อคติของแมงเม่า/วีระพงษ์ ธัม

ผมเคยตั้งคำถามว่าสิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างเซียนกับแมงเม่าคืออะไร ? ยุคสมัยนี้จะบอกว่าแมงเม่ามีข้อมูลน้อยกว่า ผมคิดว่าไม่ใช่อีกต่อไป ด้วยกระแสข้อมูลมากมาย แมงเม่าอาจจะมีข้อมูลเยอะกว่า เร็วกว่าเสียอีก เทคนิคและวิธีการลงทุนก็เป็นสิ่งที่เรียนกันทันโดยใช้เวลาไม่นานนัก และดูเหมือนช่องว่างทุกอย่างที่กล่าวมาจะแคบลงเรื่อย ๆ แต่ก็แปลกที่ผมเห็นเซียนหุ้นสามารถทำผลตอบแทนได้สูงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แมงเม่าทำผลตอบแทนได้ต่ำอยู่ตลอดเวลา ข้อสรุปส่วนตัวของผม คิดว่าช่องว่างนี้เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “อคติของแมงเม่า”

อคติ (Bias) หมายถึง มุมมองที่เรามีต่อสิ่ง ๆ หนึ่ง และหลายครั้งก็ปฏิเสธการมองมุมมองอื่น นำมาซึ่งการตัดสินใจที่มีคุณภาพแย่กว่า และผลลัพท์ที่แย่กว่าในระยะยาว โชคร้ายที่ในการลงทุนในระยะสั้นนั้นมี “โชค” มาเกี่ยวข้องพอสมควร จึงทำอาจจะเกิดผลลัพท์ที่ดีในระยะสั้นได้แม้ว่าจะมีอคติมากแค่ไหน หรือตัดสินใจแย่แค่ไหน อันที่จริงประเทศไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีปัญหาการเมืองสูง ส่วนหนึ่งก็เพราะจากอคติ ที่มากล้นในสังคมไทย ช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากผมต้องเลือกโรงเรียนและดูการศึกษาให้ลูก ผมจึงสังเกตเห็นว่าระบบการศึกษาไทยมีการเรียนวิชาประเภท “ปรัชญา” หรือ “การตีความ” น้อยมาก แม้กระทั่งยุคปัจจุบัน นี่อาจจะเป็นสาเหตุนี้ที่ทำให้เราไม่รู้จัก “มอง” “คิด” “วิเคราะห์” “แยกแยะ” และทำให้อคติเป็นสิ่งที่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน

สำหรับการลงทุนและธุรกิจแล้ว นิตยสาร Harvard Business Review มีการพูดถึงเรื่องการตัดสินใจ (Decision Making) ผลการศึกษาพบว่า เหตุผลหลักของการตัดสินใจที่มีคุณภาพต่ำมีสองเรื่องคือ การมีแรงจูงใจไม่มากพอ เช่น ความตั้งใจในการลงทุนที่น้อยเกินไป หรือที่ได้ยินบ่อย ๆ คือ ลงทุนเพื่อหาค่ากับข้าว แทนที่จะลงทุนเพื่อเปลี่ยนชีวิต และสาเหตุที่สองซึ่งเป็นหลักใหญ่คือ “อคติ” ซึ่งมีตัวอย่างอคติตามหมวดหมู่ดังนี้

1. อคติที่เกี่ยวกับการกระทำ เรามีแนวโน้มที่จะ “มองโลกในแง่ดี” มากกว่าการ “มองโลกในแง่ร้าย” (Excessive Optimism) แนวโน้มนี้คือ เราคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามที่เราคิด เป็นไปตามที่ผู้บริหารพูด ทั้ง ๆ ที่บางครั้งโอกาสสำเร็จอาจจะต่ำมาก อคตินี้เป็นอคติหลักในตลาดหุ้นเพราะคนที่มองโลกในแง่ร้าย มักจะไม่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น นอกจากนั้นยังอคติยังทำให้เรามี “ความมั่นใจ” สูงผิดปกติ (Over Confidence) เพราะนักลงทุนย่อมคิดว่าเราลงทุนได้ “เก่งกว่า” กองทุนหรือคนอื่น ๆ (ไม่เช่นนั้นเราคงไม่ลงทุนเอง) แมงเม่าจะมีอคติเรื่องนี้สูง จึงลงทุนในหุ้นที่ “ยาก” และ “เสี่ยง” กว่า (แต่มักจะคิดว่าตัวเองไม่เสี่ยง เพราะการมองโลกในแง่ดีและมั่นใจในตัวเอง) ต่างจากนักลงทุนชั้นยอดที่มอง “ความเสี่ยง” และเน้นความปลอดภัยไว้ก่อน

2. อคติที่เกี่ยวกับวิธีคิด ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทำให้เรามองมุมมองอื่น ๆ ลดลง เช่น ถ้าเราค่อนข้างเชื่อในความคิดของเรา เรามักจะมุ่งที่จะ “เลือก” หาแต่สิ่งที่ “เกื้อหนุน” ความคิดเรามายืนยันสิ่งที่เราคิด (Confirmation Bias) โดยละเลยความคิดอื่นที่หักล้างความคิดหลักของเรา หูเราจะทวนลม หรือมองข้าม ถ้าความคิดนั้นเป็นสิ่งตรงข้าม แต่เราจะเลือกจดจ่อรับฟังเฉพาะสิ่งที่เราคิดไว้ หรือเราค่อนข้าง “ยึดติด” ความคิดเดิมของเรา (Anchoring) หุ้นตัวนี้เคยมีราคาเท่านี้ เราไม่ได้ซื้อ ตอนนี้ราคาขึ้นมาแล้ว เราจะยิ่งไม่อยากจะซื้อ เนื่องจากอคติข้อนี้

3. อคติที่เกียวกับกรอบการมองต่าง กรอบที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนคือ “ราคาต้นทุน” (Sunk Cost Fallacy) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของเราอย่างไม่น่าเชื่อ เรามีแนวโน้มที่จะขายหุ้นได้ง่ายกว่ามากถ้าเรามีต้นทุนที่ต่ำ และเราจะไม่ขายหุ้นถ้ามีต้นทุนที่สูง ซึ่งกรอบความคิดแบบนี้มักจะพาเราสู่ความล้มเหลว อันที่จริงราคาต้นทุนเราแก้ไขไม่ได้แล้ว ถือว่าไม่มีค่า สิ่งที่มีค่าคือราคาปัจจุบันต่างหาก หรือการที่คนเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ทำให้สิ่งนี้เป็น “ต้นทุน” และ “กรอบความคิด” ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น (Status Quo Bias) เช่น เราชอบหุ้นตัวนี้ กลุ่มนี้ ไม่อยากจะไปศึกษาตัวใหม่ ๆ เป็นต้น

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่อคติในโลกความเป็นจริงมีมากกว่านี้มาก อคติเป็นธรรมชาติที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด สิ่งที่เราทำได้คือให้รู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเราเสมอ ๆ พยายามคิดหลาย ๆ ครั้งหลาย ๆ มุม และตีความไปที่ปัญหา ฝึกเทคนิคในการแก้ไขอคติในแต่ละข้อ และให้พยายามเตือนตัวเองว่าอคติเราจะยิ่งมากขึ้น ถ้าเรามีแรงกดดัน จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทุกครั้งที่หุ้นวิ่งและหุ้นลง ตัวกระพริบ ความรู้สึกขาดทุน กำไร ยิ่งทำให้อคติเรามากกว่าเดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของอคติขนาดมหึมาของนักลงทุนที่เป็นแมงเม่าเสมอ ๆ

วิกฤตต้มยำกุ้ง โดย คุณ Banyong Pongpanich

วิกฤตต้มยำกุ้ง

โดย คุณ บรรยง พงษ์พานิช

ตอนที่ 1

2 กรกฎาคม 2556… 16 ปีแห่งความหลังงงงงง

วันนี้ตื่นแต่เช้าตรู่ สิ่งแรกที่นึกถึง ก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ของ16 ปีที่แล้ว..เป็นอันว่าได้เล่าเรื่องเก่าอีกวัน(สงสัยจะแก่จริง)

2 กค. 2540 ผมถูกโทรศัพท์ปลุกตั้งแต่ตีห้าครึ่ง โดยอาจารย์เปี๋ยม(ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ)โทรมาบอกว่า แบงค์ชาติปลุกCEO ธนาคารทุกคนให้ไปประชุมตอน 7 โมงเช้า น่าจะมีการลดค่าเงิน ปรากฎว่าอ.เปี๋ยมคาดผิดไปนิดหนึ่ง เขาไม่ได้ลดค่าเงิน แต่เขาลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งมันก็ลอยลง ลอยลง อย่างรวดเร็ว จาก 25 บาทต่อUS$ เป็น 40เป็น 50 ไปโน่นเลย

นั่นเป็นฉากเริ่มต้นของหนังยาวที่ชาวไทยจำได้ดี เพราะเป็นหนังที่รวบรวมทั้ง drama, thriller, adventure, โศกเศร้ารันทด, สยองขวัญ ครบทุกรสชาด(ยกเว้น comedy เพราะขำไม่ออกเลยจริงๆ)

16 ปีผ่านไป เรามาย้อนดูอีกทีว่าเกิดอะไรขึ้น…ใครกันวะ(ที่ไม่ใช่กู) ทำให้มันชิบหาย

หลายคนโทษพ่อมดการเงิน คุณพี่Soros และชาวคณะ hedgefund ที่ทะยอยโจมตีค่าเงินบาทหลายระลอก… หลายคนโทษธปท.ที่ต่อสู้ยิบตาจนหมดหน้าตัก… บางคนไพล่ไปโทษจีน ที่บิ๊กจิ๋วส่งคนไปขอยืมแค่หมื่นล้านเหรียญแล้วไม่ให้… มีแม้กระทั่งมาโทษผมว่าเป็นที่ปรึกษาควบรวม”ไทยทนุ-ฟินวัน”แล้วไม่สำเร็จ ฯลฯ เวลาผ่านไป เรามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ใครทำกันวะ เราเรียนรู้อะไร

ทั้งหมดต่อจากนี้เป็นการวิเคระห์ของผมและทีมภัทรฯ เชื่อไม่เชื่อพิจารณากันเองนะครับ

“วิกฤตเศรษฐกิจ 2540 มีสาเหตุจากปัญหาการลงทุนผิดพลาดอย่างกว้างขวางทั่วไป ในระบบศก.ไทย ในภาคเอกชน โดยใช้แหล่งเงินทุนที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมากว่า5 ปี (1991-1996)”

ความจริงเรื่องวิกฤตศก.นี้ ผมเล่ามาหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ จนแทบจะเป็นจุดขาย หลักอันหนึ่งของผม (หาอ่านได้ในหลายที่ เช่น Thai Publica) แต่วันนี้จะลองไล่ในversionใหม่ โดยมุ่งประเด็นว่า ใครทำ ใครผิด

– มันต้องเริ่มไปโทษโน่นเลยครับ คุณปู่Reagan กับ คุณป้าThatcher ที่ริเริ่ม deregulation ใ่นช่วงต้นทศวรรษ 1980’s ทำให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุนเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก เป็นจุดเริ่มต้นของ Globalization

– แล้วคุณปู่Reaganก็ทำผิดซำ้ซ้อน เพราะไป force ให้เกิด Plaza Accord ในปี 1985 ทำให้ พี่ยุ่นถูกบีบให้ย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ เพราะค่าเงินเย็น แข็งพรวดพราดจาก 300 มาเป็น 100 เยน ต่อเหรียญ

– ทีนี้ก็มาถึงคิวของป๋าเปรม กับ ปู่สมหมาย ที่ดันทำให้ประเทศมีเสถียรภาพทั้งการเมือง การคลัง แถมเกิดซวย พบแก๊ซธรรมชาติอีกเยอะแยะ แล้วอ.เสนาะ อุณากูล ก็ดันผลักดันโครงการ Eastern Seaboardได้สำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อซะอีก พี่ยุ่นก็เลยทะลัก ย้ายฐานการผลิตเข้าไทยอย่างไม่บันยะบันยัง(ไม่ยักกะบันยง) จนเกิดยุค “โชติช่วงชัชวาล”ขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ (1986-1990)

– ไอ้พวกนักลงทุนสถาบันต่างชาติก็แย่ ตลาดหุ้นเราซบเซา เงียบสงบอยู่ดีๆมาได้ 7ปี หลังยุคราชาเงินทุน หุ้นราคาก็ดี P/E 3-4 ดันเข้ามาแย่งซื้อ หุ้นขึ้นอื้อ 60-70%ต่อปี ตลาดไทยเลยกลายเป็นแถวหน้าของEmerging market ในช่วง1986-1991

– พวกเจ้าประคุณนักลงทุนไทยก็ช่างโลภมาก ลงแชร์แม่ชม้อย แม่นกแก้ว Charter อยู่ดีๆ ดันย้ายแห่ตามมาลงตลาดหุ้น จนแชร์แม่ๆลูกโซ่ขาด ล้มระนาวเดือดร้อนกันไปทั่ว

– ทางการไทยก็ห่วย ดันไปจัดตั้ง กลต. ขึ้นในปี 1992 ทำให้เกิดความคาดหวังว่าระดับมาตรฐานตลาด บรรษัทภิบาล กฎเกณฑ์ต่างๆ จะถูกพัฒนาจนได้มาตรฐานสากล ไอ้พวกฝรั่งเลยเกิดความมั่นใจ แห่ทะลักเพิ่มอีกหลายเท่าทวีคูณ

– ทีนี้ไอ้เงินท่วมโลกพยายามจะเข้าไทยที่เนื้อหอมสุดๆ ทำได้ไม่ค่อยสะดวก เพราะควบคุมจุกจิก รัฐบาลท่านชวน-ธารินทร์ ก็เลยผลิตนวัตกรรมสุดสร้างสรรค์ BIBFขึ้นในปี1993 นัยว่าเพื่อเป็นไปตามกระแสเปิดเสรี เงินให้กู้(ส่วนใหญ่ระยะสั้น) ก็เลยไหลทะลักเข้าไทยอย่างล้นหลาม(โดยไม่ต้องพึ่ง QE) ไอ้พวกนายธนาคารระดับโลกโง่ๆก็แย่งกันมาให้กู้ จนศิริรวมได้เกือบ หนึ่งแสนล้านเหรียญ ในปี1996 (เกือบเท่าGDPตอนนัื้น)

– ไอ้ตลาดหุ้นตัวร้ายก็ดันขยันสุดๆ ระดมทุนให้บริษัทไทยลงทุนได้มากมาย ตลาดแรกระดมได้ถึง เกือบล้านล้านบาท เลยเกิดเจ้าสัวไทยขึ้นอย่างมากมาย มีการลงทุนทุกหัวระแหง แทนที่จะต้องรอแต่ฝรั่ง ญี่ปุ่น นายแบงค์ ปูนฯ อย่างแต่ก่อน

– ไอ้เตา กับพวกภัทรนั่นแหละตัวดี ดัน underwriteหุ้นออกมาได้ตั้งเกือบ 500,000 ล้านบาท ในช่วง 1987-1996 แถมคุยโม้ว่าทำประโยชน์ ทั้งๆที่ไอ้ 500,000ล้านนั้น มีค่าเหลือแค่ หนึ่งในสาม หลังเกิดวิกฤต. (ถ้าถามว่าใครมีส่วนร่วมทำให้เกิดวิกฤตบ้าง ผมก็จะยกมือสุดแขน ถามว่ามีส่วนพลาดไหม ยอมรับว่ามาก แต่ถ้าถามว่าทำชั่ว คิดชั่วไหม เถียงกันจนตายก็ไม่ยอมรับ)

– ความจริงใ่นช่วงประมาณ1992-1993 ธปท.เคยเป็นห่วง เรื่องoverheat ของ ศก. ถึงกับออกมาตรการจำกัดการขยายตัวของสินเชื่อ (สมัยคุณวิจิตร) แต่แป๊บเดียว ก็ถูกนักการเมืองขู่ฟ่อ เพราะทำให้ศก.ชะลอตัว ไม่เติบโตเท่าที่คุยไว้ ก็เลยรีบถอนมาตรการแทบไม่ทัน เพราะกลัวโดนปลดเหมือนผู้ว่ากำจร สถิรกุล ที่บ้าหลักการไม่รู้จักลู่ลม

– ตลาดหลักทรัพย์ก็กลัวไม่มีสินค้า อนุญาติให้อุตสาหกรรมพื้นฐานเข้าตลาดได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เป็นแค่กระดาษ แผนการเท่านั้น เช่น เหล็ก ทองแดง ฯลฯ พวกนี้เป็น NPL 100% ในภายหลัง

– เศรษฐกิจไทยก็เลยติดเทอร์โบ บูมสุดขีดในช่วง 1987-1995 อัตราเติบโต เฉลี่ยร่วม สิบเปอร์เซนต์ ทุกคนร่าเริงแจ่มใส ชี้นกเป็นเงิน ชี้ไม้เป็นทอง ทำอะไรก็กำไร ได้เงินง่ายๆ

– ความจริงตัวเตือนก็ค่อนข้างชัด current account ของเราติดลบ 7-8% (แปลว่าใช้มากกว่าสร้าง) ต่อเนื่องมาหลายปี แต่ก็ถูกfinanceด้วย เงินกู้กับเงินซื้อหุ้น อย่างที่บอกแหละครับ แล้วนักศศ.ระดับอาจารย์ ระดับโหรฯ อีกหลายท่านก็ออกมานั่งยัน ยืนยัน นอนยัน ว่าไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะเราเอามาลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องดี พอผลผลิตออก เราก็จะมั่งคั่ง คืนเขาแล้วยังจะเหลือเยอะ ถึงเวลาพ้นกับดักการพัฒนาเสียที เอ้าเฮ…ลงทุนเข้าไป

– ทีนี้พอครึ่งหลังปี1996 อาการชักออก ภัทรฯ(โดยคุณธีรพงษ์ วชิรพงษ์) ทำวิเคราะห์พบว่า บจ.ในตลาดฯ มีถึง กว่า180 บริษัทที่มี EBITDA ตำ่กว่า ดอกเบี้ยจ่าย (แปลว่าดบ.ยังจ่ายไม่ได้เลยอย่าว่าแต่คืนเงินต้น..NPLแหงๆ)
รวมแล้วประมาณว่า 32%ของเงินกู้ของบจ.ทั้งหมดจะเป็นNPL

– สามพวกก็เห็นอาการก่อน คือ ธนาคารต่างประเทศที่ให้กู้ระยะสั้นเริ่มเรียกคืน นักลงทุนสถาบันต่างประเทศเเทขายจนหุ้นตกระเนระนาดตั้งแต่ต้นปี96 แล้วพวกนกแร้ง(Hedgefund )ก็เข้าโจมตีค่าเงินเป็นระลอก ตั้งแต่ปลายปี96 สถาบันการเงินเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง คนขาดความมั่นใจ

