ข่าวดีเศรษฐกิจไทย? /วีระพงษ์ ธัม

ประเทศไทยในเวลานี้เหมือนกับขาด “ข่าวดี” มาอย่างยาวนาน แทบจะพลิกหาข่าวดีไม่เจอในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ในวิกฤตย่อมเกิดโอกาส ในข่าวร้ายก็มีข่าวดีแฝงเสมอ ผมจะลองมองต่างมุมกับข่าวเศรษฐกิจไทย

การส่งออกที่ชะลอตัวอย่างมากในปีนี้ แท้จริงแล้วถ้าดูในรายละเอียด ส่วนที่ส่งออกลดลงอย่างมาก ก็เนื่องจาก “ราคา” สินค้าประเภทโภคภัณฑ์ที่ลดลงอย่างรุนแรง เช่น สินค้าเกษตร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน แต่สำหรับสินค้าบางอย่างเช่น รถยนต์ ก็แสดงให้เห็นตัวเลขที่เติบโต โดยเฉพาะหมวดรถกระบะซึ่งแสดงถึงความแข็งแรงของภาคยานยนต์ของไทย นอกจากนั้นในช่วงเวลานี้ ประเทศก็เริ่มแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมานาน เช่นการประมง การเกษตรที่มีประสิทธิภาพต่ำ นำมาซึ่งผลดีในระยะยาว ส่วนสินค้าหมวดอิเล็กโทรนิคโดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์หลังจากโดนผลกระทบมาโดยตลอดก็เริ่มตั้งตัวและหาพื้นที่เติบโตได้ ธุรกิจอาหารก็เริ่มสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการส่งออกแม้ฝืดไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นเครื่องจักรสำคัญที่กำลังผ่านช่วงปรับตัว

ในแง่การส่งออก “บริการ” เราทำได้อย่างโดดเด่น แม้ว่าตลาดรัสเซียจะหดตัวอย่างรุนแรงแต่ยอดนักท่องเที่ยวเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่นโรงแรม สปา บริการทางการแพทย์ ก็มีผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและกำลังเป็นพระเอกของประเทศในอนาคต ยังไม่นับธุรกิจ “โรงเรียน” ซึ่งผมเห็นแนวโน้มเติบโตโดยตลอด โดยเฉพาะธุรกิจโรงเรียนนานาชาติหรือภาคอินเตอร์ เรียกได้ว่าบริษัทจดทะเบียนไทยในหมวดบริการค่อย ๆ ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคหรือระดับโลกแล้ว

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีข่าวร้ายมาโดยตลอด ตั้งแต่ปีที่แล้วที่ตลาดต่างจังหวัดชะลอตัว และตลาดกรุงเทพฯ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมหดตัวอย่างรวดเร็ว ก็มีข่าวดีซ่อนอยู่ คือ การที่เราเริ่มเห็นนักลงทุนหรือผู้ซื้อจาก “ต่างประเทศ” เข้ามาซื้อคอนโดฯในประเทศไทยจำนวนมาก คอนโดฯบางแห่ง ถึงขั้น “ล็อคห้อง” ให้กับผู้ซื้อต่างชาติกันทีเดียว การที่เราสามารถส่งออก “ที่อยู่อาศัย” แสดงให้เห็นว่าเมืองหลัก ๆ ในไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นเมืองที่อยู่อาศัยระดับภูมิภาค กรุงเทพฯน่าอยู่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะภาครัฐและเอกชนช่วยกันมาโดยตลอด จุดสำคัญคือการดึงดูด “คน” ได้ คือพื้นฐานของการสร้าง “เมือง”

สำหรับการบริโภคในประเทศที่หดตัว สาเหตุหลัก ๆ คือการ “บริโภคเกินตัว” ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่กระแส “ผ่อน Iphone เครื่องแรก” “ผ่อนรถคันแรก” “ผ่อนบ้านหลังแรก” “ผ่อนทีวีจอแบนดูบอลโลก” “ผ่อนบัตรกดเงินต่าง ๆ” ทำให้หนี้ภาคครัวเรือนเราถีบตัวสูงขึ้นเร็วมาก แต่นี่คือช่วงเวลา “เรียนรู้” ของคนไทยในการก้าวจากยุค “นักออม” สู่ยุค “บริโภคนิยม” ตามกระแสโลก บทเรียนเรื่องการไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ เป็นบทเรียนที่สำคัญของคนไทยรุ่นลูกของ Baby Boomer แต่ในทางกลับกันผู้ที่เคยเรียนรู้บทเรียนนี้มาแล้ว อย่างภาครัฐ หรือภาคเอกชน ก็มีฐานะคงคลังและงบดุลที่แข็งแรงมาก เรามีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงอันดับต้น ๆ ของโลกทีเดียว

