหม่ การเพิ่มความรู้เพื่อเพิ่มค่าจ้าง การแต่งงานที่คู่ชีวิตมีรายได้ด้วย (ถ้าโชคดีได้แฟนรวยจะดีมาก ) การหยิบยืมเงินจากพ่อแม่หรือญาติในระดับที่หากเสียหายก็ไม่ทำให้เดือนร้อนมาก ที่สำคัญไม่ควรกู้เงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อมาลงทุน เพราะจะมีแรงกดดันจากที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตลอดเวลา

1.2 การลดรายจ่าย รายจ่ายที่หนักที่สุดสำหรับมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่คือการผ่อนรถ-ผ่อนบ้าน คุณสุวภา ผู้เขียนหนังสือ show me the money เคยพูดไว้ว่าตัวอย่างการใช้เงินที่เลวที่สุดของหนุ่มสาวที่กำลังสร้างอนาคตคือการซื้อรถ แต่ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันพอสมควร หลายท่านอาจจะบอกว่าทั้งบ้านและรถเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ หรือต้องใช้ประกอบการทำงาน ซึ่งผมก็เห็นด้วยในบางประเด็น แต่ถ้ามองรอบด้าน เราอาจจะพบว่ามีทางเลือกอื่นๆอีก ที่ทำให้สามารถประหยัดรายจ่ายส่วนนี้ได้ เช่น

-แทนที่จะผ่อนบ้าน เราอาจจะอดทนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนที่สนิท หรือแม้แต่การเช่าบ้านที่ค่าเช่าไม่สูงมาก เหล่านี้แม้จะไม่สะดวกสบายเท่า แต่สามารถประหยัดทั้งดอกเบี้ยผ่อนและยังสามารถนำเงินต้นไปหาดอกผลจากการลงทุน

-แทนที่จะผ่อนรถ เสียทั้งเงินต้นและดอกและยังมีค่าใช้จ่ายน้ำมัน ทางด่วน ซ่อมแซม ค่าประกัน เหล่านี้เป็นเงินจำนวนมากที่เราคาดไม่ถึง เราอาจจะใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ หรือกระทั่งซื้อรถมือสองที่ราคาถูกกว่ามาก หรือหากยังมีค่าใช้จ่ายสูง ก็อาจจะต้องเปลี่ยนงาน หรือย้ายบ้าน ย้ายที่พักซะเลย ให้ที่ทำงานกับที่พักอยู่ใกล้ๆกันเพื่อประหยัดค่าเดินทาง

รายจ่ายอื่นๆที่พอจะประหยัดได้เช่น ค่าใช้จ่ายโทรศัพท์มือถือ ที่เราต้องจ่ายทุกเดือน ถ้าคิดเป็นรายจ่ายทั้งปีเราอาจจะตกใจ ทางเลือกคือ เราอาจะโทรน้อยลง หรือไม่โทรเลย (ไม่โทรไม่ตายซักหน่อย )เปลี่ยนเครื่องนานๆครั้ง ใช้เครื่องถูกๆ

ข้างต้นที่เขียนมาคงทำได้ไม่ง่ายครับ เพราะรายจ่ายเหล่านี้ คนปกติทั่วไปในสังคมเค้าทำกัน เรียกว่าบินก่อน ผ่อนทีหลัง เอาสบายไว้ก่อน เรื่องอืนค่อยว่ากัน แต่หากเราต้องการที่จะแตกต่างจากคนอืนๆ(อยากรวย 😆 ) เราควรจะทำให้ได้ อาจจะในรูปแบบหรือวิธีที่ต่างกันออกไปตามฐานะ ความจำเป็นของแต่ละคน

ประเด็นที่สอง ทำอย่างไรให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนสูงสุด

ประเด็นนี้เชื่อว่านักลงทุนทุกคนต่างต้องการ และยิ่งหากมีเงินลงทุนไม่มาก การทำผลตอบแทนให้สูงๆยิ่งมีความสำคัญ การมีเงินลงทุนน้อยๆและทำผลตอบแทนในระดับปกติ เช่น 10-15% ต่อปี กว่าที่เงินลงทุนจะเติบโตสมมุติ 1 เท่าตัว อาจใช้เวลา 5-6 ปี ซึ่งอาจจะน่าพอใจหากเปรียบเทียบกับผลตอบแทนกับเงินฝาก แต่อาจจะน้อยไปเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ในการศึกษาการลงทุน นอกจากนั้นแม้เงินทุนจะเพิ่มขึ้นมาระดับนี้ แต่ด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อย กำไรที่ทำได้ก็น้อยไปด้วย และสุดท้ายจะพาลทำให้นักลงทุนหมดกำลังใจ เพราะดูเหมือนการลงทุนอย่างนี้ทำให้รวยช้า อาจหันเหไปเก็งกำไร หรือไปเสี่ยงโชคกับการธุรกิจอื่นๆ ที่เห็นว่าจะทำให้รวยเร็วกว่า

การเพิ่มเทคนิค กลยุทธ์เพียงเล็กๆน้อยๆ สำหรับพอร์ตการลงทุนเล็กๆ อาจจะเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างน่าพอใจ ที่จริงกลยุทธิ์เหล่านี้เพื่อนๆหลายท่านก็ทราบกันดีจากที่โพสต์มา แต่หากนำมาเรียบเรียงรวมกันเป็นหมวดหมู่ จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆได้พิจารณาเป็นทางเลือกใหม่ครับ

กลยุทธ์ที่ผมพอจะคิดออก หรือท่านใดจะเสริม มีดังนี้ครับ

1.การทำการบ้าน(หุ้น) ไม่แน่ใจว่าเป็นกลยุทธ์หรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นการแปรเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นพลัง-เป็นแรงบันดาลใจที่ชัดเจนที่สุด ยิ่งหากเราพอร์ตเล็กเท่าไหร่ เราก็ควรจะทำการบ้าน ศึกษาหาข้อมูลหุ้นให้มากขึ้นเท่านั้น มีเพียงสิ่งนี้สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้โดยตรง ทำให้ทุกเวลา ทุกนาที โดยไม่ขึ้นอยู่กับคนอื่น หากเราไม่มีความรู้ที่จะหาหุ้น ไม่มีความรู้ด้านบัญชี ด้านการเงิน วิธีทีดีที่สุด ก็คือต้องไปเรียน หาหนังสือมาอ่าน หากไม่มีเวลา ไม่ค่อยมีเงิน ผมแนะนำให้ลงเรียนที่ม.รามคำแหง บัญชีเบื้องต้น หรือการวิเคราะห์ทางด้านการเงิน ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียน ซื้อหนังสือซื้อชีทมาอ่าน ก็เข้าใจได้ครับ

2.ไปหาปลาตรงที่มีปลา เนื่องจากเราตั้งโจทย์ว่าเราต้องการผลตอบแทนสูงๆ ดังนั้นเราก็ต้องหาประเภทของหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงๆ เสมือนไปหาปลาตรงที่ๆมีปลา ข้อสังเกตุของผมหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ มักเป็นหุ้นขนาดกลางถึงขนาดเล็ก หุ้นเหล่านี้แม้มีความเสี่ยงทางธุรกิจบ้าง แต่การเพิ่มยอดขายหรือผลกำไรจะทำใด้เร็วกว่าหุ้นมั่นคงขนาดใหญ่มาก ธุรกิจที่มีกำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนั้นหุ้นเหล่านี้ไม่คอ่ยมีนักวิเคราะห์คอยติดตาม ทำให้โอกาสที่จะเจอหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นมีสูง