– เช่นทุกครั้งที่เริ่มเกิดวิกฤต เราจะต้องตั้งสมมุติฐานก่อนว่าเป็นวิกฤตสภาพคล่อง (liquidity crisis) วิกฤตความมั่นใจ เลยต้องแก้โดยการอัดเงินสู้ เรียกร้องให้มั่นใจ ซึ่งก็เลยเรียกร้องได้แต่คนไทย ฝรั่งเขาไม่มั่นใจด้วย เช่น มีEconomistชั้นยอดของCLSA วิเคราะห์ว่า ไทยไปไม่รอดแน่ ก็ส่งสันติบาลเข้าค้นบ้าน จะเนรเทศ จนเขาต้องเผ่น แล้วก็เลยโด่งดังระดับโลกในเวลาต่อมา The Economist ดันขึ้นหน้าปกว่า The Fall of Thailand เราก็ห้ามขายในประเทศ (นี่แหละครับผมถึงสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ กลัวถูกเนรเทศน่ะ บ้านก็เพิ่งสร้างเสร็จ แม่ก็อายุ90แล้ว)

– แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงมันเป็นวิกฤตการดำรงอยู่solvency crisis (เรียกง่ายๆว่าเจ๊งอย่างกว้างขวางแหละครับ) ถึงเวลาเงินก็หมดน่าตัก ความมั่นใจหลอกๆก็สร้างไม่ได้อีกต่อไป เอวังก็เกิดในวันที่ 2 กรกฎาคม2540 ไงครับ

ถามว่า แล้วอะไรมันผิดไปวะ ทำไมนักศศ. ชั้นครูทั้งหลาย ที่ธปท. รวมทั้ง ท่านโหรศก.ทั้งหลายจึงดูไม่ออก

ผมยกให้ Fixed Foreign Exchange Rate เป็นผู้ร้ายอันดับหนึ่งของหนังเรื่องนี้ พอเราเปิดเสรีให้เงินไหลเข้ามาทุกทาง แต่ไม่เปิดเสรีค่าเงิน มันก็เลยบิดเบี้ยว Inflationก็ไม่สูง เพราะพวก tradable goods ราคาไปตามตลาดโลก แต่เหมือนลูกโป่งแหละครับ พออัดเงินเข้า ราคาของ non-tradables ก็เกิดฟองสบู่ (ได้แก่พวกอสังหา ค้าปลีก โรงพยาบาล infrastructure ฯลฯ) ก็เลยกำไรมาก การลงทุนภาคนี้พุ่ง โดยใช้เงินกู้ระยะสั้นจากตปท.มาลงระยะยาวในกิจการที่ไม่มีรายได้ต่างประเทศ อุปสงค์แท้จริงก็ไม่มี ลงทุนไปเยอะ แต่output ไม่เพิ่ม มันก็เลยเจ๊งไม่เป็นท่าอย่างที่เห็น ผมยังนึกขอบคุณคุณพี่ Soros อยู่เลย ถ้าท่านไม่มา เราอาจจะยื้อได้อีกพัก แต่สุดท้ายก็แป๊กอยู่ดีและจะเจ็บใหญ่ เจ็บหนักกว่านี้แน่นอน(นี่คือประโยชน์แท้จริงของ hedgefund คือช่วยตรวจ ช่วยปรับความผิดปกติในระบบศก.)

ที่เขาว่า”วิกฤตต้มยำกุ้ง”ที่เกิดอย่างโด่งดัง เริ่มที่เรา แล้วเป็นโรคระบาดไปทั่ว เกาหลี มาเลย์ อินโด ฟิลิปปินส์ ติดโรคไปหมด จริงๆแล้วไม่ใช่โรคระบาดหรอกครับ มันกินของแสลงเหมือนๆกัน คือไอ้ fixed Exchange Rate นี่แหละครับ มันเลย “อาหารเป็นพิษ”ไปทั่ว

เห็นไหมครับ การไปบิดเบือนกลไกตลาดในบางครั้ง แม้จะทำโดยเจตนาดี เจตนาบริสุทธิ์ ก็สามารถทำให้เกิดผลร้ายได้ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ผมก็ได้แต่หวังว่าการบิดเบือนตลาดข้าวครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้จะไม่ก่อปัญหา วิกฤตร้ายแรงใดๆ ท่านน่าจะเก่งกาจสุดยอดจน “เอาอยู่ ” ทั้งควบคุมตลาดโลกได้ ลดรั่วไหล สร้างประสิทธิภาพ ( อ้าว…ไอ้เตา แวะไปอีกแล้ะ…เดี๋ยวโดนเนรเทศหรอกมึง)

วันนี้ฝอยยาวมากกก….ตั้งแต่ 7 โมงเช้า ยันสิบโมง ยังไม่ได้ว่าถึง กระบวนการแก้ปัญหา และบทเรียนเลย ต้องยกยอดวันหน้าอีกแล้ว แค่ควานหาคนผิดก็ปาเข้าไปครึ่งโลก นี่ถ้าจับเข้าคุก ยึดทรัพย์ได้หมด ก็คงคุกเต็ม ทรัพย์
ล้นคลัง ไม่ต้องกู้ 2 ล้านๆ ดันไปไล่เอาจากคุณเริงชัยคนเดียว เลยไม่ได้อะไร เพราะท่านไม่มี ไม่เคยโกง

ไปทำงานละ ไม่รู้ว่าโดนไล่ออกจากงาน กับโดนเนรเทศนี่ อย่างไหนจะเกิดก่อนกัน

แก้ไข: “ขอแก้ไขข้อผิดพลาดหน่อยครับ

เมื่อ 2 กค. ในบทความเรื่อง”16 ปีแห่งความหลัง” ที่ผมเล่าว่า ก่อนวิกฤต ช่วง 1987-96 ผมและ ทีมภัทร underwrite หุ้น 500,000 ล้านบาทนั้น เกินความจริงไปหน่อย (ร้อยกว่าเปอร์เซ็นเอง) ไปตรวจสอบแล้ว จริงๆแค่ สองแสนล้าน (เล่าจากความจำเลยปำ้เป๋อไปบ้าง) เพราะฉะนั้นความเสียหายที่เกิดสองในสาม ก็แค่แสนสี่ ไม่ถึงสามแสนกว่าล้าน เฮ้อ น่าจะได้ลดโทษบ้าง ไม่ถึงประหารนะครับ”

ตอนที่ 2

 

มหากาพย์ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ตอน 2 … (เล่าเมื่อ 4 กค. 2556)

เมื่อวานซืนบทความ “16 ปีแห่งความหลัง” มีคนกดไลค์ กดแชร์ เกินพันเป็นครั้งแรกของบทความผม เป็นกำลังใจให้เล่าตอนต่อ เพื่อไม่ให้นานเกินรอ

กระบวนการแก้ไขและผลภายหลังของวิกฤติ ส่วนใหญ่เป็นที่รับรู้และมีการวิเคราะห์วิจัย หาอ่านได้เยอะแยะทั่วไป ที่จะเล่า จะเป็นส่วนที่ผมเกี่ยวข้อง ได้รู้ได้เห็น (บางเรื่องเป็น inside) คนอื่นไม่ค่อยได้เน้น และเป็นในมุมมองของผมเป็นส่วนใหญ่ ถ้าจะพาดพิงถึงใครโดยไม่เหมาะสมบ้างก็ขอกราบขออภัย และท้วงติงด่าทอกลับมาได้ (อย่าถึงกับฟ้องร้องเลย)

ตอนที่แล้วเล่าถึงสาเหตุ ความผิดพลาดที่คนครึ่งโลก รวมทั้งคนไทยครึ่งประเทศมีส่วนร่วม ทำให้เกิดวิกฤต จนถึง
2 กค.40 และผมยกให้ Exchange Rate Policy เป็นสาเหตุสำคัญที่สุด ทั้งๆที่เป็นนโยบายที่มีจุดประสงค์ที่ดี ทำให้เกิดผลดีในระยะหนึ่ง แต่นานไปก็ก่อให้เกิดการบิดเบือนในภาคส่วนต่างๆ

มีหลายท่านพยายามอธิบายว่า เป็นแผนการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจ ที่ไอ้พวกต่างชาติทั้งโลกมันร่วมกันวางแผน เอาเงินมาหลอกให้เรากู้ เอาเข้ามาแกล้งซื้อหุ้น แล้วขยิบตาพร้อมกันกระชากออก เสร็จแล้วก็ส่ง IMF เข้ามาทำทีเป็นช่วย แต่กลับบังคับให้เลวลงอีก ออกกฎหมายขายชาติ แล้วพวกมันก็เข้ามากวาดซื้อของดีๆ ในราคาถูกๆ

โอ้โห….ฟังดูเสมือนหนึ่งไอ้พวกต่างชาติมันมีคนเดียว แก๊งเดียว Godfather คนเดียวสั่งได้หมด ทั้ง Bank ไอ้กัน ยุโรป ญี่ปุ่น ออสซี่ กว่าร้อยแห่ง ประชุมร่วมวางแผนอย่างพร้อมเพรียง ร่วมกับกองทุนหุ้นอีกหลายร้อย แถมปฏิบัติการกว้างขวาง ในไทย เกาหลี มาเลย์ อินโด ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ผมขอบอกว่าทฤษฎีสมคบคิด(conspiracy theory)อย่างนี้ ไม่มีทางเป็นจริงได้เลยแม้แต่นิดเดียว เป็นได้แค่เพียงพล็อตหนัง ที่ถ้าเป็นจริง เอาพ่อของเจมส์ บอนด์ 007 มาก็คงปราบไม่ได้ ในความเป็นจริงพวกแบงค์ นักลงทุน ทั่วโลกเสียหายรวมกันกว่าล้านล้านเหรียญ ไอ้พวกแร้งลง เช่น hedgefund, distressed fund (ซึ่งเป็นคนละพวก) ที่ตามมาถ้าได้กำไร ก็เป็นแค่หลักพัน หลักหมื่น นายแบงค์ fund manager เพื่อนเก่าผม ถูกไล่ออก ตกงานกันเป็นแถว อ่านถึงตอนนี้ ใครที่ยังปักใจเชื่อทฤษฎีที่ว่า น่าจะเลิกอ่านต่อได้นะครับ เดี๋ยวจะหงุดหงิดเสียเปล่าๆ

แวะไปทะเลาะกับคนเขาแล้ว ขอกลับมาสู่เหตุการณ์สำคัญๆหลัง 2 กค.40

– ภาวะตื่นตระหนกเกิดขึ้นทั่วทั้งระบบ ค่าเงินลดฮวบ ตำ่กว่า 35บาทต่อเหรียญใน1 เดือนและมีทีท่าไหลลงต่อเนื่อง คนเริ่มถอนเงินฝาก โดยเฉพาะจากสถาบันการเงินขนาดเล็ก การค้าการเงิะงักงันไปทั่ว

– วันอังคารที่ 5 สค. 40 ครม.มีมติให้รัฐเข้าคุ้มครองรับประกันเงินฝากในสถาบันการเงินทุกแห่ง ตรงนี้มีเกร็ดเล่านิดหนึ่ง วันศุกร์ก่อนหน้าท่านนายกฯ(บิ๊กจิ๋ว) ให้สัมภาษณ์ว่าจะประกันเงินฝาก ผมกับดร.ศุภวุฒิ เลยขอเข้าพบดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ผู้ว่าธปท.ที่เพิ่งเข้ามาแทนคุณเริงชัย มะกะรานนท์ ที่ถูกบีบให้ลาออกไป เพื่อวิเคราะห์ให้ท่านเห็นถึงต้นทุนของรัฐ ถ้าคำ้ประกัน โดยคำนวณให้ท่านดูว่าถ้าNPLทั้งระบบ ขึ้นไปถึง35 % ความเสียหายที่รัฐต้องรับ จะประมาณ 700,000 ล้านบาท และสถาบันการเงินทุกแห่งต้องตกเป็นของรัฐ เพราะเจ๊งเรียบ (ในความเป็นจริง เราคาดผิดครับ เพราะNPLปาเข้าไป 45% ความเสียหายเลยเป็น 1.4 ล้านๆ ที่ยังเหลืออยู่ในกองทุนฟื้นฟูวันนี้ถึง 1.1 ล้านๆ ไม่รวมดอกเบี้ย 16ปีที่รัฐช่วยจ่ายไงครับ ส่วนสถาบันการเงินที่ไม่เจ๊งหมดต้องยกให้เป็นความฉลาดของรัฐ ธปท. IMF บวกกับความเฮงอีกนิดหน่อย …ถ้าไม่กลัวยาวเกิน จะเล่าให้ฟังครับ) ท่านผู้ว่าฟังแล้วถึงกับอึ้งไป แล้วบอกสั้นๆว่า สงสัยต้องว่าไปก่อน แล้วค่อยไปแก้ปัญหาเอา วันรุ่งขึ้นก็มีมติครม.ดังกล่าว. ความจริงมามองย้อนหลังผมเห็นด้วยว่าต้องคำ้ เพราะไม่อย่างนั้นสถานการณ์จะโกลาหลเอาไม่อยู่ และถ้าเริ่มมี deposit fligth ออกจากประเทศ ต้องไปตามพ่อ IMF มาด้วย เหมือนกรีซแหละครับ แล้วเราก็เห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วทุกแห่งก็ทำเหมือนกันตอนเกิดวิกฤติโลกปี 2008

– ในวันเดียวกัน (5 สค.) มีการระงับการดำเนินการของบริษัทเงินทุนอีก 42 แห่ง รวมของเดิมเป็น 58 แห่ง

– แล้วรัฐบาลไทยก็ตกลงเข้ารับการช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยลงนามใน Letter of Intent (LOI) ฉบับที่1 เมื่อ14สค. 40 เพื่อรับวงเงินช่วยเหลือ17.2 พันล้านเหรียญ ซึ่งผมขอยืนยัยว่า IMF เป็นอัศวิน เป็นพระเอกตัวจริงคนหนึ่ง(มีหลายคนเหมือนคุณชายวังบางขุนพรหม เอ๊ย จุฑาเทพ) ที่มาช่วยให้ไทยตั้งหลักเดินหน้าได้อีก ไม่ได้เป็นผู้ร้ายชาติชั่วเหมือนบางคนป้ายสี ถึงแม้บางครั้งพระเอกอาจพลั้งเผลอ ซุ่มซ่าม ขัดขา หรือเอาศอกกระทุ้งหน้านางเอกอย่างไม่ตั้งใจบ้าง แต่โดยรวม ถ้าไม่มีIMFนางเอกยับเยินกว่านี้แน่นอน(ไว้แล้วจะอธิบายภายหลังนะครับ)

– ดูเหมือนสถานะการณ์ก็ยังไม่กระเตื้องเท่าไหร่ แถมประเทศอื่นๆก็เป็นโรคลุกลามไปทั่วเราเลยยิ่งทรุด เพราะกลัวว่า ถ้า17.2 ไม่พอ คุณพี่ IMF คงไม่เหลือกำลังเพิ่มให้เท่าไหร่ คนก็เลยไม่เชื่อ

– 22 ตค.40 ออก พรก.ปฏิรูปสถาบันการเงิน เพื่อจัดการกับ บง. 58 แห่งที่ถูกพักการดำเนินการ

– ดร.ทนง พิทยะ รมต.คลังลาออก 24 ตค. ปรับครม. ดึงดร.โกร่ง(วีรพงษ์ รามางกูร)เป็น รองนายกฯ อ.โฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็นรมต.คลัง

– 6 พย. 40 โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ท่ามกลางความงงงวยของทุกฝ่าย พลอ.เชาวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากการเป็นนายกฯ ตรงนี้มีเกร็ดนิดหนึ่ง ก่อนหน้านั้น วันอาทิตย์ที่ 19ตค.มีผู้ใหญ่ตามผม กับ อจ.เปี๋ยม ไปพบบิ๊กจิ๋วที่ทำเนียบตอน 7โมงเช้า เพื่อสรุปสถานะการศก. โดยมี รมต.เสนาะ รมต.โภคิน มรว.ปรีดิยาธรร่วมอยู่ด้วย ผมจำได้ว่าท่านถึงกับอึ้ง แถมมาตรการต่างๆก็เป็นเรื่อง “กัดลูกปืน”(bite the bullets)อย่างรุนแรงขนาดเลือดกลบปากทั้งนั้น ผมยังจำได้ว่า ป๋าเสนาะ ซึ่งนั่งตรวจรายชื่อโยกย้ายของมหาดไทย เป็นส่วนใหญ่ ถึงกับเงยหน้ามาพูดว่า “อย่างนี้มันก็ชิบหายจริงๆสิ ไม่่ใช่ไอ้ฝ่ายค้านสร้างเรื่อง” หลังจากนั้น 2 อาทิตย์ท่านก็ลาออก ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นคุณูปการยิ่งใหญ่อันดับสอง ที่ท่านทำให้กับประเทศไทย (อันดับ1 คือ นโยบาย 66/2523 ที่ทำให้ยุตติสงครามก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศ) จริงๆแล้วท่ายังทำประโยชน์อื่นอีกแยะนะครับ

– ระหว่างที่น้าชาติเตรียมตัวกลับมาเป็นนายกฯอีกที ก็เกิดกรณีงูเห่า (ฝีมือเสธฯหนั่น) ทำให้คุณชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ เมื่อ 14 พย. 40 มีคุณ ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็นรมต.คลัง ( พระเอกของผมโผล่เข้าฉากอีก 2 คน)

– 8 ธค. 40 คณะกรรมการปรส. มีมติให้ปิดถาวร สถาบันการเงิน 56 แห่ง ให้เปิดดำเนินการต่อได้เพียง 2 แห่ง คือ บางกอกอินเวสเม้นท์ ที่ยักษ์ใหญ่ AIA เข้าอุ้ม กับ บงล. เกียรตินาคิน. ที่เสนอแผนดีเสียจนปฏิเสธไม่ได้ (โดยมีภัทรฯเป็นที่ปรึกษา… ขอโม้หน่อยนะครับ) นัยว่าเป็นไปตามคำแนะนำของ IMF ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันจนปัจจุบันว่าถูกต้องหรือเปล่า ในความเห็นผมพบว่าในภายหลัง NPLของบง.เหล่านี้ สูงถึงกว่า70% และแม้สถาบันการเงินอื่นที่ไม่ได้ถูกปิดตอนนั้น เช่น ธนาคารหลายแห่ง ก็ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ต้องให้รัฐเข้ายึด รวมทั้ง บงล.ภัทรธนกิจ ที่ผมย้ายไปเป็น CEO ก็ยังต้องปิดตัวเองลงในปี2542(เรียกว่าเจ๊งคามือแหละครับ….รายละเอียด เรื่องนี้ถ้ามีคนอยากรู้บอกมาเยอะๆ จะเล่าให้ฟังวันหน้านะครับ) ดังนั้นเรื่องปิดสถาบันการเงินนี้ ผมมั่นใจว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว

– สถานการณ์เริ่มเข้าสู่เสถียรภาพ แต่ค่าเงินยังไหลลงเรื่อยๆ จนตำ่สุดที่ 55.3 บาทต่อเหรียญ ช่วงต้นปี 41 ก่อนจะเริ่มปรับเข้าสูดุลยภาพที่ประมาณ 40 บาทต่อเหรียญ ช่วงพค.และอยู่แถวนั้นอีกหลายปี