การลงทุนของไทยก็ชะลอตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่ถ้าดูดี ๆ แล้ว การลงทุนของ “ผู้เล่นรายใหญ่” ก็ไม่ได้ลดถอยลง การลงทุนใหญ่ ๆ ยังมีให้เห็นอยู่ พร้อม ๆ กับการลงทุน Mega Project ของภาครัฐ ซึ่งแม้จะช้าไปบ้าง แต่เราอย่าลืมว่าเราแทบไม่ได้จริงจังในการลงทุนเรื่องเหล่านี้มาเป็นสิบปี สนามบินอย่างสุวรรณภูมิก็ใช้เวลาสร้างหลายสิบปี ดังนั้นการคาดหวังให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นหลักเดือนก็คงเป็นสิ่งที่คาดหวังเกินความสามารถของประเทศ แต่ถ้าใน 2-3 ปีนี้เราเริ่มเห็นการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และนี่จะเป็น “อนาคตใหม่” ของประเทศไทย

สำหรับข่าวร้ายของเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีเข้ามาทุก ๆ วัน หากวิเคราะห์ดูแล้วนี่คือสิ่งที่โลกกำลังปรับตัว ประเทศในเอเชียซึ่ง “ทำงานหนักมาก” สมควรที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล รัฐที่อ่อนแอกว่าก็ควรจะปรับตัวถอยลง นี่คือธรรมชาติของระบบทุนนิยมที่มีการแข่งขันกันเกือบสมบูรณ์ เมื่อมีรัฐหนึ่งล่มสลาย ก็ต้องมีรัฐหนึ่งที่รุ่งเรือง รัฐที่รุ่งเรืองเร็วเกินไปก็ควรจะชะลอตัวลงบ้าง และประเทศที่เติบโตเร็วในอนาคตจะประกอบด้วยประเทศในเอเชียอยู่หลาย ๆ ประเทศ รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างกลุ่ม CLMV

สุดท้ายในแง่นักลงทุน นี่คือเวลาที่วิเศษ ตั้งแต่การจับจ่ายซื้อสินค้าก็ได้ราคา “ถูกมาก” เรียกได้ว่ามี Sales 50% แทบทุกอาทิตย์ หุ้นไทยก็ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะไม่ถูก แต่ถ้าเลือก “หุ้น” ให้ดี ก็เริ่มมีหุ้น Super Stock PE แค่ 20 เท่าต้น ๆ ให้เห็นแล้ว หลังจากที่ไม่ได้เห็นมายาวนานหลาย ๆ ปี เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือเวลาที่เราควรจะเริ่มเชื่อมั่นในพื้นฐานระยะยาวของประเทศและช่วยให้เศรษฐกิจไทยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ในที่สุด

สรุปความรู้งาน meeting VI เหนือตอนล่าง Jul 2015

โดย คุณ earthcu @ThaiVI

เนื่องด้วยมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Meeting VI เหนือตอนล่าง ในวันที่ 19 กรกฎาคม 58 ที่ผ่านมา จึงอยากจะสรุปความรู้ที่ได้จากงานครั้งนี้บางส่วนเผื่อเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนนักลงทุนท่านอื่นๆที่ไม่ได้มาร่วมงานนี้ครับ

1.ทัศนคติสำคัญที่สุดในการลงทุนและการควบคุมอารมณ์ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการลงทุน โดยนักลงทุนต้องพิจารณาให้ได้ว่าบริษัทไหนดีหรือไม่ดีแล้วส่วนที่เหลือคือเรื่องการควบคุมอารมณ์
การที่เราดูข่าวมากจนเกินไปหรือเฝ้าหน้าจอเยอะอาจจะทำให้นายตลาดเป็นส่วนหนึ่งกับตัวเรา ซึ่งการที่แยกตัวเราออกจากนายตลาดนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าสามารถทำได้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จ

2.การลงทุนนั้นสู้กันด้วยความคิด (เงินต้นนั้นอาจจะเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเท่าความคิด) ไม่ได้วัดกันที่หน้าตาของนักลงทุน สมองใช้เพื่อคิดว่าบริษัทไหนดีไม่ดี ส่วนใจมีไว้เพื่อควบคุมอารมณ์
นอกจากการวัดกันที่ความคิดแล้วนั้น การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นวัดกันที่ความขยัน รวมไปถึง passion ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหุ้น และรวมไปถึงการที่ต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ โดยต้องพยายามไม่ให้ความคิดของคนอื่นมีอิทธิพลต่อตัวเรา