หลักทรัพย์บางประเภทเช่นวอร์แรนต์ที่นักลงทุนมักหลีกเลี่ยงเพราะมีความเสี่ยงสูง ทั้งที่ในความเป็นจริงวอร์แรนต์เหล่านี้ในอนาคตก็คือหุ้นสามัญนั่นเอง ดังนั้นเราควรใช้บรรทัดฐานในการประเมินมูลค่าวอร์แรนต์ในทำนองเดียวกับที่เราประเมินมูลค่าหุ้น หากมูลค่าวอร์แรนต์ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในวอร์แรนต์ และที่จริงการลงทุนในวอร์แรนต์โดยปกติจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นสามัญ เพราะคุณสมบัติจากอัตราทวีผลหรือ Gearing นั่นเอง นักลงทุนที่แสวงหากำไรสูงๆ ไม่ควรมองข้ามการลงทุนในวอร์แรนต์ครับ

3. มองหาตัวเร่งเร้า(ที่รุนแรง) หมายถึงมองหาปัจจัยที่จะเร่งให้กำไรของกิจการเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งจะหมายถึงราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นมากด้วย ตัวเร่งในที่นี้อาจจะเป็นอะไรก็ตาม ที่จะทำให้กำไรของกิจการเพิ่มขึ้นทั้งโดยตัวพื้นฐาน เช่น การขยาย ปรับปรุงกำลังการผลิต การขยายตลาด รวมถึงการเจริญเติบโตปกติของกิจการ การกลับตัวของดีมาน-ซัพพลายของอุตสาหกรรม การซื้อกิจการ การเพิ่มปันผล กำไรพิเศษ นอกจากนั้นยังอาจเป็นตัวเร่งทางปัจจัยจิตวิทยา เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหาร การแตกหุ้น การแจกวอร์แรนต์

หากเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้น 2 ตัว ที่มีปัจจัยทางด้านอื่นๆเหมือนๆกันหรือคุณภาพพอๆกัน หุ้นตัวที่มีตัวเร่ง มีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

4.เริ่มต้นลงทุนให้เร็วที่สุด เพราะการที่พอร์ตการลงทุนจะโตมากๆ ต้องอาศัยการทบต้นหรือการนำกำไรไปลงทุนต่อ ดังนั้นในปีหลังๆพอร์ตการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเร็วมากเพราะเงินต้นมากกว่า แม้จะทำผลตอบแทนได้เท่าเดิม การลงทุนให้เร็วที่สุด จะทำให้เราไปถึงจุดที่เงินลงทุนออกดอกออกผลได้เร็ว นอกจากนั้น การที่เราเริ่มลงทุนเร็ว เท่ากับว่าเราได้เริ่มเรียนรู้เร็วไปด้วย ซึ่งความรู้จะพอกพูนไปตามวันเวลา และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น

เคยมีผลการวิจัยศึกษา พบว่านักลงทุนที่เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเท่าๆกัน ทำผลตอบแทนได้เท่าๆกัน ต่างกันตรงที่เริ่มลงทุนห่างกันหลายปี เมื่อเวลาผ่านไป ผลตอบแทนของทั้งสองคนจะห่างออกจากกันมากขึ้น เสมือนเส้น 2 เส้นที่ลากออกจากจุดเดียวกัน เส้นทั้ง 2 ทำมุมกันเพียงเล็กน้อย ถ้าลากเส้นยาวขึ้นเรื่อยๆ เส้นทั้งสองจะออกห่างกันมากขึ้นทุกที

5. ผู้บริหารในฝัน เพราะผู้บริหารที่ดีจะทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนมากกว่าปกติ ผู้บริหารที่นักลงทุนควรมองหาคือ มีความรู้ซึ้งในธุรกิจที่ทำ มีความซื่อสัตย์ มีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล มี passtion ในงานที่ทำ มีความกระหายที่จะทำให้บริษัทเติบโตและที่สำคัญต้องมองผลประโยชน์ในมุมมองเดียวกับผู้ถือหุ้นรายย่อย

ถ้าเจอผู้บริหารที่มีคุณสมบัติข้างต้น ช่วยสะกิดบอกผมด้วย เพราะนี่เป็นสัญญานที่ดีที่จะเจอหุ้นดีๆ การศึกษาปัจจัยพื้นฐานด้านอื่นๆประกอบเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนต่อไป