– พค. 40 หม่อมเต่า(มรว.จัตตุมงคล โสณะกุล)พระเอกคนที่4 ของผม ก็ข้ามห้วยจากคลัง มานั่งผู้ว่าธปท. ผมว่าท่านได้ทำประโยชน์ใหญ่ๆในเรื่องนี้ 3 อย่าง(ในความเห็นผม) คือ กู้ศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของธปท.กลับมา ร่วมกับคุณธารินทร์ทำให้สถาบันการเงินมีเสถียรภาพขึ้นไม่ต้องถูกยึดให้เป็น ของรัฐทั้งหมด และ ได้นำระบบ Inflation Targetting มาใช้เป็นแกนของนโยบายการเงินจนทุกวันนี้ (ซึ่งทำให้รัฐบาลปัจจุบัน รวมทั้งพี่โกร่ง หงุดหงิดอยู่ไงครับ) ส่วนเรื่องที่ท่านเจ้าคิด เจ้าแค้น อาละวาดจะจับคนเข้าคุกให้หมด ก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่ผมลืมๆแล้ว(คนไม่ลืมน่าจะมีเยอะนะครับ)

วันนี้เห็นจะต้องแค่นี้ก่อนครับ พรุ่งนี้จะว่าถึงกระบวนการแก้ปัญหาแต่ละเรื่อง เช่น เรื่องระบบการเงิน การขายสินทรัพย์ ปรส. การงบประมาณ กฎหมายขายชาติ นโยบายดอกเบี้ย ฯลฯ แล้วจึงจะสรุปบทเรียน หวังว่าน่าจะไม่เกินอีกสองตอน จะพยายามให้จบในสุดสัปดาห์นี้ ก่อนคุณชายจุฑาเทพจะจบนะครับ

ตอนที่ 3

“ต้มยำกุ้ง ภาค 3″ ….. หนังที่จา พนม ไม่ได้ร่วมแสดง
ลงโรงเมื่อ…6 กค. 2556

เมื่อวานซืนฉายตอนสอง คนมาshare มา like เหลือ600 จากตอนแรก 1400 แต่คิดดูยังน่าคุ้มทุน เลยตัดสินใจถ่ายทำภาค 3 (ถ้าลดตำ่กว่า500 ก็คงต้องลาโรง เดี๋ยวเจ๊งเหมือนหนังท่านมุ้ย)

ตอนนี้น่าจะวิชาการหน่อยนะครับ เพราะจะว่าถึงกระบวนการแก้ปัญหาของเหล่าพระเอกทั้งหลายที่มาร่วมชุมนุมกัน ใช้เวลาร่วม 2 ปีกว่าจะตั้งหลักเดินได้อีก

ผมและดร.ศุภวุฒิ ค่อนข้างโชคดีที่มีโอกาสรับรู้ค่อนข้างใกล้ชิดในระดับ ริงไซด์ (ไม่ได้เพื่อเอาอินไซด์ไปหาประโยชน์อะไรนะ…ดักคอพวกจิตอกุศลไว้ก่อน) เพราะเราทำวิเคราะห์ วิจัยไว้เยอะ ตั้งแต่ก่อนวิกฤต มีข้อมูลที่ทางการไม่มีอยู่เยอะ แค่ปลายปี96 เราก็ค่อนข้างฟันธงว่าประเทศไทยน่าจะกำลังเดินหน้าเข้าสู่วิกฤติการเงิน ถึงจะมีความหวังบ้างว่าอาจจะมี soft landing (คำเพราะที่ไม่เคยเห็นมีใครทำได้สำเร็จ….รอดูจีนละกัน) แต่ก็ดูริบหรี่ เพราะการกัดลูกปืน(bite the bullets)ก่อนเกิดฉิบหาย ไม่เป็นที่นิยมของชาวประชา ไม่เคยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไหนทำได้(จีนถึงมีหวังไง)

ฝ่ายวิจัยของภัทรฯ ทำเปเปอร์เรื่องนี้ไว้เยอะตั้งแต่ปลายปี96 อ.เปี๋ยมถึงกับแวะไป World Bank ที่DC เพื่อหาข้อมูลบทเรียนของวิกฤติที่เกิดก่อนเรา เช่น Mexico Sweden เราค่อนข้างมั่นใจว่า ค่าเงิน เอาไม่อยู่ แล้วสถาบันการเงินก็จะต้องมีปัญหาแน่(ตอนที่แล้วเล่าถึงงานวิเคราะห์ของคุณ ธีรพงศ์ วชิรพงษ์แล้ว ) น่าเสียดายที่เราตัดสินใจไม่เผยแพร่บทความ อย่างกว้างขวาง เพราะกลัวว่าท่านๆจะหาว่ามาทำลายความมั่นใจของมหาชน ที่พวกท่านกำลังสร้างกันอยู่ แล้วพอเกิดวิกฤติก็คงถูกใส่เกลียวเขาให้เป็นแพะ เป็นตัวการ ถูกรุมกระทืบตามธรรมเนียมสังคมไทย เหมือนพวกวิจารณ์เรื่องข้าวเน่า ข้าวเสีย ที่ทำให้ข้าวไทยขายไม่ออกไง(อ้าว…แวะไปอีกและ ไอ้เตา)

เราได้เอาเปเปอร์ของเราไปนำเสนอให้กับ ลูกค้าสำคัญหลายคน รวมทั้งทางการ ทั้งคลังทั้งแบงค์ชาติ ซึ่งบ้างก็เชื่อบ้างก็ไม่เชื่อ เพราะคนอื่นๆ โหรศก.ที่มีชื่อเสียงสุดยอด ท่านก็ต่างยืนยันว่าไม่น่าห่วง เรายังโชติช่วงอยู่ โดยเฉพาะทางการประสารเสียงเดียวกันว่า”รู้แล้ว กำลังแก้อยู่ พวกมึงหุบปากได้ไหม อย่าโวยวายไป” สำหรับลูกค้าที่เชื่อ ก็ปิดposition เงินกู้ตปท. หรืออาจสร้างposition ตรงข้ามบ้าง ทำให้ไม่เจ็บหนัก แก้ไม่ยากภายหลัง และแน่นอน เราต้องเสนอต่อบ.ชินคอร์ป ซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญที่สุดรายหนึ่งตลอดมา ดร.ทักษิณ ท่านเห็นด้วยกับงานวิเคราะห์ของเรา ทำให้ไม่มีความเสียหายจากค่าเงินเลย ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าท่านได้อินไซด์จากดร.ทนง ก่อน
ลดค่าเงิน ไม่น่าจะมีมูลความจริง เพราะท่านclear positionตั้งแต่ต้นปี ก่อนวิกฤติตั้งนาน ท่านเชื่อเราต่างหาก

ที่น่าเจ็บใจ น่าเขกกระบาล สุดแรงก็คือตัวเราเอง ทำเป็นแสนรู้ขนาดนี้ ปิดpositionเงินกู้ตปท. แต่เราก็ยังคาดการณ์ความรุนแรงของวิกฤติผิดไปเยอะ เพราะบงล.ภัทรธนกิจ ทำเพียงแค่หยุดการเติบโต ผมไม่สามารถ convince ให้หดตัวอย่างรวดเร็วรุนแรงได้ เราถึงต้องปิดตัวเองลงในปลายปี 42 (ยื้อต่อได้แค่ 2 ปีเศษ)

พอเกิดวิกฤติ เราก็เลยได้มีโอกาสร่วมให้ข้อมูลความเห็นกับทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ได้พบพูดคุยกับ ทีมIMF World Bank ADB คุณKerrigan(อดีตประธาน FED NY ที่ปรึกษาคุณธารินทร์) แม้กระทั่งKrugmanผู้โด่งดังจากวิกฤตินี้ แวะมาเมืองไทยยังแวะคุยกับเรา ส่วนทางการเราก็ได้ร่วมให้ข้อมูลรวมทั้งเสนอมาตรการต่างๆที่เราคิดว่าเป็น ประโยชน์ ทั้งที่ถามมา หรือเราเสนอหน้าเอง(ก็รักชาติ อยากช่วยชาตินี่ครับ) ส่วนใหญ่ก็เป็นดร.ศุภวุฒิแหละครับ ผมคอยติดตามเพราะสอดรู้สอดเห็น และขอยืนยันว่าเราไม่เคยได้รับข้อมูลที่ไม่สมควรเป็นการตอบแทนใดๆเลย

เล่าเบื้องหลังการถ่ายทำเสียยืดยาวขอกลับเข้าสู่ฉากหลักครับ

พอเปลี่ยนรัฐบาลเพราะแกงค์งูเห่า ลงนามLOI ฉบับที่2 เมื่อ 25 พย.40 ทางIMF ก็ส่งทีมrescue นำโดยพระเอกหัวเกรียน Hubert Neiss มาประจำประเทศไทย ร่วมกับรัฐแก้ปัญหา ซึ่งแน่นอนที่สุด ระยะแรกจะต้องหยุดยั้งความระสำ่ระสาย สร้างเสถียรภาพให้เกิดให้ได้ โดยเฉพาะระบบการเงิน ซึ่งเป็นทั้งต้นเหตุ และเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอยู่

วิกฤตครั้งนั้นเป็นวิกฤตภาคเอกชน ซึ่งกู้หนี้ยืมสินระยะสั้นจากตปท. มาลงทุน แล้วไม่มีผลผลิตออกมาให้คุ้มกับที่ลง พอเขาขอเงินคืนก็เลยควำ่ (ไม่เหมือนภาครัฐนะครับ เจ๊งแค่ไหนก็ยื้อต่อได้ เช่น Airport Link, Elite Card เงินภาษีซะอย่าง. ไอ้เตา…ไปอีกละ กลับม้าาา) ทีนี้พอลดค่าเงินก็เลยเจ๊งลึกใหญ่ เพราะกู้เขามา 100,000ล้านเหรียญ ตอนกู้ได้บาท 2.5ล้านๆ แต่พอเขาขอคืนที่ 50 บาทต่อเหรียญ ต้องคืน 5 ล้านๆ ส่วนใหญ่ก็ต้องชักดาบ ไม่มีคืน ถ้าเป็นเอกชนก็พักหนี้ เจรจากันไป แต่ถ้าเป็นสถาบันการเงินเบี้ยวไม่ได้ ระบบล่ม รัฐจึงต้องเข้าช่วย เข้าคำ้ ต่อท่ออัดเงินเข้าไปตลอด เงินสำรองก็เหี้ยน เลยต้องไปแปะIMFไงครับ (มาเลย์โชคดี ที่ควำ่โดยยังไม่โดนโจมตี ไม่ทันได้สู้ สำรองไม่ร่อยหรอ คุณพี่มหาเด่ย์ เลยทำเท่ห์ได้ ไม่ต้องพึ่ง แถมด่า IMF ทุกวัน ใช้ ้Capital Control แก้ปัญหาแทน แถมโชคดีนำ้มันขึ้น เลยฟื้นเร็ว ขืนเราทำตามเละหยังเขียดแน่ ไม่รู้ป่านนี้ฟื้นหรือยัง)

ถึงจะทำงานกันอย่างหนัก แต่กว่าจะสร้างเสถียรภาพได้ก็ล่วงไปไตรมาส ๒ ปี41 ค่าเงินเริ่มขึ้นจาก 55บาทต่อเหรียญ มาอยู่แถวสี่สิบต้นๆ แล้วก็เริ่มดุลยภาพแถวนั้น ไม่ผันผวนมากอีกร่วมสิบปี ก่อนจะค่อยๆแข็งขึ้นมาให้ผู้ส่งออกที่ไม่เคยคิดจะปรับปรุงผลิตภาพร้องโอ๊ก อยู่ทุกวันนี้.

จากนี้จะขอเล่าการแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ ไม่เล่าตามtime line แล้วนะครับ

เรื่องแรกที่สำคัญที่สุด คือเรื่องระบบสถาบันการเงิน ตอนเกิดวิกฤต มีเงินให้กู้ทั้งระบบ อยู่ประมาณ 6 ล้านๆบาท ซึ่งโดยเฉลี่ย สถาบันการเงินจะมีเงินกองทุนอยู่ประมาณ 12% คือ 700,000ล้าน สุดท้ายNPL เราไปหยุดที่เฉลี่ย 45% คือ2.7 ล้านๆบาท โดยทั่วไปในวิกฤติเศรษฐกิจ NPL recovery rate อย่างเก่งก็ได้ 55% (สวีเดน ส่วนเม็กซิโกได้แค่สี่สิบกว่าๆเอง) คือจะเสียหายครึ่งหนึ่งซึ่งก็คือ 1.35ล้านๆ ซึ่งมากกว่าเงินกองทุนอยู่ 650,000 ล้าน ซึ่งโดยหลักรัฐที่เป็นผู้คำ้ประกันเงินฝากและหนี้สิน จะต้องรับภาระส่วนนี้ (นี่ประเมินคร่าวๆนะครับ เพราะจริงๆรัฐเสียหายรวมจากการแก้ปัญหาสถาบันการเงิน 1.4ล้านๆบาท จากกองทุนฟื้นฟูฯ ไม่รวมดอกเบี้ย อาจได้คืนบ้างจากทรัพย์สินที่มีอยู่…ธปท.น่าจะประกาศบ้างเป็นระยะนะครับ เหมือนที่เรียกร้องให้เค้าประกาศเรื่องข้าวน่ะครับ) และไม่มีสถาบันการเงินไทยไหนเลยที่มี NPL ตำ่กว่า 40% และมีเงินกองทุนเกิน 15% สรุปได้ว่า ทุกแห่งมีเงินทุนติดลบ ซึ่งแปลว่า ในที่สุดจะเจ๊งเรียบ รัฐซึ่งเป็นผู้คำ้จะต้องเข้ายึดเป็นของรัฐหมด

เรื่องความเสียหายเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่จะต้องมีระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพเพื่อหล่อเลี้ยงระบบศก.สำคัญ กว่า และถ้าทุกธนาคารเป็นของรัฐทั้งหมด ลองนึกภาพว่า เรามีแต่ธนาคารอิสลาม ธนาคารSMEs อาคารสงเคราะห์ ออมสิน สิครับ มันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก แล้วว่าถ้ารัฐทำ ไม่ห่วย ก็เ-ี้ย หรือของขาด ทีนี้เลยเป็นโจทย์ใหญ่แสนยากของคลัง ธปท. และIMF ว่าทำอย่างไรจึงจะให้ระบบคงอยู่ และยังเป็นของเอกชนในสัดส่วนที่สูง โดยที่จะต้องไม่เข้าไปอุ้มผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหาร อย่างไม่สมควร ซึ่งพระเอกของเราทำได้สำเร็จ เป็นเรื่องของฝีมือ เก่ง บวกด้วยเฮงด้วยอีกนิดหน่อย ขอขยายให้ฟัง

– ขั้นแรกถึงจะเจ๊งหมด ก็ต้องแกล้งบอกว่ายังไม่เจ๊งก่อน เพราะไหนๆรัฐก็คำ้แล้ว วิธีการก็คือ แทนที่จะให้บันทึกความเสียหายทั้งหมดในคราวเดียว ก็ยอมว่า ถ้าหนี้ค้างยังไม่ถึง12เดือน ก็ถือว่ายังไม่เสียมาก(แค่ตุๆ) ไม่ต้องตั้งสำรองเต็มที่ แถมการตั้งสำรองก็ให้เวลาตั้งสามปีห้าปี มาตรฐานBIS ยกเว้นให้ก่อน ซึ่งเป็นการซื้อเวลา ให้ไปแก้คุณภาพสินทรัพย์ทางหนึ่ง กับให้ไปหาเงินมาเพิ่มทุนที่ติดลบอีกทางหนึ่ง (ดูเผินๆคล้ายโครงการจำนำข้าวที่บอกว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน เพียงแต่วัตถุประสงค์ ความโปร่งใส ชัดเจนกว่าเยอะ)

– กระนั้นก็ตาม ถ้าธนาคารไหนไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้ฝากเงิน และผู้ให้กู้ได้ ต้องใช้เงินช่วยที่ ธปท.ต่อท่อให้เกินระดับทำให้ท่อแทบแตก รัฐก็จะเข้าควบคุม และยึดเป็นของรัฐ รวมทั้งหลังจากให้เวลาแล้วถ้าใครยังแก้ไขเงินกองทุนไม่ได้ก็ถูกยึด ถูกยุบ ถูกรวม เหมือนกัน จึงจะเห็นได้ว่า ในที่สุด กว่าครึ่งก็ค่อยๆเดินพาเหรดมามอบตัวเป็นของรัฐ เช่น ธ.ศรีนคร นครหลวงไทย นครธน มหานคร แหลมทอง สหธนาคาร รัตนสิน กรุงเทพพาณิชย์ ฯลฯ เป็นเครื่องยืนยันว่าเงินกองทุนติดลบจนเกินกว่ามูลค่าของ license หรือ franchise value ใดๆ (เดี๋ยวนี้มีค่าเป็นหมื่นล้านบาท)เลยไม่มีใครใส่ทุนให้

– ทีนี้ก็มีเรื่องโชคช่วยบ้าง ปลายไตรมาสแรกของปี41 ตลาดหุ้นกลับมาฟื้นตัวคึกคักขึ้นมา เพราะนักลงทุนเริ่มมั่นใจในแนวทางแก้ไข และเห็เสถียรภาพเริ่มกลับมา ธนาคารกสิกรไทยก็ริเริ่มรีบออกหุ้นเพิ่มทุน (ซึ่งที่ทำได้เร็ว ก็เพราะที่ปรึกษาเก่งอ่ะ คือ ภัทร กับ Goldman Sachs ) ผมยังจำได้ถึงความยากลำบากในการขายหุ้นครั้งนั้น เพราะเป็นการขายหุ้นแรกจากประเทศที่เกิดวิกฤติ ผมร่วมเดินทางรอบโลกไปRoadshow (อ้อนวอนให้เขาซื้อ)กับคุณปั้น(คุณบัณฑูรย์ ลำ่ซำ) ไปจนค่อนโลกแล้ว ยังไม่มีใครยอมจองเลย แถม ธ.กรุงเทพฯรีบประกาศ ทำบ้าง กว่าจะขายได้หมด เลือดตาแทบกระเด็น นำ้ลายแห้งเหือดไปหลายเดือน meeting หลายร้อยครั้ง (ลองนึกถึงคุณปั้นที่ต้องพูดมากกว่าผมอีก 5 เท่า แถมเป็นคนไม่พูดมาก ขนาดผมชอบพล่ามทั้งวันยังเสร็จเลย) การขายหุ้นธนาคาร กสิกรไทย จำนวน 376 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 88 บาทได้เงิน 33,088 ล้านบาท(ตัวเลขพวกนี้จำได้ขึ้นใจ ไม่ต้องค้นเลยครับ ผมเชื่อว่าคุณปั้นก็จำได้เหมือนกัน) ตามด้วยการขายหุ้นแบงค์กรุงเทพ อีก43,000 ล้านในเดือนถัดมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของวิกฤติ แล้วหลังจากนั้นตลาดหุ้นก็รูดม่านปิดสนิทอีกเป็นปี กว่าจะมีใครขายหุ้นได้อีก

– ส่วนธนาคารที่เหลือที่ตกรถไฟ ก็มีอาการพะงาบๆต่ออีกพัก จนรัฐต้องออกมาตรการ 14 สค. 2541 เพื่อช่วยเพิ่มทุนให้แบบวัดครึ่ง กรรมการครึ่ง แต่กว่าจะเพิ่มได้จริงก็ข้ามปี เช่น ไทยพาณิชย์ ที่มีคุณชุมพล ณ ลำเลียง (พระเอกคนที่5) เข้ามาช่วยฟื้นฟู หลังจากที่ท่านเอาปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งก็เซแซ่ดไปเหมือนกัน ตั้งหลักได้ดีแล้ว ก็เพิ่มทุนทีเดียว 65,000ล้าน ในเดือนพค.42 แต่ก็เลยมีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด จนกระทั่งทรัพย์สินฯ ต้องเอาที่ดินโรงพยาบาลรามาธิบดีไปแลกกลับมาในภายหลัง ธนาคารอื่น เช่น ทหารไทย กรุงศรี ก็ทะยอยเพิ่มทุนได้ จนระบบเริ่มมีเสถียรภาพ โดยยังคงมี ธนาคารเอกชนเป็นหลักอยู่สี่ห้าแห่ง

– แต่อย่างไรก็ดี ระบบธนาคารก็ยังคงไม่ยอมขยายตัว มัวแต่ซ่อมแซม แต่งตัว เข็ดขี้อ่อน ขี้แก่ ทำให้ศก.ไม่ค่อยขยาย ตัวจนกระทั่งสมัยรัฐบาลท่านทักษิน ที่ใช้ธนาคารกรุงไทยที่มีคุณวิโรจน์ นวลแข เข้ามาเป็นอัศวินขี่ม้าขาวแบบไอเวนโฮ (ถ้าใครจำโฆษณาได้) ลุยปล่อยสินื่อนำร่องจนทุกแบงค์ต้องลุกออกมาจากกระดองเพื่อแข่งขันบ้าง
วันนี้ว่าเรื่องแก้สถาบันการเงินแค่ฉากเดียวก็ยาวลาก คนดูหลับไปครึ่งโรง แถมผอ.สร้างไม่ได้ทำอะไรมาครึ่งวันแล้ว สงสัยต้องยกไปภาคต่ออีก น่ากลัวพรุ่งนี้ก็ยังจบไม่ลง เดิมทีตั้งใจจะเขียนสั้นๆระลึกถึง 2 กค.40 เท่านั้น ไหงไถลมาได้ตั้งหลายวันก็ไม่รู้ ยิ่งเล่ายิ่งมัน(คนเล่า)

แต่เอาเถอะครับ มาถึงขั้นนี้แล้ว ถึงมีคนอ่านแค่ สิบคน ก็จะเขียนต่อให้จบ เพราะเป็นประสบการณ์ ช่วงที่มีค่าที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตผม ตั้งใจจะเขียนบันทึกกันลืมไว้ตั้งนานแล้ว ไม่ได้เริ่มซะที เพิ่งจะมีคนหลอกให้เล่นfb มาสองเดือน เลยยิ่งเขียนยิ่งมัน เพราะมีคนคอยคุยด้วยตลอดเวลา อ่านแล้ามาเมนต์มาคุยกันบ้างนะครับ ด่าทอมาบ้างก็ได้ ถ้าพบตรงไหนไม่เข้าท่า เจอกันพรุ่งนี้ครับ

ตอนที่ 4

“ต้มยำกุ้ง” …….Episode 4
7 กรกฎาคม 2556

ในที่สุดหนังของเราก็ยืดยาวกว่า ละครคุณชายจุฑาเทพที่จะอวสานในคืนนี้

เมื่อวานผมได้สรุปกระบวนการแก้ไขระบบสถาบันการเงิน ที่ทำให้ระบบหยุดไหล หยุดล่ม ไม่ต้องยึดเข้ามาเป็นของรัฐหมด ถึงแม้จะยังไม่กลับมาขยายตัว เพื่อรองรับศก. แต่ใช้เวลา ปรับตัวต่ออีกระยะหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ลองเปรียบเทียบ บ้านเพิ่งโดนนำ้ท่วมใหญ่ วินาศสันตะโร พอนำ้ลดก็จะต้องเก็บกวาด แยกของเน่าของเสีย จัดแจงซ่อมแซมระบบ ไฟฟ้าประปา จัดสร้างเขื่อนกั้นนำ้(เช่น ระบบบริหารความเสี่ยง) ฯลฯ ก่อนที่พร้อมจะเข้าไปหาซื้อทรัพย์ใหม่เข้าบ้าน ขยายตัวได้อีก ก็โน่นแหละครับ ปี 2544 โดยธนาคารกรุงไทยเป็นหัวหอกบุกตะลุย ทำให้เกิดสภาพแข่งขันขึ้นใหม่

วันนี้จะเล่าถึงกระบวนการด้าน องค์กรเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ปรส.) ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการกับ บริษัชทเงินทุน ที่ถูกระงับกิจการ ในวันที่ 5 สค.40 รวม 58 แห่ง ซึ่งหลังจากทำหน้าที่พิจารณาแผนที่ทุกคนเสนอเข้ามา แล้วให้ผ่านแค่ 2 แห่ง (เกียรตินาคิน กับ BIC) ปิดถาวร 56 แห่งเมื่อ 8 ธค. 40แล้ว เลยต้องทำหน้าที่จัดการกับทรัพย์สินที่ติดอยู่ (ส่วนใหญ่เป็น NPL) ประมาณ 850,000 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องค้างคาใจสังคมหลายฝ่าย ว่าทำไมต้องรีบ ต้องร้อนเทกระจาดขาย ได้เงินเพียง 190,000 ล้านบาท เป็นคดีความยาวนาน มหากาพย์เรื่องหนึ่ง ผมจะขอเล่าในมุมที่ผมรับรู้เข้าใจนะครับ

คณะกรรมการฯ และเลขาธิการฯ คนเดิม พอรู้หน้าที่ว่าต้องรับเผือกร้อนสุดๆ ทำหน้าที่จัดการทรัพย์สินที่ว่า ท่านก็เลย แสดงความสามัคคี ลาออกโดยพร้อมเพรียงกัน ทำให้รัฐบาลต้องไปควานหา อ้อนวอนให้ผู้มีความสามารถ มาช่วยสะสางภาระกิจสำคัญนี้ ก็ไปได้คุณอมเรศ ศิลาอ่อน กับคุณวิชชรัตน์ วิจิตรวาทการ (คู่พระเอกของผมโผล่มาอีกคู่แล้วครับ)ที่ยอมมารับตำแหน่งประธานฯ และเลขาฯ ยอมเหน็ดเหนื่อยทำเรื่องยาก แล้วเลยต้องตกระกำกลายเป็นผู้ต้องหาทั้งทางสังคม และทางกฎหมาย อย่างน่าเห็นใจยิ่ง

ไอ้ทรัพย์สิน850,000ล้านนี้ มีทรัพย์สินประกอบการ กับพวกของตกแต่ง เช่น ตึก ที่ดิน รูปภาพ เฟอร์นิเจอร์ รูปภาพ ฯลฯ อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินให้กู้ ซึ่งในที่สุดเป็น NPL กว่า90% ในตอนแรก มีการพยายามแยกหนี้ดีออกมา โดยจัดตั้งธนาตารรัตนสิน (มีดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย เป็นประธาน) เพื่อซื้อหนี้ดีออกไป แต่ไปๆมาๆ ไม่มีหนี้ดีให้ซื้อ เลยต้องไปทำอย่างอื่น แล้วก็เลิก ก็ขายไป

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ทรัพย์สินมูลค่าเกือบ 1/3 ของGDP ขณะนั้นประมาณ 2.8 ล้านๆบาท และส่วนใหญ่เป็นหนี้เสีย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง ทั้งระบบ ศก. หลายล้านคน จะจัดการกับมันยังไง ในเมื่อตัดสินใจไปแล้วว่าไม่ให้ผู้บริหารเดิมดูแลต่อ (ก็ปิดไปแล้ว และผมก็เห็นด้วยไปแล้วในตอนที่แล้วไงครับ) รัฐก็ดูจะมีทางเลือกแค่สองทาง คือ 1)เก็บเอาไว้(warehousing) แล้วค่อยๆดูแล บริหารจัดการ ค่อยๆเก็บ ค่อยๆทวง ว่าๆกันไป (ผมรับรองว่าดูแลจัดการยากกว่า สต็อคข้าวหลายร้อยเท่า แล้วก็ แฮ่ม…เสียหาย สูญหายได้ง่ายกว่าเยอะ) กับ2)เทขายออกไป ให้ระบบ ให้เอกชนเข้ามาจัดการ

ประสบการณ์ที่เคยมีในโลกในเรื่องนี้ ช่วงเดียวกันมีอย่างนี้

– ในอเมริกา มี Saving & Loan Crisis ช่วง 1990 เขาใช้วิธี fire sell ซึ่งได้ผลดีมาก เพราะ สินทรัพย์ไม่ใหญ่ (< 5% ของGDP) กับกลไกตลาดและระบบกฎหมายที่ดีเกื้อหนุน
– ในสวีเดน มีbanking crisisใหญ่ ปี 1992 รัฐตั้งบรรษัท Securum เพื่อจัดการ bad asset ของระบบ ซึ่งได้ผลดีมาก จัดการได้เร็ว ขายได้เร็ว มีประสิทธิภาพสูง ได้เงินคืนเยอะเป็นประวัติการณ์ recovery rate ดีกว่า55% เพราะระบบดี และมีประเทศอื่นในยุโรป เข้ามาช่วยซื้อ
– ใน Peso Crisis ของ Mexico เมื่อปี 1994 รัฐจัดตั้ง Asset Management ขนาดใหญ่ชื่อFOBAPROA มารับหนี้เสีย ของระบบธนาคารพาณิชย์ เสร็จแล้ว ก็เป็นเหมือนรัฐวิสาหกิจในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย แหละครับ คือเละ จนถึง1998 ไม่มีความคืบหน้าแทบจะนั่งทับไว้แก้ได้น้อยมาก แถมที่แก้ได้บ้างก็มีเรื่องโกง เรื่องกิน เต็มไปหมด นี่ถ้านำ้มันไม่ขึ้นราคา สงสัยMexico จะฟื้นยาก
แล้วคุณคิดว่า “พี่ไทย” น่าจะเป็นอย่าง Mexico หรือ Sweden ล่ะ

ความจริงมีการพิจารณา ที่จะพยายามจัดตั้ง Asset Management เพื่อ Warehouse และค่อยๆจัดการหนี้เสีย มีการเชิญผู้บริหารของ Securum มาปรึกษา นัยว่าอาจว่าจ้างให้ช่วยบริหารด้วยเลย ซึ่งผมมีโอกาสได้เจอ แต่เขามาดูมาศึกษาแล้วก็สรุปว่า ไม่น่าทำได้ ทั้งระบบกฎหมาย ข้อมูล ฯลฯ เรียกว่า “จ้างให้กูก็ไม่ทำ” (นี่โชคดีที่ไม่เชิญพี่Mexico มา มิฉะนั้นอาจได้ตั้งเพราะนำ้ลายไหลก็ได้) ซึ่งเรื่องนี้ เราเห็นได้จาก AMC ของรัฐที่มีการจัดตั้งบ้างในภายหลัง ว่ามีประสิทธิภาพ และกำไร น้อยกว่าของพวกเอกชนเยอะ ไม่ว่าจะ บบส. บสท. สุขุมวิท ฯลฯ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะ ห่วย กับ หาย

อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือการที่มีทรัพย์สิน จำนวนมหึมา กว่า1/3 ของGDP ติดอยู่กับ ปรส. ย่อมเป็นที่แน่นอน ว่าทรัพย์สินพวกนี้ย่อมไม่สามารถสร้างผลิตผลได้ กิจการชะงักงัน หรือทำได้ก็ไม่เต็มที่ เช่น หาworking cap ไม่ได้ แถมยังจะตั้งหน้าตั้งตา sifon ปล้นจากเจ้าหนี้ทุกวิถีทางอีก การที่รีบคืนทรัพย์ให้กับระบบ เพื่อจะได้เริ่มการผลิตตามปกติ และจะได้ขยายตัวต่อไป (เป็นNPLขยายตัวไม่ได้ มีแต่หด)เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน ดังนั้นเมื่อรัฐทำเองก็ไม่ได้ไม่ดี ก็นำไปสู่การตัดสินใจสำคัญ คือ การขายทอดตลาดfiresale ซึ่งอีกละ….ในความเห็นผม เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ชอบแล้ว (ไอ้เตา… มันเป็นเรื่องความวินาศนะ เขียนมาตั้งนานยังไม่ค่อยด่าใครเลย ชมลูกเดียว เดี๋ยวคนเลิกอ่านนะ….ไม่มันเลย… ผิดNorm ไทยๆหมดเลย)

มีช้อโต้แย้งมากมายว่า ทำไมไม่ทำอย่างโน้น อย่างนี้ น่าจะแยกทรัพย์เป็นหลายประเภท แล้ว treat ต่างกันก็น่าจะต้องใช้เวลาสัก3ปี ยิ่งบางคนมาวิจารณ์ภายหลังเข้าทำนอง “รู้อะไร ไม่เท่า รู้งี้” ก็ว่ากันไป ความจริงมีความพยายามพิจารณาทุกช่องทาง เช่น พยายามปรับกฎหมายเพื่อให้กระบวนการแก้ไขดีขึ้น สะดวกขึ้น พวกที่เสียประโยชน์ ก็โวยวาย เรียกว่าเป็นกม.ขายชาติ lobby วุฒิสภาวุ่นวายไปหมด กฎหมายเลยออกไม่ได้ ออกช้า หรือไม่ก็บิดเบือน อย่างที่บอกแหละครับทั้งกฎ ทั้งกลไก มันไม่เอื้อ ขณะที่จะรอก็รอไม่ได้อย่างที่บอก

กรณี ปรส. นี้เป็นการกัดลูกปืน(bite the bullets) ครั้งใหญ่ ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบ เช่น ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล ระบบกฎหมาย ต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหายกว่า 600,000ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าเป็นต้นทุนการแก้วิกฤติที่ไม่ได้รั่วไหลเข้ากระเป๋าใคร (ถึงได้ไม่มีงบซื้อสื่อให้เชียร์ไงครับ) (อ้าวไอ้เตา… มึงเล่น ฐานันดร4เลยนะ คราวนี้)ถือเป็นต้นทุนสูงลิ่ว แต่ไม่มีทางเลือก ผมเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้ระบบศก.เดินได้อีก และรัฐไม่ต้องnationalize กิจการเอกชนมากเกินไป ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นผมื่อเลยว่าเราจะเผชิญ หายนะ ยาวนาน

คนที่เกี่ยวข้อง ตัดสินใจ และปฏิบัติ ในเรื่องนี้ เช่น รัฐบาล กท.คลัง IMF รวมทั้งผู้ดำเนินการ อย่างคุณอมเรศ คุณวิรัตน์ และทีมงาน ก็น่าจะรู้ว่ามีโอกาสที่จะต้องถูกประนาม ถูกเช็คบิลสูง แต่ผมขอสวนกระแสยกย่องเชิดชู ในฐานะผู้ที่เสียสละอย่างใหญ่หลวงให้เรากลับมาเดินได้อีก ผมจะดีใจและภูมิใจมากถ้าข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการยื่นอุทธรณ์คดีที่ ท่านได้รับการตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม (ขอยืนยันว่าผมไม่ได้สนิทสนมเป็นส่วนตัวกับท่านทั้งสองเลย แถมที่เคยเจอกันท่านก็ไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตาเลย ตามบุคคลิกของท่าน)

ถึงตอนนี้ อย่าเพิ่งปักใจว่าผมเป็นพวก เป็นสมุนปชป. นะครับ ตอนฟื้นฟูพระเอกของผมอยู่ ไทยรักไทย เกือบหมดเลย

ต้องขอโทษที่วันนี้หนังฉายช้า เลยต้องไปแข่งกับ โจโควิช-เมอร์เรย์ แถมถูกประกบด้วยคุณชายอีกตั้ง 5 คน เพราะเมื่อเช้า ซ่าไม่เจียมสังขาร ไปbike มากว่า 50 กิโล กลางวันเลยสลบยาว นอนไป4ชั่วโมง พบกันใหม่ครับ

ตอนที่ 5

“ต้มยำกุ้ง”….ตอนที่5 (12กรกฎาคม2556)

ว่าด้วย กฎหมายขายชาติ และ อิทธิฤทธิ์IMF(พ่อพระ หรือ พ่อมด กันแน่)

Episode4 ลงโรงไปหลายวัน คนดูโหรงเหรงกว่าตอนก่อนๆ แถมคนเขียนบทไม่ค่อยว่าง กับถเลถไลไปทำข่าวกีฬาบ้าง สารคดีเกษตรเรื่องข้าวบ้าง เรื่องโรงงานอุตสาหกรรมบ้าง การเงินเรื่องหุ้นบ้าง เลยหายไปหลายวัน

มีกฎหมายที่ออกในช่วง2541-42 รวม11ฉบับ ซึ่งเป็นไปตาม Letter of Intent ที่มีกับ IMF แล้วถูกโจมตีอย่างสาดเสียเทเสียมากมาย ว่าเป็น “กฎหมายขายชาติ” เป็นการปล้นชาติเอาไปดื้อๆ มีกระทั่งกล่าวหาว่าเอาไปแลกตำแหน่งใหญ่ใน WTO ให้กับอดีตรองนายกฯท่านหนึ่งเลยทีเดียว(ช่างผูกเรื่องกันได้อย่างสวดยอด) และแน่นอนครับ พอเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนพระเอก เอาดอลล่าร์ขว้างหัวคืนให้IMF ก่อนกำหนด พร้อมกับตะโกนสำทับไปด้วยว่า “กลับไป…มึงไม่ใช่พ่อ” ก็เป็นธรรมเนียมที่ต้องทบทวน ตั้งกก.ขึ้นมา นัยว่าจะรื้อจะยุบกม.ชุดนี้เสียให้หมดตามกระแสสังคม แต่แล้วหวยก็ออกพลิกล็อค เมื่อสรุปุว่า “ดีแล้ว ชอบแล้ว” เพียงแต่แก้ไขปรับปรุงบางส่วนที่บกพร่องเล็กน้อยก็พอ จนมีข่าวว่าไอ้IMFนี่โคตรร้าย บ้างก็ว่าแอบกลับมายัดเงิน บ้างก็ว่าใช้อิทธิพลในเวทีโลกมาบีบเรา