(เทคนิคไม่ยากที่เราอาจจะพบผู้บริหารอย่างนี้ สังเกตุจากบริษัทที่เข้าร่วมงาน oppurtunity day บ่อยๆ เพราะนั่นแสดงว่าผู้บริหารบริษัทเหล่านี้ กล้าที่จะเปิดเผยต่อนักลงทุนรายย่อย แสดงว่าผู้บริหารอาจจะมั่นใจว่าบริษัทดีจริง)

6. ถือหุ้นน้อยตัว หากเรามีเงินทุนน้อย การกระจายการถือหุ้นหลายๆตัว อาจทำให้เรารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น แต่ผลตอบแทนที่ได้จะหักล้างกันทำให้ผลตอบแทนไม่สูงเท่าที่ควร การเลือกที่จะถือหุ้นน้อยตัวเช่น 2-5 ตัว จะทำให้เรามีความรอบคอบ พิถีพิถันที่จะเลือกถือหุ้นในกลุ่มที่ดีที่สุด ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด (ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้) และหากเราวิเคราะห์ได้ถูกต้อง ผลตอบแทนที่ได้รับจะคุ้มค่า

ตัวเลข 2-5 ตัวอาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามระดับความมั่นใจในพื้นฐานของหุ้นที่เราจะลงทุน

7. คาดหวังผลลัพธ์ 100% เลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสได้กำไรสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง แม้หุ้นเหล่านี้อาจจะมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่จะศึกษาให้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงนี้ แน่นอนว่าในการลงทุนทุกอย่าง เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ หากเราลงทุนในหุ้นที่แพ้ เราจะแพ้ หากเราเลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสทั้งชนะและแพ้ เราจะมีโอกาสทั้งชนะและแพ้ ขึ้นอยู่กับว่าเราศึกษามากน้อยแค่ไหน และบางทีก็เป็น โชคชะตา..

8. Growth always better ถ้าหากหลายท่านจำกันได้ กระทู้ของคุณริวกะเมื่อไม่นานมานี้ TVI Index ที่จริงอาจจะมีเพื่อนๆเอะใจว่า คำตอบการลงทุนที่เราค้นหามานาน อาจจะซ่อนอยู่ในกระทู้ที่ว่านี้ก็ได้ คำตอบที่ผมหมายถึงคือหากเราดูผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้นหลายๆตัวที่ทำกำไรสูงๆ ในกระทู้นั้น สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ทุกบริษัทเป็นหุ้นเติบโตสูงหรือ growth stock ทั้งสิ้น คำอธิบายแบบเรียบง่ายคือราคาหุ้นขึ้นอยู่กับกำไรที่กิจการทำได้ ถ้ากำไรเพิ่ม ราคาหุ้นก็เพิ่ม คนที่ถือไว้ก็ได้กำไร นักลงทุนทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จทั้งในอดีตและปัจจุบัน จะมีหุ้นเติบโตสูงอยู่ในพอร์ตเสมอๆ

…เวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ หากเราลงทุนในหุ้นโกรท…
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนเบี้ยน้อยหอยน้อย คงมีแค่นี้ครับเท่าที่คิดออก ถ้าเพื่อนๆมีความเห็นอื่นจะเสริมก็จะเป็นประโยชน์ครับ และที่ต้องขอย้ำคือกลยุทธ์ส่วนใหญ่ คงเหมาะสมกับนักลงทุนที่มีความรู้การลงทุนในระดับนึงแล้ว และจะไม่เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ ถ้าถามว่ากลยุทธ์ข้อไหนที่สำคัญและจำเป็นที่สุดคงเป็นข้อแรก ถ้าไม่มีข้อแรก ประเด็นอื่นๆก็จะไม่ตามมา

15.วิธีการหาข้อมูลในการลงทุน
1.)56-1 จะมีรายละเอียดคล่าวๆที่เกี่ยวข้องกับบริษัท
2.)รายงานประจำปี ซึ่งจะมีส่วนที่น่าสนใจมากอยู่ 2 ส่วน คือ 1.สารของประธานกรรมการ 2.รายงานการประชุม
3.)Opp day ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายของบริษัท
โดยเราควรพยายามหาข้อมูลมาให้ได้มากที่สุดเพื่อนำไปต่อ Jigsaw ให้เห็นภาพรวมของบริษัทจะได้สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น