วันนี้เรามาดูกันว่าไอ้กม.11ฉบับนี้มันเป็นยังไง ดีเลว ชั่วร้ายขนาดไหน ส่งผลดีผลร้ายต่อระบบโดยรวมอย่างไร ต่อคนกลุ่มไหน คนรวย คนจน เศรษฐี ชาวบ้าน นักธุรกิจดี นักธุรกิจห่วย คนไทย ต่างชาติ ต่างกันอย่างไร

ขอเริ่มด้วยสถานะความเสียหายที่เกิดจากวิกฤต จากการลงทุนผิดพลาดสะสมยาวนาน ใช้แหล่งทุนผิด และถูกซำ้เติมด้วยค่าเงินที่ลดลงประมาณ 40% ทำให้ภาคเอกชนไทย จำนวนมากอยู่ในภาวะล้มละลาย มีNPL ในระบบรวม 45% (ประมาณ2.5ล้านๆ) รวมกับทรัพย์สินที่ติดอยู่กับปรส.อีก850,000ล้าน มากกว่าขนาดGDP ี(ประมาณ 3ล้านๆในขณะนั้น)ซะอีก อย่างที่เคยบอก ทรัพย์สินที่เป็นNPLจะมีปัญหามาก เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของกันแน่ ไม่สามารถสร้างผลผลิตได้หรือได้ก็ไม่เต็มที่ ไม่มีการขยายตัว มีแต่จะเสื่อมสภาพเพราะขาดการบำรุง และถูกริดรอนปล้นชิง

ภาระกิจสำคัญที่จะต้องทำในการสะสาง ซากปรักหักพังไปทั่วอย่างนี้ พอจะสรุปได้ดังนี้
– หยุดเลือดให้ได้ คือหยุดภาวะตื่นตระหนก ให้สถาบันการเงินตั้งหลักได้ มีสเถียรภาพค่าเงิน (ซึ่งก็ทำไปแล้วในตอนก่อนๆ)
– ทำให้ economic asset ยังคงผลผลิตได้อยู่ เพื่อให้ไม่เกิดการหดตัวอย่างรุนแรง(ปี 40-41 GDP หดตัวรวมถึง 12% ต้องใช้เวลาถึงอีก4ปี กว่าจะกลับมาที่เดิม)ซึ่งจะส่งผลต่อการจ้างงานและการบริโภค ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะคนจนเดือดร้อนมาก และพยายามให้economic value เสื่อมถอยน้อยที่สุด
– ต้องสะสางความเป็นเจ้าของ ว่าใครจะได้อะไรในซากปรักหักพังนี้บ้าง หรือพูดอีกมุมหนึ่งก็คือ แบ่งปันความเสียหาย ซึ่งเจ้าภาพที่ต้องรับก็หนีไม่พ้นว่าเป็น เจ้าของกิจการ เจ้าหนี้ทั้งหลาย ทั้งการเงินการค้า รัฐ(ซึ่งหมายถึงประชาชนทั้งหมดนะครับไม่ใช่เฉพาะพวกครม.) ส่วนพวกแรงงานกับผู้บริโภคก็จะได้รับผลไม่น้อย ทั้งๆที่แทบไม่มีบทบาทในเวทีต่อรองเลย
– ในการสะสางนั้นจะต้องยึดหลักให้ความเป็นธรรม ให้เป็นภาระรัฐน้อยที่สุด และไม่ให้เกิดภาวะ Moral Hazard (แปลง่ายๆว่าอย่าให้คนห่วยได้ดี เพราะมันจะส่งเสริมให้คนอยากห่วยอยากชุ่ยแล้วนำไปสู่วิกฤติอีก..ไม่รู้แปล ถูกไหม ใครรู้ช่วยที)
– ที่สำคัญฝุดๆ จะต้องหาแหล่งทุนเพิ่มให้ได้ เพราะทุนเดิม(Equity)พังพินาศย่อยยับแทบสิ้น ถ้าไม่มีทุนถึงฟื้นก็อ่อนแอ เจ๊งอีกได้ง่ายๆ และไม่มีทางขยายตัวได้ ซึ่งแหล่งทุนในประเทศพังยับแทบทั้งสิ้น (แม้แต่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ยับ) ตลาดทุนก็ยังไม่พัฒนา(และก็พึ่งพาต่างชาติกว่าครึ่งอยู่แล้ว) รัฐก็กระเป๋ากลวง จะให้ธปท.พิมพ์แบงค์ดื้อๆเหมือน QE ไอ้กัน ก็กำลังเจอวิกฤติศรัทธา ไม่น่าจะมีใครเชื่อถือ ค่าบาทน่าจะไหลลงไปแถวๆ 100บาทต่อเหรียญ ดังนั้นก็เลยเหลือทางเลือกเดียว คือต้องทำทุกวิถีทางที่จะอ้อนวอนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนให้ได้ (อ้อนวอนนะครับ ไม่ใช่อนุญาติ) และทุนจะสัญชาติใดไม่เห็นสำคัญ ขอให้ลงทุนในไทย จ้างงานไทย สร้างGDPไทย แก้ปัญหาในเมืองไทย พัฒนาเทคโนโลยี่ไทย ก็เป็นแต่ประโยชน์เท่านั้น ผู้ที่เสียหายก็มีแต่เจ้าของกิจการไทยที่ทำเจ๊ง เลยต้องสูญเสีย กับพวกห่วยที่ไม่ต้องการแข่งกับคนเก่ง ถ้าใครยังไม่get กรุณากลับไปอ่านเรื่องWimbledonที่postเมื่อวันจันทร์นะครับ
– สิ่งที่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด คือการยึดทรัพย์สินหรือกิจการมาเป็นของรัฐ แล้วรัฐเข้าดำเนินการเสียเอง ซึ่งผมขอประกาศความเชื่อมั่นเป็นครั้งที่100 ว่า “ถ้าให้รัฐทำ ก็มีแต่ ห่วย กับ หาย”

เห็นไหมครับ ภาระกิจที่ต้องทำมันยากกว่าการรับจำนำข้าวอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน แถมเป้าประสงค์ก็ยังมีมากมาย ซับซ้อน บางครั้งก็ขัดกันเอง และผมก็ดีใจและคิดว่าถูกต้องแล้ว ที่ไม่มีเป้าประสงค์ไหนที่จะสงวนธุรกิจไว้ให้เศรษฐีไทยเลย (โดยเฉพาะที่ห่วยๆ ทำเจ๊งแล้วเอาแต่โวยวายโทษคนอื่น)

ทีนี้จะทำให้เกิดกระบวนการที่ว่าได้โดยรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ นอกจากจัดตั้งองค์กรต่างๆขึ้นมาทำแล้ว มันจำเป็นจะต้องมีสถาบัน มีกฎหมาย มีกระบวนการที่นำไปสู่เป้าหมายที่ว่า และให้คงอยู่เพื่อป้องกัน หรือแก้วิกฤติครั้งต่อไป นั่นก็คือกฎหมาย 11 ฉบับนี่แหละครับ น่าสังเกตว่า Malaysia ซึ่งไม่เคยพึ่งIMF เลย (ดร.มหาเด่ย์ ด่าIMFทุกวันว่า”ไม่ใช่พ่อ”มาก่อนเราตั้งหลายปี)ยังลุกขึ้นมาปรับปรุงกฎหมาย พวกนี้ในช่วงนั้นเลย ทั้งๆที่ระบบกฎหมายเดิมเขาดีกว่าเรามากเพราะเคยเป็นอาณานิคม

ผมจะไม่ลงรายละเอียดกม.แต่ละฉบับนะครับ แต่จะวิเคราะห์รวมเป็นกลุ่มๆ ซึ่งมีอยู่ 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 มีอยู่ 5 ฉบับ เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการล้มละลาย การแก้ไข การแบ่งทรัพย์ การเข้าดูแลควบคุมกิจการ การบังคับคดี ขายทอดตลาด ซึ่งทุกฉบับมุ่งที่จะให้กระบวนการเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และรวดเร็ว ไม่ใช่ต้องใช้เวลากัลปาวสานอย่างแต่ก่อน ซึ่งทำให้ดีขึ้นมากมายแต่ก็ยังไม่ดีพอ เดี๋ยวจะกลับมาว่ากัน

กลุ่มที่ 2 มีอยู่ 4 ฉบับ ส่งเสริมให้ต่างชาติได้เข้ามาลงทุนได้มากขึ้น ประกอบธุรกิจได้มากขึ้น มีทรัพย์สิน่น คอนโด ที่ดินเพื่ออยู่อาศัยในจำนวนจำกัดได้ เช่าทรัพย์สินระยะยาวได้ ซึ่งในทัศนะของพวกค่อนเสรีนิยมอย่างผม ย่อมเห็นเป็นเรื่องดีทั้งนั้น ยังคิดว่าดีไม่พอด้วยซำ้ น่าจะเปิดให้มากกว่านี้ หรือเปิดหมดเสียด้วยชำ้ ผมนึกไม่ออกว่า นายทุนไทย กับนายทุนต่างชาติ เศรษฐีไทย กับเศรษฐีต่างชาติ จะดีเลวต่างกันอย่างไร ถ้าฝรั่งมาแย่งกว้านซื้อที่ดินเกษตร ชาวนาชาวสวนก็ย่อมขายได้ราคาดีกว่ามีเจ้าสัวไทยไม่กี่คนที่กว้านซื้ออยู่ดี (จะแก้ต้องไม่ให้กว้านทั้งหมด) ถ้าฝรั่งจะมาแย่งซื้อคอนโดหรู(ผมไม่เห็นเขาแย่งซื้อแฟลตดินแดงนี่ครับ)ก็มี แค่เศรษฐีไทยที่เดือดร้อนต้องซื้อแพงขึ้น แต่คอนโดที่ค้างคาก็ได้สร้างต่อ มีการจ้างงาน มีกำไรไปจ่ายพนักงานเพิ่ม ถ้ามาซื้อกิจการคุณภาพของก็มักจะดีขึ้น ประสิทธิภาพเพิ่ม เทคโนโลยี่ทันสมัย ลูกจ้างเก่งขึ้น รวยขึ้น ขอยกตัวอย่าง บล.ภัทร ที่ต้องขายให้ฝรั่ง เพราะบริษัทแม่ไม่รอด พอเปลี่ยนเป็น Merrill Lynch ทุกคนดีขึ้นเก่งขึ้น ได้เรียนรู้มากมาย ผมถึงกับใช้คำว่า “มิน่าล่ะ มันถึงครองโลก” ที่สำคัญรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว นี่ถ้าไม่มีวิกฤติพวกเราก็คงจะยังโง่งมงายอยู่เหมือนเดิม เพราะไม่ได้โอกาสที่จะเรียน จะรู้

กฎหมายกลุ่มที่3 มีอยู่ฉบับเดียว คือพรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ที่เอื้อให้การแปรรูปเป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่ได้บังคับให้แปรรูปแต่อย่างใด เพราะการแปรรูปถือเป็นนโยบายสำคัญมาตั้งแต่แผนพัฒนาฯฉบับที่ 5 เพียงแต่ไม่ค่อยทำ เพราะมันขัดผลประโยชน์ผู้มีอำนาจ ก็เลยให้มีกฎหมายให้ทำได้สะดวก การแปรรูปฯเลยถูกตราหน้าว่าเป็นการขายชาติ NGO พวกประชาสังคมพากันค้านหัวชนฝา กรีดเลือดค้าน เข้าทางพวกนักกินเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรื่องแปรรูบรัฐวิสาหกิจนี้เป็นเรื่องยาว มีประโยชน์มาก ผมต้องขอแยกไว้ว่ากันวันหน้า ใน 30 ปีที่ผ่านมามีการแปรรูปกว่า 30,000 รายการ ใน120 ประเทศทั่วโลก ไม่รู้ว่ามันจะตั้งหน้าตั้งตา “ขายชาติ” กันอย่างทั่วถึง ทุกมุมโลกได้อย่างไร

กฎหมายฉบับสุดท้ายเป็นเรื่อง ประกันสังคม ปรับปรุงการคุ้มครอง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ผู้เอาประกัน ถูกรวมมาเป็นกม.ขายชาติได้อย่างสุดมั่ว ไม่เกี่ยวกันเลย ไม่รู้ว่าผู้ประท้วงกลัวว่า 10 ฉบับมันดูน้อยไป หรือไปดูหมอมาว่าต้องเลข11

โดยรวมผมค่อนข้างมั่นใจว่ากม.ทุกฉบับเป็นเรื่องดี อย่างน้อยดีขึ้น ผมกลับคิดว่าเราต่อรองมากไปเสียด้วยซำ้ เลยยังไม่ได้มาตรฐานสากล เช่น ลูกหนี้ยังมีอำนาจต่อรองมากเกินไป เอาเปรียบเจ้าหนี้(โดยเฉพาะรายย่อย)ได้มาก คนคิดว่าเจ้าหนี้ได้เปรียบลูกหนี้ แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม มีหลายรายที่ลูกหนี้สามารถใช้เทคนิคกฎหมายร่วมมือกับเจ้าหนี้ใหญ่ ทำให้เจ้าหนี้ย่อยเสียหายกว่าครึ่ง โดยที่ผู้ถือหุ้นยังเหลือเป็นหมื่นล้านบาท กระบวนการก็ยังล่าช้า ยื้อได้เป็น 10 ปี ยึดทรัพย์ก็ร่วม5ปี ล้มละลายแค่3ปีก็พ้น มีการlobby กันวุ่นวายทุกขั้นตอน ทั้งการร่าง วุฒิสภา สื่อ ฯลฯ (แถมมีการนินทาหนาหูว่าลูกหลานของผู้มีส่วนสำคัญในการยกร่าง ประกอบอาชีพรับแก้หนี้ รวยปลิ้น) ในเวลานั้น NPL ทั้งระบบร่วมครึ่ง ในทางการเมืองพอรับได้ เพราะต้องprotect ตามสมควร แต่ผลข้างเคียง ทำให้ต้นทุนตัวกลางการเงินสูงขึ้น และการเข้าถึงทรัพยากรของSMEs และรากหญ้าเป็นปัญหา มาวันนี้ น่าจะยกขึ้นมาปรับปรุงได้แล้วครับ เพราะNPL เหลือไม่ถึง5% ไปคุ้มครองโดยต้นทุนของทั้งระบบ มันไม่คุ้มครับ (อีกและ รายละเอียดขอว่ากันวันหน้า)

นอกจากเรื่องกม.ขายชาติ มีมาตรการอีกสองด้านของIMF ที่ถูกโจมตีมาก ซึ่งเขาก็ยอมรับว่าพลาดและปรับปรุงไปในภายหลัง คือเรื่อง วินัยการคลัง และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเรื่องไม่ได้ตั้งใจให้แย่ แต่พระเอกดันเผลอเดินสะดุดขา แถมเอาศอกกระทุ้งเข้าเบ้าตานางเอก ทำเอาตาเขียว แต่ก็หอมแก้มขอโทษโดยการrelaxมาตรการเข้มข้นต่างๆลงอย่างรวดเร็วหลังจาก เสถียรภาพกลับมา

วันนี้เขียนยาวอีกแล้ว อ่านทวนดูรู้สึกว่าไม่ค่อยมัน สงสัยเรตติ้งจะตกเยอะครับ

ตอนหน้าพระเอกชุดสุดท้าย(พวกไทยรักไทย) จะออกโรงเพื่อมาฟื้นฟู (รวมทั้งฟื้นฝอย) แล้วก็คงจะสรุป บทเรียนเป็นตอนอวสานเสียที นอกจากเรตติ้งจะยังดีมีแฟนเรียกร้อง ก็อาจขยายเป็นสองตอนนะครับ

ตอนที่ 6

วิกฤติ”้้ต้มยำกุ้ง”…… ภาคที่6

สร่างไข้….ฟื้นฟูกำลัง (เล่าเมื่อ 13กค.2556)

หลังจากให้ยาแรงหลายๆขนาน เศรษฐกิจไทยก็เริ่มตั้งหลักได้ สถาบันการเงินมั่นคงขึ้น ที่แย่รัฐเข้าจัดการ ค่าเงินมีเสถียรภาพ ไม่หวือหวา ภาคการส่งออกเริ่มฟื้นตัวโดยเฉพาะพวกที่ใช้แรงงาน และ local content เป็นต้นทุนหลัก เพราะต้นทุนลดตั้ง 40% พอแก้ปัญหาการเงิน ออกจากNPLได้ก็ไปโลด จนปี2542 ศก.กลับมาโตได้4.4%ในปี2542 และ4.8% ในปี43 หลังจากติดลบ 1.4% และ10.5% ในปี40และ41

ก่อนจะเข้าฉากฟื้นฟูต่อมีคนอยากให้ลงรายละเอียดฉากที่พระเอกIMF ถองหน้านางเอกไปสองที ว่าที่เล่าคราวที่แล้วน้อยไปหน่อย ไม่สมกับเป็นฉากบู๊ดุเดือด ที่ด่ากันมาตั้งสิบกว่าปี เค้าหาว่าผมซูเอี๋ยช่วยพระเอก

เรื่องแรกคือ นโยบายการคลัง(fiscal policy) ซึ่งIMF เลือกให้ยาแรง คือกำหนดให้ไทยต้องเกินดุลงบประมาณในปีงบฯ 2540/41 ทันที 1%ของGDP ทั้งนี้เพราะเหมือนเป็นสูตรสำเร็จ เนื่องจากวิกฤตในประเทศกำลังพัฒนาก่อนหน้านี้มักเกิดจากความไร้วินัยการ คลัง(ฟังดูคุ้นๆกับปัจจุบันไหมครับ) ถึงแม้ของเราไม่ใช่ วิกฤติเกิดในภาคเอกชน แต่ก็เกิดการเป็นห่วงว่าเงินที่รัฐต้องใช้เพื่อแก้ระบบการเงินอาจมากมายเสีย จนหนี้สาธารณะอาจจะพุ่งพรวด (โชคดีที่ตลาดทุนมาช่วยแบ่งเบาภาระไปเยอะ) ซึ่งถ้าเกิดFiscal Crisis(แบบที่กรีซกำลังเจอนั่นแหละ) ซำ้ขึ้นมาอีกICU ก็จะเอาไม่อยู่ ลองคิดดูซีครับ ศก.ก็หดตัว ภาษีก็เก็บได้น้อยลง ยังบังคับให้เกินดุลงบประมาณ รัฐก็เลยต้องรัดเข็มขัดเต็มที่ ไม่สามารถกระตุ้นศก.ได้เลย ทำให้หดตัวแรงกว่าที่ควร แต่พอเห็นว่าเอาอยู่ หนี้ไม่ไหล เขาก็ยอมให้ขาดดุลได้ 5.5% ในปีงบฯ41/42 และอีก 5% ในปี42/43 ถ้ามองอีกมุมเหมือนเค้าให้เราใส่เข็มขัดนิรภัยนั่งรถ พอไม่เกิดอุบัติเหตุ เราก็ด่าแม่เขาว่าทำให้อึดอัดเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์

เรื่องที่สอง คือเรื่องอัตราดอกเบี้ย หลังวิกฤติอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสวนทางกับค่าเงินที่ลดลง(เป็นสูตร ตายตัวอยู่แล้ว ) เงินเฟ้อสูงขึ้นไปถึงกว่า10% ใ่นช่วง พค.-มิย. 41 แล้วค่อยๆลดลงตามเสถียรภาพค่าเงิน เป็นสูตรอยู่แล้วที่ถ้าเงินเฟ้อสูงก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยไปสู้ อีกอย่างถ้าดอกเบี้ยสูงหวังว่าเงินจะไม่ไหลออก แต่ผู้เชี่ยวชาญบางฝ่ายก็คิดว่า เงินเฟ้อเป็นเรื่องของcost push ขึ้นไม่ขึ้นดอกเบี้ย demandก็แทบไม่มีอยู่แล้ว เงินไหลก็ไม่เกี่ยว เพราะให้ราคาเท่าไหร่เขาก็จะเอาคืน ที่ไหลได้ไหลไปหมดแล้ว ที่เหลือไม่มีจ่ายไม่มีให้ไหล ในที่สุดเถียงกันอยู่นาน ก็ยอมลดดอกเบี้ยจากMLR15.5% ตอนกค.41 เหลือ11%ตอนปลายปี 41 และเหลือ8% ปลายปี42 แต่นั่นแหละครับดอกเบี้นสูงอยู่กว่าปีก็ทำคนเดือดร้อนกันทั่ว

ซึ่งทั้งสองเรื่องคุณNeiss พระเอกหัวเกรียนหัวหน้าทีมIMF ก็ยอมรับในภายหลังว่าอาจจะเป็นยาแรงไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาชั่วอย่างที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ก็แหมจะให้พระเอกเป็นอย่างSuper Man ในหนัง ทำอะไรก็ถูกก็เป๊ะไปทั้งหมดได้อย่างไร พวกวิจารณ์มันง่ายกว่าเยอะ เข้าทำนอง “รู้อะไรไม่เท่า รู้งี้”

ขอตัดฉากชะแว้บเข้าสู่บรรยากาศเลือกตั้งต้นปี 2544 หลังจากที่ทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ภาวะสงบ ศก.โตได้ รวม 9.2%ในสองปี 42-43 แต่เทียบกับลบไป12%ก่อนหน้า ชาวประชาต้องกัดลูกปืนกันเลือดกลบปากทั่วหน้า ย่อมไม่เป็นที่นิยมชอบ ยิ่งสังคมนี้เป็นสังคมที่เกิดอะไรขึ้น มีความลำบากเกิดขึ้นก็พร้อมที่จะโทษคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง รัฐบาลชวน2 โดนแรงกดดันจนต้องยุบสภาฯปลายปี 43 แล้วจัดเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540ครั้งแรกเมื่อ 6มค.2544 แล้วก็เป็นไปตามคาด คือฝ่ายรัฐบาลเดิมแพ้ยับ ปชป.ได้รับเลือกแค่129 คน พรรคใหม่ไทยรักไทยคว้าแชมป์ได้250 จาก500 ครึ่งหนึ่งเป๊ะๆ เลยได้เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล

เรื่องนี้ทำให้ระลึกถึงคุณปู่ Winston Churchillซึ่งเป็นสุดยอดวีรบุรุษสงคราม นำอังกฤษร่วมชนะสงครามโลกครั้งที่2 เมื่อเดือนเมย.1945 แต่กลับนำพรรคConservativeแพ้เลือกตั้งยับให้กับพรรคแรงงานเมื่อ July45 หลังจากนั้นแค่2เดือน ในอัตรา 197:393ที่นั่ง เกือบเท่ากับของเราเป๊ะ ต้องรอจนปี1951กว่าคุณปู่จะชนะกลับมาเป็นนายกฯได้อีกที ของเราปชป.ต้องรอกว่า7ปี จึงได้เป็นรัฐบาลอีกที หลังอุบัติเหตุในค่ายทหาร

ถ้าใครจำได้ สโลแกนไทยรักไทยก็คือ”คิดใหม่ ทำใหม่” ซึ่งเลียนมาจาก “New Deal” นโยบายเศรษฐกิจแบบKeynesianของประธานาธิบดี FDR ที่้พลิกฟื้นความตกตำ่ทางศก.จากGreat Depression ใ่นช่วงทศวรรษ 1930s พระเอกทั้งหลายตั้งแต่ นายกฯดร.ทักษิณ ทีมศก. ดร.สมคิด ดร.ทนง คุณพันธุ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ หมอมิ้ง หมอเลี๊ยบ และอีกหลายๆท่าน ต่างก็คิดก็งัดมาตรการต่างๆมามากมาย เพื่อกระทุ้งศก.ให้กลับมาเดินหน้าได้อีก ถึงแม้ศก.ในปี 2544 จะเติบโตแค่ ไม่ถึง 2% อันเกิดจากภาวะศก.โลก แต่หลังจากนั้นก็เติบโตได้เฉลี่ย ประมาณ 5% ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ได้สูงส่งน่าตื่นเต้นอะไร ค่อนข้างตำ่ด้วยซำ้สำหรับกลุ่ม Emerging Market
แต่ถามว่าทำไมถึงได้รับการตอบรับดีมากในวงกว้าง ชนะเลือกตั้งท่วมท้นทุกครั้งตั้งแต่นั้นมา

นโยบายและมาตรการของรัฐบาลทักษิณตลอด 5 ปี มีมากมายหลายร้อยอย่าง ซึ่งก็แน่นอนมีทั้งที่ผมชอบมาก ชอบน้อย เฉยๆ ไม่ค่อยชอบ ไม่ชอบเลย ไปจนถึงเบือนหน้าหนี ซึ่งก็เหมือนกับนโยบายทุกๆรัฐบาลแหละครับ ในที่นี้ผมจะเอ่ยถึงเฉพาะที่นึกได้และชอบเท่านั้น (ไม่ใช่เพื่อสอพลอใดๆหรอกครับ ไม่งั้นผมก็ต้องออกมาเทอดทูนเรื่องจำนำข้าวทุกวันไปแล้ว แต่เพื่อความเสมอภาคน่ะครับ)

เรื่องแรกที่จะชม ไม่ใช่เรื่องนโยบายหรอกครับ แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพของนโยบาย และการผลักดันให้นโยบายมีผลในทางปฏิบัติ ด้วยความเป็นนักบริหาร ทำให้สามารถบริหารจัดการให้กลไกราชการ ซึ่งด้อยประสิทธิภาพลงทุกวัน ลุกขึ้นมามีประสิทธิผลได้บ้าง (เรียกว่า จากห่วยมาก มาเป็น ห่วยน้อยหน่อย) ก็เลยทำให้เกิดผลได้ดีกว่าบริหารแบบนักการเมือง (เฮ้ย..ไอ้เตา…นี่เอ็งเล่นข้าราชการทีเดียวหลายล้าน กับนักการเมืองอีกหลายพันพร้อมกันเลยนะ โดนเอานิ้วดีดคนละทีเอ็งก็เละและ) นับว่าเป็นรัฐบาลที่มีประสิทธิผลที่สุุดหนึ่งตั้งแต่เป็นประชาธิปไตยเต็ม ใบ(เต็มรึยังหว่า…)ก็ว่าได้ ถึงจะรั่วเยอะไหลเยอะ แต่ประสิทธิผลเพิ่มก็พอชดเชยได้บ้าง

เรื่องที่ผมชอบมากที่สุด แน่นอนครับเป็นเรื่อง”หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ซึ่งถือเป็นนโยบายสาธารณะที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากเป็นการ redistribution (กระจายรายได้แล้ว) ยังเป็นประชานิยมสร้างสรรค์อีกด้วย คือ ไม่แค่กินแล้วถ่าย แต่ทำให้เพิ่มผลผลิต(เพราะสุขภาพแข็งแรง) และยังมีประโยชน์ด้านอื่นอีก เช่น พอไม่ต้องห่วงเรื่องสุขภาพ คนก็สามารถทุ่มให้การศึกษาบุตรธิดา(เสียดายที่ระบบการศึกษาเรารองรับได้ไม่ ดีพอ) และยังช่วยให้เกิดการเคลื่อนย้ายเข้าเมือง(Urbanization) ทำให้ Arthur Lewis Model เกือบจะwork เสียแต่มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาแทรก เลยทำให้dual track development ไม่ได้ผลเต็มที่ (วันหน้าคุยกันเรื่องนี้อีกที)

อีกเรื่องหนึ่งที่ดีในด้านredistribution ก็คือ ก่อนหน้านี้ งบประมาณมักกระจุกอยู่แต่ส่วนกลาง กลายเป็นว่าภาษีไม่กระจายให้รากหญ้า คุณถนอมศรี ฟองอรุณรุ่ง ทีมศก.ของภัทรฯ เคยจัดหมวดหมู่งบประมาณฯ พบว่า ใ่่นช่วง 5ปีของรัฐบาลทักษิณ มีการเพิ่มงบฯส่วนที่ไปสู่รากหญ้าจาก18% เป็น24% เรียกว่าเพิ่มปีละ กว่าแสนล้านบาทเลยทีเดียว เมื่อรวมกับเรื่องนอกงบอื่นๆเช่น เงินให้กู้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ที่เพิ่มกว่าห้าเท่าตัว (หลายแสนล้านบาท)ประกอบกับการกระจายอำนาจตามรธน.ใหม่ ทำให้ชาวรากหญ้าได้รับเพิ่มมากมาย…..เข้าใจถึงคะแนนนิยมแล้วยังครับ

เรื่องแปรรูปรัฐวิสาหกิจก็เป็นเรื่องสำคัญที่ถึงแม้มีนโยบายมาช้านาน แต่รัฐบาลนี้แหละครับที่ผลักดันได้สำเร็จเป็นรูปธรรม การนำปตท.เข้าตลาดเมื่อปลายปี 2544 นอกจากจะทำให้ปตท.ได้รับเงินก้อนสำคัญไปฟื้นฟูกิจการ และบริษัทในเครือโดยไม่ต้องรบกวนงบประมาณฯ ทำให้เจริญรุ่งเรืองมาถึงวันนี้ ยังเป็นการปลุกตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่แสนซบเซา ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง (จากindex 280 จนเป็น 1450 ทุกวันนี้) (เรื่องนี้ก็สร้างหนังเรื่องยาวได้อีกเรื่อง) การท่าอากาศยานก็เข้าตลาดฯได้เงินทุนไปสร้าง”สุวรรณภูมิ”จนเสร็จ เปิดเป็นศรีสง่าของประเทศ ถึงแม้จะสร้างแพงไปบ้าง ก็แค่ไม่กี่หมื่นล้านบาทเอง

ส่วนนโยบายใน “ทักษิโณมิกส์”อื่นๆก็มีที่ผมเห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง เห็นด้วยครึ่งเดียวบ้าง เอาที่ไม่ชอบบ้าง ส่วนใหญ่มักเป็นพวกที่แทรกแซงกลไกตลาด เอารัฐไปทำสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น Elite Card หรือพวกที่เลี่ยงบาลีหนี้สาธารณะ ที่ผมว่าแย่จนต้องเบือนหน้าหนีก็คือเรื่อง “กองทุนวายุภักษ์” ซึ่งกลายเป็นว่าเป็นการกู้ยืมของรัฐที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงที่สุด แถมเอาทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องจำนวนมากไปประกันผูกติด จนทำให้ขาด Policy Flexibilityไปอีกมาก เพียงเพื่อที่จะไม่ต้องนับเป็น “หนี้สาธารณะ” แถมตลาดทุนก็ไม่ได้ส่งเสริม เพราะผลตอบแทนดีเสียจนพวกธนาคารแย่งซื้อไปเสียหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสิ้นปีนี้ รัฐจะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับสารพิษตกค้างรายนี้ เลิกเสียเถอะครับ อย่าดันทุรังต่ออายุ หรือขยายตัว(ยิ่งแย่ใหญ่) ถึงแม้จะทำให้หนี้สาธารณะปูดเล็กน้อย (สงสัยต้องจัดเรื่องนี้เป็น หนังใหญ่อีกซักเรื่อง แค่ฉายตัวอย่างก็ดูสยองขวัญแล้ว แถมถ้าไม่เลิก รอบปฐมทัศน์ ผมจะออกบัตรเชิญคุณMoody’s กับคู่ของคุณ Standard&Poor มาชม… แล้วก็ถูกประณามว่าเป็นพวก”บ่อนทำลายชาติ” เหมือนพวกที่ออกมาเตือนเรื่องให้ระวัง ข้าวเน่า ข้าวเสีย)

สรุปว่า ในช่วง5ปีเศษ ของรัฐบาล “ทักษิณ” ประเทศไทยก็มีพัฒนาการฟื้นฟูมาตามลำดับ การเติบโตถึงแม้จะไม่น่าตื่นเต้นมากนัก แต่ในด้านการกระจายก็ดีขึ้นตามสมควร เสถียรภาพด้านต่างๆก็ดี ธปท. ก็สามารถกู้ความน่าเชื่อถือกลับมา ทำให้ระบบการเงินแข็งแรง ถึงแม้คุณชายเต่าพระเอกคนหนึ่งของผมจะโดนเตะกระเด็นออกจากวังบางขุนพรหม แล้วแทนที่ด้วยคุณชายคนใหม่ ก็ยังมีอิสสระในการดำเนินนโยบายได้ตามสมควร จนกระทั่ง 18ธันวาคมปี2549 สมัยขิงแก่แหละครับ ถึงจะโดนรัฐสั่งให้ออกมาตรการมหัศจรรย์ที่เกือบทำให้ตลาดหุ้นพังครืนทั้ง ตลาด(ก็คุณชายท่านย้ายไปเป็นรัฐนี่ครับ) เดชะบุญที่ท่านไม่ดื้อรั้น สั่งให้ธปท.(ที่เป็นอิสสระ)ยกเลิกมาตรการในวันรุ่งขึ้น เราถึงได้ยังมีตลาดหุ้นที่ยังเป็นสากลอยู่ทุกวันนี้ ผมชื่นชมนโยบายธปท.ในวันที่ 19 ธค. 2549 จริงๆอย่างไม่ประชดนะครับ เพราะนานทีจะมีผู้ใหญ่ที่เป็นลูกผู้ชาย ยอมกลับลำนโยบายเมื่อรู้ชัดว่าจะนำความเสียหายมาให้ (หวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าผู้ใหญ่ที่เป็นลูกผู้หญิงจะยอมกลับลำเรื่องนโยบาย จำนำข้าวเสียที เพราะชัดเสียยิ่งกว่าชัอแล้วว่า จะนำความเสียหายใหญ่หลวงมาให้) ถึงตอนนี้ เลยขอยกคุณชายอุ๋ยให้เป็นพระเอกอีกคน

ชักเลอะเทอะออกนอกเรื่องไปไกล ก็เลยขอปิดฉากเรื่องการฟื้นฟู ซะเลย พรุ่งนี้ น่าจะเป็นตอนอวสาน ว่าด้วยบทเรียนที่ประเทศไทย และพวกเรา ได้รับจากวิกฤติที่มีต้นทุนราคาแสนแพงในครั้งนี้

เขียนเสร็จเหลือบไปดูผลงานตอนที่แล้ว คนดูโหรงเหรงกว่าทุกตอนที่ผ่านมา แต่ถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องว่าต่อให้จบให้ได้นะครับ อ่านแล้วแวะมาคุยมาเถียงกันบ้างนะครับ

ตอนที่ 7

“อวสานต้มยำกุ้ง”
ตอนที่ 7 ….. ได้เวลา ฟินาเล่ เสียที (วันจันทร์ที่15 กรกฎาคม 2556)

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ ใช้เวลาตั้งแต่การเริ่มบ่มเพาะฟองสบู่ ในปี2534 ปีมะแมจนกระทั่งถึงจุดวินาศในปี 2540 และใช้เวลาแก้ไข ทั้งฟื้นฟู อีกร่วม 5ปี จนถึงปี 2545ปีมะเมีย ซึ่งผมถือว่าเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เพราะระบบการเงินเริ่มทำงานได้ดี ธนาคารเริ่มขยายการปล่อยสินเชื่อหลังจากที่หดตัวเข้ากระดองมานาน รวมระยะเวลา 12 ปี ครบรอบปีนักษัตรพอดี โดยผมใช้เวลาเรียบเรียงร้อยเรื่องราวความทรงจำเท่าที่มีมาเล่าให้ฟังร่วมสอง อาทิตย์

ใ่นช่วงที่เกิดวิกฤติ หลายคนรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เจ้าของกิจการจำนวนมาก ลำบากแทบเลือดตากระเด็น โดยเฉพาะ SMEs ผู้บริหาร พนักงาน รวมไปถึงแรงงาน ตกงานนับล้านคน จนทุกอย่างดูมืดมน บ้างก็กลับมายืนได้อีก บ้างก็ไม่สามารถกลับมาที่เดิมได้อีกเลย

แม้แต่คนที่เคยดีเคยแข็งแรง ไม่ได้รับผลกระทบตอนเกิดวิกฤติ แต่กลับได้รับผลกระทบเพราะกระบวนการแก้ไขก็มี ผมขอยกตัวอย่าง เพื่อนผมเป็นนักธุรกิจที่ดี ลงทุน 400 ล้านอย่างระมัดระวัง กู้เงินบาทจากสถาบันการเงินที่ดี ขณะที่คู่แข่งซึ่งประกอบกิจการเหมือนกัน ขนาดเท่ากันทุกอย่าง แต่สุรุ่ยสุร่าย ลงทุนปาเข้าไป 800 ล้านบาท เพราะยักยอกไปซื้อ Ferrari บ้าง ไปยัดเงินผู้บริหารบง.บ้าง กู้เงินดอลล่าร์ผ่านบง. พอเกิดวิกฤติ ตอนแรกคู่แข่งเจ๊ง หยุดชะงัก เพื่อนก็ดูเหมือนดี แต่สักพักคู่แข่งไปซื้อหนี้กลับมาได้แค่ 200ล้านผ่านกระบวนการปรส. เหลือต้นทุนแค่ครึ่งเดียว ตีกลับจนเพื่อนผมยับ รู้ยังครับ…ว่าทำไมเค้าถึงห้ามลูกหนี้เข้าซื้อหนี้ตัวเอง เพราะมันเป็น moral hazard ขั้นร้ายแรง แต่อย่างว่า จะให้คนอื่นซื้อก็ไม่มีใครกล้า เพราะพี่แกวางกับดักไว้เยอะ มาตรฐานCG ที่ตำ่ ทำให้การแก้ปัญหายากขึ้นหลายเท่า (เราถึงแก้อย่างประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้)