16.อะไรที่ดูดีเกินจริง มักจะแย่
ยกตัวอย่างเช่นการที่บางบริษัทที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์นั้น มี net margin โดยเฉลี่ยสูงกว่า net margin ในอดีตโดยเฉลี่ย 2-3 เท่านั้น เช่นจาก 5% เป็น 15%-20% ก็มีความเสี่ยงที่บริษัทจะกำไรลดลงมามากๆได้ ถ้า net margin ของบริษัทกลับเข้าสู่สภาวะเหมือนในอดีต ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาของหุ้นลดลงมามากๆได้

17.เล่นในเกมที่เราได้เปรียบ อย่าไปเล่นในเกมที่เราเสียเปรียบ
จุดแข็งของรายย่อย 1.เราถือหุ้นโดยที่ไม่ต้องรายงานใคร 2.เราถือหุ้นยาวแค่ไหนก็ได้

18.คนที่มีความศรัทธาเท่านั้น จึงทำให้มาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จได้ ยกตัวอย่างเช่น อ.เฉลิมชัย ท่านมี passion มีความศรัทธา จึงทำให้ประสบความสำเร็จ
จะทำการใหญ่นั้นจะมีใจปลาซิวไม่ได้ ซึ่งอยู่ที่ใครจะเค้นศักยภาพออกมาได้หรือเปล่า
เชื่อในแนวทางที่ประสบความสำเร็จเช่น Warren buffet, Bengamin Graham, อ.นิเวศน์ ทุกวันจะดีขึ้นเสมอ ซึ่ง port ของเราจะใหญ่ขึ้นตามความรู้การลงทุนที่มากขึ้น

19.บทกวีให้กำลังใจของพี่โจ ในช่วงที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เผื่อช่วยให้กำลังใจเพื่อนๆนักลงทุนทุกท่านครับ

เมื่อเริ่มสู้นั้น มันมืดยิ่งกว่ามืด…
ครั้นยืนหยัดยาวยืด มืดค่อยหาย…
พอมองเห็นลางลาง อยู่ทางปลาย…
ชัยชนะ ขั้นสุดท้าย ไม่เกินรอ…

ผมขออนุญาตเรียบเรียงเนื้อหาใหม่ตามที่ผมเข้าใจครับ รวมไปถึงอาจจะอธิบายเพิ่มเติมในบางจุดเพื่อให้เพื่อนๆท่านอื่นๆเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นครับ ซึ่งลำดับของเนื้อหาอาจจะไม่ตรงกับที่ทางวิทยากร (พี่โจ ลูกอีสาน) ได้พูด ในกรณีที่อาจจะไม่ตรงกับเนื้อหาที่วิทยากรต้องการสื่อสาร ผมขอความกรุณาเพื่อนๆท่านอื่นที่ไปฟังในวันดังกล่าวหรือท่านวิทยากรช่วยแนะนำเพิ่มเติมหรือแก้ไขให้ด้วยครับ

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณพี่ simpleBe ที่ช่วยจัดงานดีๆที่ให้ความรู้กับผมและเพื่อนๆนักลงทุนท่านอื่นๆ
ขอขอบคุณพี่โจ ลูกอีสานที่กรุณาให้ความรู้คำแนะนำในด้านการลงทุนแก่ผมและนักลงทุนท่านอื่นๆมาโดยตลอด
ขอขอบคุณมิตรภาพดีๆสำหรับเพื่อนๆนักลงทุน VI เหนือตอนล่างทุกท่าน
ขอขอบคุณ web Thaivi ที่เป็นคลังแห่งความรู้ในด้านการลงทุนให้ผมและเพื่อนๆนักลงทุนท่านอื่นๆ
:bow:

ขอบคุณครับ
earthcu /30 Jul 15

รวมบทความการลงทุนทั่วโลก