อีกตัวอย่างหนึ่ง Conglomerateไทยขนาดใหญ่มาก(ติดอันดับต้นๆของForbes Thailand) มีหนี้กับสบง.หลายสิบแห่ง พอเกิดวิกฤติถึงจะซวดเซ แต่ไม่ถึงกับแย่ แต่พอมีโอกาสที่จะไล่ซื้อหนี้ส่วนที่ติดกับปรส.ได้ ในราคาตำ่กว่าครึ่ง ก็เลยต้องกั๊กเงินสดทุกบาทไว้ซื้อหนี้ เลยเป็น NPL กับทุกสบง.ที่ดีที่ไม่ถูกปิด (จนเกือบทำให้ถูกปิดไปด้วย) ถามว่าท่านผิดไหมที่เป็น strategic NPL อย่างนี้ ตอบว่า ถ้าระบบ กระบวนการ กม.อนุญาติให้ทำได้ ก็ต้องทำ ไม่งั้นก็ไม่รับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น

เห็นไหมครับ การมีสถาบันที่ดี CGที่ดี กม.ที่ดี มีความสำคัญเพียงใด แต่นี่เราไม่มีสักอย่าง จะออกกม.ก็ถูกต่อต้านว่าขายชาติ แต่ปัญหาความหายนะก็อยู่ตรงหน้า ทิ้งไว้ก็ลงเหว จะแก้อย่างไรก็ไม่มีทางสมบูรณ์แบบ วันข้างหน้าก็ต้องมีคนมาด่ามาขุดคุ้ย ถึงความไม่สมบูรณ์ต่างๆ ส่วนเรื่องดีๆ เรื่องประโยชน์สังคมมักลืมไปหมด(ถ้าไม่ด่าซำ้ว่าน้อย ไม่พอ ไม่คุ้ม หรือไม่ก็มีคนมาเคลมไปว่า”เพราะกู”)

ยิ่งสังคมนี้มีกลุ่มคนที่ “เอาแต่ด่า”หาแต่ช่องที่จะติ จะว่าคนอื่นตลอดเวลา ไม่ยอมเข้าใจเงื่อนไขข้อจำกัด เอาแต่เรียกร้องโลกในอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริง ด่าแต่มักไม่มีข้อแนะนำข้อเสนอเสียด้วยซำ้ ทำอย่างกับว่าหาช่องด่าคนได้แล้วเราจะรุ่งเรืองซะอย่างนั้น คนดีที่รู้แกวเขาก็ไม่อาสา ไม่ยอมมาทำงานแก้ปัญหา มีแต่พวกอยากได้ประโยชน์กรูเข้ามา ผมเองขอสารภาพว่า ได้รับการทาบทามให้ไปช่วยทำโน่น ทำนี่ อยู่หลายครั้ง แต่หลังจากคิดหนัก ก็กลับไปปฏิเสธทุกครั้ง ด้วยเหตุผลตรงไปตรงมาว่า “ผมมีความเสียสละไม่พอ”

อย่างการแก้ปัญหาปรส.ถ้าจะให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างรวดเร็วโดยไม่มีช่อง ว่างรอยโหว่ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เอาพ่อของ Bill Gates มาร่วมกับพ่อของ Jack Welch ยังทำไม่ได้เลย ถึงตอนนี้ขอคารวะและให้กำลังใจแก่ คุณอมเรศ ศิลาอ่อน และคุณวิชชรัตน์ วิจิตรวาทการ ที่กำลังสู้คดีอยู่ อีกทีหนึ่งครับ อย่างคุณวิโรจน์ นวลแข เจ้านายของผม ไปลุยไปปลุกให้ธนาคารกรุงไทย ลุกขึ้นมานำร่องปล่อยสินเชื่อจนทั้งระบบตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ สุดท้ายก็ต้องใช้เวลาเป็นสิบปีมานั่งสู้คดีที่ไม่เห็นจะมีมูลเกี่ยวกับท่าน เลย (ที่ไม่ยกให้คุณวิโรจน์ เป็นพระเอกอีกคน เพราะท่านเป็นคนเดียวในหมู่พระเอก ที่ไม่เคยมองผมหัวจรดเท้าด้วยหางตา….เดี๋ยวคนจะหาว่าซูเอี๋ย)

ดังนั้นบทเรียนบทแรกที่ผมคิดว่าเราได้รับจาก “มหาวิกฤติ” ก็คือ “การไม่รู้คุณคน” ทั้งๆที่”ความกตัญญูรู้คุณ”ถูกพรำ่สอนตลอดมาว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด อย่างหนึ่งของความเป็นไทย มีองค์กรและผู้คนมากมาย ที่เสียสละทำงานอย่างหนัก กล้าเสี่ยงภัยทางกฎหมาย ทำให้เรากลับมาตั้งตัวเดินได้อีก แต่สุดท้าย ถ้าไม่ได้รับรางวัลเป็นคดีติดตัว ก็ถูกก่นถูกประณามอย่างไม่เป็นธรรม องค์กรอย่างIMF ที่ถูกก่อตั้งมากว่า50ปี มีวัตถุประสงค์และมาตรฐานการดำเนินงานอย่างชัดเจน ก็ถูกป้ายสีแต่งเรื่องเสียอย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีทางป็นไปได้ที่คนหลายพันคน หลายยุคหลายสมัยจะร่วมมือกันทำเรื่องอย่างที่ถูกป้ายสีได้ จนแม้ในหนังเขายังไม่นิยายเกินเลยขนาดนี้เลย(ถึงตอนนี้ผมหวังว่า ไม่ได้ก้าวล่วง “กูรู” ในfb หลายท่านนะครับ ขอให้ถือเสมือนว่าเป็นความเห็นต่างมุม มือใหม่อย่างผมไม่ค่อยมีใครฟังหรอกครับ)

เรื่อง”คนดีจะไม่กล้าอาสา”นี้ ส่งผลมาถึงทุกวันนี้ อดีตนายกฯท่านหนึ่ง (ไม่บอกว่าใคร และไม่บอกว่าสมาคมไหน) เคยปรารภกับผม(นานมาแล้ว)ว่า “เมืองไทยนี่แปลก พวกคนดีนี่เปราะ มีอะไรกระทบนิด กระทบหน่อยทนไม่ได้ ไขก๊อกตลอด ส่วนไอ้พวกคนเลว ให้ทำอะไรก็ทนได้ ให้ย้ายไปดูจับกังดูแรงงานก็ไป อดทนกลำ้กลืนได้” (อ้าวไหนว่าจะไม่บอกว่านายกฯอะไรไง แต่โปรดอย่าลืมคำว่านานแล้วนะครับ นานแล้วจริงๆไม่ใช่เดือนก่อน) นี่เป็นเรื่องอันตรายมาก ถ้าคนที่มาสาบานพรำ่พูดว่าจะมารับใช้ชาติ เหลือแต่พวกที่หวัง “รับไซ้ชาติ” ไม่นานชาติคงถูกไซ้จนเปลี้ย เหลือแต่กระดูกแน่

ปกติ วิกฤติขนาดนี้มักจะก่อให้เกิดการปฏิรูป(reform)ใหญ่ในหลายๆเรื่อง เช่นระบบการเงิน ระบบกม. ไปจนถึงระบบการบริหารจัดการ ๊ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้ระบบดีขึ้น พร้อมที่จะเดินหน้าได้อย่างแข็งแรงขึ้น เผชิญวิกฤติอนาคตได้ดีขึ้น ทั้งนี้เพราะเวลาพัฒนามา ย่อมมีการบิดเบือน บิดเบี้ยวบ้าง การปฏิรูปหมายถึงความเปลี่ยนแปลงที่มักจะไม่มีลักษณะ win-win (คำเพราะที่ถูกยกเพื่อไม่ต้องทำอะไรเลย หรือเมื่อต้องการเอาเปรียบ taxpayer) จะต้องมีผู้ได้รับผลกระทบบ้าง ซึ่งในเวลาปกติมักถูกต่อต้าน ทำได้ยาก เวลามีวิกฤติจะมีแรงผลักดันทำให้เกิด ก็มาตรการIMF ทั้งหลายนะแล่ะครับ ที่มุ่งหวังให้เกิดการปฏิรูปที่ดีขึ้นในระยะยาว แต่ก็อย่างที่บอก ถูกต่อต้าน ใส่ไคล้ป้ายสี จนทำได้ไม่ครบ หรือไม่ก็บิดเบี้ยว บิดเบือนไปไม่น้อย

สรุปว่าถึงจะมีการปฏิรูปบ้างหลายด้าน (ขอไม่ลงรายละเอียด เพราะมีรายงานการศึกษาหาได้ทั่วไป) ผมคิดว่าเราเสียโอกาสในการปฏิรูปไปไม่น้อย น่าเสียดายโอกาส จะภาวนาให้โอกาสแบบนี้กลับมาอีกไวๆ ก็ยังแหยงฝุดๆ เอาเป็นว่าชาติหน้าค่อยreformใหญ่แล้วกัน อยู่กันอย่างยื้อๆไปวันๆก่อน

ความจริงเมื่อเกิดวิกฤติใหญ่ขนาดนี้ มักเกิดความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า และนำไปสู่ความโกรธแค้นของฝูงชน เกิดการจลาจลวุ่นวาย แต่ในประเทศไทย แทบไม่มีความวุ่นวายใดๆ(social unrest)เลย ม็อบที่มีก็น้อยและมักเป็นเรื่องที่มีการเมือง หรือผลประโยชน์แฝง เช่นม็อบต่อต้านกฎหมายขายชาติที่จัดตั้งโดยกลุ่มวุฒิฯที่กลัวว่านายทุนจะ เดือดร้อน

เหตุผลที่ประเทศไทยไม่มีความวุ่นวาย และไม่จำเป็นต้องreformใหญ่ ก็สามารถกลับมาตั้งหลักได้ เพราะเรามีคุณสมบัติที่ดีหลายอย่าง เช่น

– สินค้าอุปโภค บริโภคที่สำคัญจำเป็น อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยาสำคัญส่วนใหญ่ และที่อยู่อาศัย เป็นสินค้าที่เรา ผลิตได้เองพอเพียงแทบทั้งสิ้น วิกฤติค่าเงิน ไม่ได้ทำให้เกิดการขาดแคลน หรือราคาขึ้นรุนแรง ใดๆ

– ลักษณะครอบครัวแบบไทย ที่ยังมีความผูกพันเกื้อหนุนกันในวงกว้าง ทำให้ช่วยกระจายแบกรับผลกระทบได้ดี การช่วยเหลือกันทำให้ไม่มีใครลำบากขนาดอดตาย แรงงานตกงานสามารถกลับชนบท และยังมีที่อยู่ อาหารสมบูรณ์

– สินค้า และผลผลิต อยู่ในลักษณะกระจายตัว ไม่พึ่งพิงอุตสาหกรรมใดมากเกินไป มีการกระจายที่ดี ทั้งเกษตร และอุตสาหกรรม และส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าปฐมภูมิ (ประโยชน์ของความไม่เจริญ) ทำให้เผชิญกับความผันผวนของศก.โลกได้ดี

– ตลาดคู่ค้าของเราก็กระจายตัวดี ไม่มีประเทศไหนมีสัดส่วนสินค้าส่งออกเกิน 20%

พอค่าเงินลด ต้นทุนของสินค้าส่งออกเราก็ลดหลายสิบเปอร์เซ็น เป็นเหตุผลหลักที่ศก.เราฟื้นตัวอย่างที่เรียกว่า export driven จากส่งออกแค่ 30% เป็นกว่า70% ของGDP น่าเสียดายที่เราหลงระเริงกับต้นทุนลด เลยละเลยที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จะเห็นว่า Total Factor Productivity เพิ่มน้อยมาก โดยเฉพาะธุรกิจไทย ทำให้เรากดค่าแรง และพอค่าเงินแข็งขึ้น (ยังสูงกว่าก่อนวิกฤติตั้งกว่า20%) เราก็โวยวาย

ผมขอสรุปว่า บทเรียนที่เราได้รับมีไม่มากนัก โดยเฉพาะในระดับโครงสร้างใหญ่ ในระดับไมโคร มีการเปลี่ยนแปลง โยกย้ายความมั่งคั่งบ้าง ประเทศเปิดมากขึ้น แต่คนรวย ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิม ความเหลื่อมลำ้กลับมากขึ้น (รายละเอียดในบทความเรื่อง”ความเหลื่อมลำ้ฯ” post เมื่อ 22 มิย.)

ในด้านระบบการเงินซึ่งถูกกล่าวหาเป็นจำเลยสำคัญ ได้รับการปฏิรูปอย่างมากจนแข็งแรง มีเสถียรภาพ (ผมมีความเห็นว่าการที่ธปท.มุ่งเสถียรภาพ at all cost ก่อให้เกิดต้นทุนต่อระบบมากไป…และเป็นข้ออ้างให้เปิดเสรีช้าลง) ธุรกิจธนาคารเข้มแข็ง และมีกำไรสูงมาก (ต้นทุนของระบบ.. ดีกับพวกผม) ภาคเอกชนมีฐานะการเงินแข็งแกร่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ถ้าเราจะเกิดวิกฤติอีก จะไม่เป็นแบบเดิม ในระยะอันสั้นไม่น่าจะมีวิกฤตที่เกิดจากเอกชน หรือจากตลาดการเงินอีก ถ้าจะมีวิกฤติน่าจะมาจากทางสังคม การแตกแยกวุ่นวาย หรือจากการเมือง หนี้สาธารณะก็ยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ นอกจากว่าจะมีพรบ.2.0ล้านๆ พรก.350,000ล้าน ขาดทุนจำนำข้าวปีละ สองแสนล้าน ต่อเนื่องไปทุกปี ถ้าอย่างนั้น ไม่กี่ปี ก็น่าจะได้ไปสมทบกับพวกPIGS ในยุโรป เอารสชาติต้มยำกุ้งเราไปทำ “ต้มยำาหมู”ให้ลือลั่น

เห็นทีจะต้องจบมหากาพย์ต้มยำกุ้งนี้เสียที นี่เป็นหนังสือเรื่องยาวที่สุดในชีวิตที่เคยเขียน. มีคนถามว่าผมรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร ขอตอบว่า ผมเป็นคนมีสันดาน”เสือกอ่าน เสือกฟัง เสือกรู้ เสือกเห็น” มาแต่ไหนแต่ไร เสร็จแล้วก็ยัง “เสือกคิด เสือกจำ” เลยเอามา”เสือกเขียน” โดยที่ไม่มีใครขอ ใครสั่ง แถมตังค์ก็ไม่ได้ แต่ก็ขอเตือนอีกนะครับว่าถึงจะรู้เยอะแค่ไหน ก็คงรู้ไม่ครบ ไม่หมด โปรดใช้วิจารณญาณให้มากก่อนที่จะเชื่อ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นความเห็น เป็นดุลยพินิจ เพราะผมมักได้ชื่อว่าคิดอะไรไม่ค่อยเหมือนคนส่วนใหญ่เสมอมา ยิ่งในบทสรุปยิ่งเป็นเรื่องความเห็นเสียเยอะ ใช้”กาลามสูตร”เข้าจับนะครับ

ผมเขียนเรื่องนี้ เพื่อบันทึกความทรงจำในเหตุการณ์ช่วงสำคัญที่ได้มีส่วนรู้เห็นบ้าง กับต้องการยกย่องเชิดชูบุคคลที่มีส่วนร่วมในการพลิกฟื้นสถานะอันยำ่แย่นั้น (ยืนยันอีกครั้งว่าไม่หวังสอพลอใคร…ซึ่งจะว่าไปทุกท่านก็ไม่อยู่ในฐานะที่ จะให้ได้ให้เสียผมได้เท่าไหร่) ส่วนถ้าจะกระทบใครบ้าง(ส่วนใหญ่เป็นคนที่หลงมาอ่านแหละ)ต้องกราบขออภัย และเรียนว่าไม่ได้มีอคติใดๆกับใครเลย เพียงหวังว่าจะเป็นประโยชน์ช่วยเสริมให้ ชีวิตนี้ ชาตินี้ อย่าต้องกลับมาเขียน มาเล่าเรื่องวินาศอย่างนี้อีกเลย …..อังกอร์ ฟินาเล่แค่นี้นะครับ

กับดักของความโลภ / วิบูลย์ พึงประเสริฐ

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในสัญชาตญานของมนุษย์คือความเสียใจ เราเสียใจเมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เราเสียใจเมื่อผิดหวังหรือไม่ได้อะไรตามที่เราคาดหวัง เราเสียใจเมื่อถูกดุด่าว่าตี บางครั้งเราเสียใจจากการขาดทุนในการลงทุน มีการวิจัยพบว่าการขาดทุนนั้นมีมูลค่ามากกว่าการได้กำไร เช่น การซื้อหุ้นแล้วขาดทุน 1 แสนบาทนั้นจะทำให้เสียใจมากกว่าความสุขจากการได้กำไรจากหุ้น 1 แสนบาท แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือว่าบางครั้งเราขายหุ้นบริษัทหนึ่งที่ถืออยู่ไปทั้งหมดและทำกำไรได้แล้ว แต่ปรากฏว่าราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่เราขายไป เรากลับรู้สึกว่าขายเร็วเกินไปและมีความสุขลดลงทั้งๆที่การขายนั้นทำกำไรให้เราแล้ว เรียกว่าขาดทุนกำไรหรือภาษานักเลงหุ้นเรียกว่า”ขายหมู”

ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับการลงทุนในตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ทำให้เกิดอารมณ์เสียใจเช่นนี้ได้ อย่างเราขายที่ดินที่ถืออยู่หนึ่งแปลงออกไปหรือขายคอนโดที่ซื้อมาในราคาที่ได้กำไรมากพอสมควร เรารู้สึกมีความสุขมากที่ทำกำไรได้ แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานเราได้ยินมาว่าที่ดินข้างๆหรือคอนโดห้องข้างๆขายไปในราคาที่สูงกว่าเรามาก ปรากฏว่าความสุขที่ได้จากการทำกำไรกลายเป็นความเสียใจที่รู้สึกว่าขายที่ดินหรือคอนโดนั้นไปในราคาที่ต่ำเกินไป

ความเสียใจนั้นจะกลายมาเป็นความโลภ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ถ้าได้กำไรจากการขายหุ้นไปแล้วมักจะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น และคิดว่าคราวที่แล้วซื้อหุ้นน้อยไปหน่อย ถ้าซื้อหุ้นจำนวนมากๆก็ได้กำไรมากกว่านี้หลายเท่า คิดได้ดังนั้นจึงกลับไปเข้าไปซื้อหุ้นใหม่แบบมั่นใจสุดๆด้วยจำนวนเงินที่มากกว่าเดิม แต่สุดท้ายตลาดหุ้นในช่วงที่ได้กำไรง่ายๆนั้นมักเป็นช่วงปลายของตลาดกระทิงที่ร้อนแรง การเข้าซื้อหุ้นแบบมั่นใจในคราวนั้นกลายเป็นหายนะของการลงทุน บางครั้งกำไรที่ได้มากลับหายวับไปกับการซื้อหุ้นครั้งนั้น แถมอาจจะต้องขาดทุนมากขึ้นไปเสียอีก สถานการณ์เช่นนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น”กับดักของความโลภ”

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ในอดีตเราจะเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มามาก ไม่ว่าจะเป็นในตลาดหุ้นไทยหรือต่างประเทศ อย่างประเทศไทยในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เคยมีข่าวนักลงทุนนำปืนจะไปยิงตัวตายที่ตลาดหลักทรัพย์เพราะขาดทุนจากการซื้อขายอย่างมากในช่วงลอยตัวค่าเงินบาท ในอดีตหลายร้อยปีที่แล้ว ในปี ค.ศ. 1720 เซอร์ไอแซค นิวตัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะด้านการคำนวณของโลกและเป็นนักฟิสิกส์ที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น ถือหุ้นของบริษัทเซาส์ซี (South Sea Company) ซึ่งเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในอังกฤษ นิวตันได้ตัดสินใจขายหุ้นบริษัทนี้ออกไปโดยได้กำไรถึง 100 เปอร์เซนต์รวมเป็นเงิน 7,000 ปอนด์ อย่างไรก็ตามในอีกไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อนิวตันถูกครอบงำโดยกับดักของความโลภและความบ้าคลั่งแบบสุดขั้วของตลาดหุ้น เขาเห็นคนอื่นๆที่ยังถือหุ้นอยู่มีกำไรมากขึ้นโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้เพราะเขาขายหุ้นออกไปหมดแล้ว สุดท้ายเมื่อตลาดเข้าขั้นฟองสบู่ คนถือหุ้นบริษัทนี้ร่ำรวยกันถ้วนหน้า นิวตันตัดสินใจกลับเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทเซาท์ซีอีกครั้งในระดับราคาที่สูงกว่าเดิม จากนั้นฟองสบู่หุ้นเซาส์ซีก็แตกเมื่อข่าวต่างๆที่บริษัทออกมาบอกนั้นเป็นเรื่องโกหกแทบทั้งหมด ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว นิวตันคัตลอสไปในราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อมามากซึ่งเป็นผลให้เขาต้องขาดทุนมากกว่า 20,000 ปอนด์ (คิดเป็นเงินกว่า 3 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ เขาจะห้ามไม่ให้ใครพูดว่า “เซาส์ซี” ให้เขาได้ยินเป็นอันขาด และถึงกับบอกว่า “ข้าพเจ้าสามารถคำนวณการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุในท้องฟ้า แต่ไม่สามารถพยากรณ์ความบ้าคลั่งของฝูงชนได้”

สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น ถ้าจะไม่ให้ตกอยู่ภายใต้”กับดักของความโลภ”แล้วนั้นควรศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุนให้มาก การทำกำไรจากตลาดหุ้นแต่เมื่อเห็นคนอื่นกำไรมากกว่ากลับรู้สึกเสียใจนั่นเป็นเพราะเราไม่สามารถจัดการกับสัญชาตญานของเราเองได้ นักลงทุนที่มีความสุขจากการลงทุนมักไม่เปรียบเทียบผลตอบแทนของตนเองกับผู้อื่นและมีความพอใจในสิ่งที่ตนได้รับรวมทั้งยินดีกับคนอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่า ใครทำได้เช่นนี้ก็ไม่มีคำว่าต้องเสียใจเมื่อขายหมู

โศกนาฏกรรมของ โกเว็กซ์ (GOWEX)/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

บริษัทที่เคยมีมูลค่าตลาดถึง1,900 ล้านยูโร หรือประมาณ 82,000 ล้านบาท ล้มละลายได้อย่างไร ?

ท่านที่สนใจติดตามหุ้นในตลาดต่างประเทศ อาจจะได้รับทราบข่าวบริษัทผู้ให้บริการไวไฟ (WiFi) ที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน“บริษัทเข้าใหม่ที่ดีที่สุด”ในกลุ่มของบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม จากสมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์ยุโรปและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ยุโรป เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2556 ที่ผ่านมา ต้องถูกให้หยุดพักการซื้อขาย และยื่นขอรับการคุ้มครองจากเจ้าหนี้ภายใต้กฎหมายล้มละลายในเดือนกรกฎาคม ของปีนี้

บริษัทที่มีชื่อเต็มว่า Let’s Gowex S.A. จดทะเบียนก่อตั้งในสเปนเมื่อปี 1999 ประกอบธุรกิจหลักสองด้านคือ พัฒนา บริหาร และหาช่องทางธุรกิจในตลาดโทรคมนาคม รวดถึงให้บริการบรอดแบนด์ บริการเน็ตเวอร์ค และจัดการ Voice Over IP กับอีกด้านหนึ่งคือการให้บริการไวไฟ (WiFi) แก่เมืองต่างๆ เช่น นิวยอร์ค ปารีส มาดริด ไมอามี

บริษัทโกเว็กซ์ เสนอขายหุ้นต่อประชาชนและเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาด Mercado Alternative Bursatil (MAB) ซึ่งเป็นตลาดทางเลือกของสเปน(ที่มีหุ้นขนาดเล็กกว่าที่จดทะเบียนในตลาดหลัก) ในปี 2010 ใช้สัญลักษณ์ในการซื้อขายว่า GOW โดยในภายหลังก็เข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาด EURONEXTของฝรั่งเศส ใช้สัญลักษณ์ ALGOW

เรื่องที่เกิดขึ้น เกิดอย่างรวดเร็วมาก ภายหลังจากบริษัท ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช ซึ่งเป็นบริษัทช็อตเซลล์ คือทำการวิเคราะห์เพื่อทำการขายช็อต (วิเคราะห์ว่าหุ้นของบริษัทไหนมีราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเห็นแล้วก็จะยืมหุ้นจากผู้ลงทุนอื่นมาขายก่อน เมื่อราคาตกลงไปจึงซื้อเพื่อนำมาส่งมอบคืนให้ โดยได้กำไรจากส่วนต่าง) ได้ออกมาฟันธงในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ว่า หุ้นของบริษัทเล็ตสโกเว็กซ์ (ขอเรียกสั้นๆว่าโกเว็กซ์) ควรจะมีมูลค่าเป็นศูนย์ เพราะบริษัทมีรายได้ปลอมถึง 90% ของที่รายงาน หรืออีกนัยหนึ่งคือ บริษัทรายงานรายได้สูงกว่ารายได้จริงถึง 10 เท่า

สองวันหลังจากเผยแพร่ข้อมูลนี้ออกไป ราคาหุ้นของบริษัทโกเว็กซ์ ตกลงไปถึง 60%

โดยเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทคือนาย เฮนาโร กราเซีย มาร์ติน (Jenaro Gracia Martin) ได้เรียกประชุมพนักงานทั้งหมด และบอกว่ารายงานของบริษัทช็อตเซลล์ผิดพลาด เขารับประกันว่าบริษัทโกเว็กซ์จะไม่ล้มหายตายจากไป เขาโวยวายจนผู้กำกับตลาดหลักทรัพย์ของสเปนต้องสอบถามไปยัง กลต.ของสหรัฐและอังกฤษว่าก็อตแทม ซิตี้รีเสิร์ช มีที่มาเป็นอย่างไร

หุ้นของบริษัทโกเว็กซ์ถูกห้ามซื้อขายตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม และ นาย กราเซีย มาติน วัย 46 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาออกจากบริษัทในวันที่ 5 กรกฎาคม โดยคณะกรรมการของบริษัทแจ้งว่า นาย กราเซีย มาร์ติน เป็นผู้รับผิดชอบต่อเรื่องทุกๆเรื่องแต่เพียงผู้เดียว

นายกราเซีย มาร์ติน ได้สารภาพความจริงในวันที่ 6 กรกฎาคม และบริษัทได้ยื่นขอขอรับการคุ้มครองจากเจ้าหนี้ภายใต้กฎหมายล้มละลายในวันเดียวกัน

จากคำให้การที่นายกราเซีย มาร์ตินให้ต่อศาลนั้น เขาได้เริ่มทำบัญชีหลอกมาตั้งแต่ปี 2005 โดยใช้บริษัทที่บุคคลใกล้ชิด เช่น ภรรยา แม่บ้าน หรือ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน เป็นกรรมการ มาทำรายการเป็นลูกค้าของบริษัท เพื่อให้บริษัทมีรายได้สูงๆ และก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช ก็ประมาณการถูกต้องค่ะ ว่า 90% ของลูกค้าและรายได้ที่บริษัทรายงานนั้น เป็นรายได้ที่สร้างขึ้นมาเอง

เมื่อสอบถามเมืองต่างๆที่บริษัทอ้างว่าได้ว่าจ้างให้บริการ WiFi ในเมือง ก็พบว่า ในบางเมือง เช่น บัวโนส แอเรส ของอาร์เจนติน่า บริษัทโกเว็กซ์ได้ไปติดต่อจริง แต่ไม่ได้บรรลุข้อตกลงใดๆ แต่โกเว็กซ์ให้ข่าวว่า ได้เซ็นสัญญามูลค่า 12 ล้านยูโรกับเมืองบัวโนสแอเรสแล้ว

กรณีกรุงปารีสและแมดริด ก็พบว่า บริษัทจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับเมืองเหล่านั้น เพื่อขอโฆษณาชื่อบริษัทในรถไฟและรถบัสประจำทาง ทั้งสองเมืองไม่ได้ซื้อบริการไวไฟกับบริษัทแต่อย่างใด

ส่วนเมือง Gerona และ Aviles ก็แจ้งว่า บริษัทจ่ายเงินให้กับเมืองเป็นค่าให้บริการไวไฟและจ่ายค่าโฆษณาบริการไวไฟด้วย

ในเอกสารที่บริษัทโกเว็กซ์แจกให้กับผู้สื่อข่าวในการเปิดตัวไวไฟของเมืองไมอามี เมื่อเดือนเมษายน 2557 บริษัทแจ้งว่า ไมอามีเป็นเมืองที่สามในสหรัฐอเมริกาที่ใช้บริการไวไฟของบริษัท ถัดจาก นิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก ซึ่งเมืองนิวยอร์คให้ข้อมูลกับ ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช ว่าได้ทำสัญญาจ้างมูลค่า 245,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.8 ล้านบาท) เพื่อให้บริการในบางส่วนของเมืองเท่านั้น

โกเว็กซ์ได้ใช้สัญญาจ้างบริการเหล่านี้ในการกู้เงินจากสถาบันการเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงจ่ายภาษีจากกำไรที่ไม่มีจริงด้วยค่ะ โดยในปี 2556 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้ไปถึง 10.6 ล้านยูโร (ประมาณ 456 ล้านบาท)

ถามว่าทำไมบริษัท ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช จึงกลายเป็นผู้ค้นพบความเท็จอันนี้ ตอบว่าเพราะบริษัทช็อตเซลล์ หากขายหุ้นไปแล้วราคาหุ้นไม่ตกลงไปตามที่คาด บริษัทก็ขาดทุน เพราะต้องไปซื้อหุ้นราคาสูงมาคืนให้กับผู้ที่ให้ยืมมาขาย ทีมงานวิเคราะห์จึงใช้เวลาถึง 8 เดือนในการวิเคราะห์หาข้อเท็จจริง รวมถึงเข้าพบและสัมภาษณ์ผู้บริหาร ไปพบลูกค้าของบริษัท รวมถึงพบคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และสงสัยว่า ทำไมบริษัทโกเว็กซ์ จึงมีกำไรในธุรกิจ hotspot WiFi ในขณะที่คู่แข่งเช่น iPass และ Boingo ขาดทุน

ท่านที่สนใจสามารถหาอ่านรายงาน 93 หน้าของ ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช ได้นะคะ เขาไม่ได้ทำรายงานขาย และไม่ได้มีใบอนุญาตที่ปรึกษาการลงทุนในประเทศใดๆ แต่ทำเพื่อใช้เองในการเข้าทำกำไรจากการซื้อขายและขายช็อตบริษัทต่างๆเมื่อมีมูลค่าไม่เหมาะสม ซึ่งคนทั่วๆไปมักจะมองว่าเป็นผู้ร้าย แต่ในความเป็นจริง การมีกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้ ช่วยให้ตลาดเกิดสมดุลมากขึ้นค่ะ หากนักลงทุนเหล่านี้ทำอย่างมีจรรยาบรรณ

อย่างไรก็ดี งานนี้ ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช กลายเป็นพระเอกในชั่วเวลาข้ามคืน เพราะแม้แต่กองทุนดังๆของโลกบางกองทุน ยังเข้าลงทุนในหุ้นของ โกเว็กซ์ เพราะเชื่อในเรื่องราวที่บริษัทเผยแพร่ ซึ่งก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช พบว่า ข่าวหลายอย่างที่เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แต่ข่าวที่เป็นภาษาสเปนไม่ค่อยมีกรณีเช่นนี้

หากสนใจ ตอนนี้ยังพอหาอ่านข่าวและเอกสารของบริษัทโกเว็กซ์ได้ และถ้าคลิกหา GOWEX WIFI ก็จะเห็นภาพโฆษณาสวยงามให้ download แอพพลิเคชั่น น่าตื่นเต้นเลยทีเดียว

คาดกันว่างานนี้ นายกราเซีย มาร์ติน คงจะต้องโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 10 ปี ในฐาน ตกแต่งบัญชี และใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายค่ะ

นำมาเล่าเอาไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า “ความจริงย่อมไม่ตาย”

บทเรียนจากเซลส์แมน โดย คนขายของ

เนื่องจากบทความนี้เป็นบทความแรก ที่ผมเขียนผ่านสื่อมวลชน ผมขอถือโอกาสนี้แนะนำตัว แก่ท่านผู้อ่านทั้งหลายก่อนนะครับ โดยปกติผมเขียนบทความลงในเว็ปไซด์ของ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (www.thaivi.org) ใช้ login name ว่า “คนขายของ” ที่ใช้ชื่อว่า “คนขายของ” นั้นเป็นเพราะว่างานแรกที่ผมได้รับเข้าทำงานนั้นคือตำแหน่ง “วิศวกรขาย (Sales Engineer)” หลังจบจากมหาวิทยาลัยทางด้านวิศวกรรมศาสตร์เมื่อปี 2537 หน้าที่ของผม คือการดูแลตัวแทนจำหน่ายหลายราย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ คนที่ผมต้องติดต่อด้วยจะเป็นเถ้าแก่ เจ้าของร้าน สมัยนั้นตำแหน่งงานวิศวกรขายมักไม่ค่อยมีใครนิยมสมัครกัน เพราะเห็นว่า เป็นงานที่ต้องถูกลูกค้าต่อว่า ต้องไปเที่ยวง้อลูกค้า ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่จบทางวิศวะมาเห็นว่าไม่ค่อย มีเกียรติเท่าไหร่ แต่สำหรับผม การเป็นพนักงานขายสินค้านี่แหละครับ ที่สอนพื้นฐานของการ ทำธุรกิจ ซึ่งต่อมาผมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ประเด็นหนึ่งที่ผมจำขึ้นใจ จากคำสอนของเถ้าแก่ท่านหนึ่งที่สอนผมคือ “ขายของได้ยังไม่เก่ง ถ้าเก่งต้องเก็บเงินให้ได้ด้วย” ตอนที่ผมทำอาชีพเซลส์แมนนั้น ผมได้เห็นเจ้าของร้านบางรายต้องปิดกิจการลง พร้อมด้วยหนี้สินรุงรังกับบริษัทในช่วงต้มยำกุ้ง ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเขาเหล่านั้น ไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าเขาได้ ทำให้เขาไม่มีเงินจ่ายซัพพลายเออร์ จากบทเรียนนี้เมื่อ ผมมาเป็นนักลงทุน ทำให้ผมให้ความสนใจ ต่อกิจการที่รับเงินสด เช่นพวกค้าปลีก, โรงพยาบาล และ ร้านอาหาร มากกว่าพวกกิจการ ที่ปล่อยสินเชื่อ เช่นกิจการธนาคารและลิซซิ่ง หรือ กิจการที่ต้องให้เครดิตยาวๆแก่ลูกค้าเช่น กิจการที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิด

ความเชื่อมั่นในกิจการรับเงินสดของผม ถูกตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกา ในช่วงวิกฤตนั้นดัชนี Dow Jones ได้ตกลงจากประมาณ 13,000 จุดในเดือนพฤษภาคม 2551 ลงมาเหลือ 6,626 จุดในไตรมาสแรกของปี 2552 หรือตกลงมาเกือบ 50% ในขณะที่หุ้น ของสถาบันการเงินสหรัฐเช่น CITIBANK ราคาหุ้นรูดลงจาก 230$ ลงมาเหลือแค่ประมาณ 10$ คือตกลงมา 95% แต่หุ้นค้าปลีกอย่างห้าง WALMART ตกลงมาแค่ 14% และ ร้านอาหารอย่าง McDonald’s ตกลงมา 13% ในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่เท่าที่ผมสังเกตุ ใช่ว่าต้องเป็นกิจการที่รับเงินสดอย่างเดียวถึงมีความมั่นคงผ่านวิกฤตมาได้ บางกิจการที่ได้รับเครดิตจากซัพพลายเออร์อย่างยาวนาน แต่สามารถเก็บเงิน จากลูกค้า ได้อย่างรวดเร็ว ก็สามารถฝ่าวิกฤตการเงินมาได้ เช่น กิจการอย่าง APPLE ซึ่งมีระยะ เวลาเก็บเงินจากลูกค้า 42 วัน เก็บของในสต๊อกแค่ 5 วัน แต่มีระยะเวลาจ่ายซัพพลายเออร์ยาวถึง 74 วัน (ข้อมูลปี 2014) ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แม้หุ้น APPLE จะลงมาประมาณ 50% พอๆกับดัชนี Dow Jones แต่ก็ไม่ถึงกับสาหัสเหมือนกลุ่มสถาบันการเงินดังที่กล่าวมาข้างต้น และเมื่อวิกฤตผ่านไป หุ้น APPLE ก็สามารถทำราคาสูงสุดใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

ถึงแม้กิจการที่รับเงินสดสามารถต้านทานวิกฤตการเงินได้ดีกว่ากิจการที่ต้องให้สินเชื่อ หรือ กิจการที่ต้องให้เครดิตยาวนานแก่คู่ค้า แต่การลงทุนในกิจการพวกนี้ตอนราคาสูงมากๆ ก็อาจไม่ใช่การลงทุนที่ดีเท่าไรนัก เช่นนักลงทุนที่ซื้อหุ้น WALMART ที่ราคา 69$ ตอนปลายปี 1999 เขาต้องรอถึง 12 ปีถึงจะได้เห็นราคานั้นอีก แต่ถ้าคุณซื้อหุ้น CITIBANK ตอนแย่สุดๆในปี 2009 ตอนนี้คุณคงได้กำไรเกือบหนึ่งเท่า ดังนั้นไม่ว่า ในแง่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจะแข็งแกร่งขนาดไหน “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” หรือที่เรียกว่า Margin of Safety ในภาษาอังกฤษ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุน ต้องจำให้ขึ้นใจก่อนตัดสินใจลงทุน

Creating a Knowledge Sharing Culture for All Investing Communities