3.การลงทุนนั้นไม่มีทางลัด อย่าไปคิดว่าการลงทุนแค่ 1-2 ปีจะทำให้เรารวยได้ โดยทั่วไปแล้วจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในระดับหนึ่งถึงจะทำให้เราประสบความสำเร็จ เช่น 10 ปี 15 ปีขึ้นไป
สำหรับคนที่ลงทุนในหุ้นปั่นนั้น อาจจะเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมความโลภของตัวเองได้ ทำให้ในบางครั้งตลาดอาจจะลงแค่ 10% แต่หุ้นปั่นบางตัวราคาอาจจะลงไปได้ถึง 70-80% ซึ่งอาจจะทำให้ขาดทุนอย่างหนักได้

4.Social media อาจจะทำให้เราไขว้เขวได้ ซึ่งการที่เราเล่น line หรือ facebook เยอะเกินไปทำให้เราอาจจะไขว้เขวรวมไปถึงเสียเวลาแทนที่จะไปใช้เวลานั้นในการศึกษาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน

5.Question อยากให้ช่วยแนะนำการควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจในช่วงตอนนี้
Ans. จริงๆแล้วไม่ควรใช้เฉพาะตอนนี้แต่ควรที่จะใช้ทั้งชีวิต สำหรับการควบคุมอารมณ์นั้น อย่ากลัวเกินไป อย่าโลภมากเกินไป พยายามยึดติดกับเหตุและผล ลงทุนหุ้นระยะยาว ซื้อหุ้นเหมือนซื้อบริษัท มีส่วนร่วมกับกำไรบริษัทมีส่วนร่วมกับปันผลของบริษัท ราคาหุ้นที่ขึ้นลงอาจจะทำให้ใจของเราไขว้เขว การผันผวนนั้นอาจะผันผวนเฉพาะราคาของหุ้น แต่มูลค่าหุ้นไม่ได้ผันผวนขนาดนั้น ซึ่งจะทำให้เรามีความกล้าในการถือหุ้นของบริษัท

6.พึงระวังการกู้เงินหรือการใช้ leverage คนที่เก่งมากมายก็เจ๊งเพราะการกู้เงินหรือการใช้ margin
ในบางครั้งเราอาจจะเห็นนักลงทุนบางท่านที่ success เพราะการใช้ margin ในการลงทุน แต่ในขณะเดียวกันก็มีนักลงทุนหลายท่านที่เจ๊งจากการใช้ margin เพราะคนที่ success ก็เสียงดังในขณะที่คนที่เจ๊งแทบจะไม่มีคนมาพูด ซึ่งทำให้อาจจะเกิดการสร้างแนวคิดหรือค่านิยมที่ผิดๆได้
นอกจากการลงทุนโดยใช้ margin แล้วนั้นพึงระวังการถือหุ้นเพียงบริษัทเดียวด้วยเพราะถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมากับบริษัทนั้นแล้วอาจจะทำให้เราเกิดการขาดทุนอย่างหนักได้ รวมไปถึงพยายามอย่าถัวเฉลี่ยหุ้น จนมีหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกิน 50%ของ port (จัด Port ต้องมี limit position)

7.คนที่บอกว่าขายหุ้นก่อนวิกฤติแล้วค่อยไปซื้อตอนช่วงวิกฤตินั้นพูดได้แต่แทบไม่มีใครทำได้ แต่คนที่ซื้อหุ้นของบริษัทที่เติบโตแล้วถือหุ้นไปจนประสบความสำเร็จมีฐานะร่ำรวยนั้นมีจริง ซึ่งเราต้องพยายามฟันฝ่ากับรอยดงเท้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นวิกฤติ sub prime หรือต้มยำกุ้ง แม้กระทั่งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่าง Warren Buffet นั้นกว่าจะมีวันนี้ได้นั้นหุ้นของบริษัท Berkshire ก็ลดลงต่ำกว่า 40-50% อยู่หลายครั้งกว่าจะมีวันนี้ได้

8.หลักการ VI
8.1หุ้นคือธุรกิจ (ซื้อหุ้นของบริษัทเหมือนเราทำธุรกิจ)
8.2สามารถประเมินมูลค่าบริษัทได้
8.3ซื้อหุ้นเมื่อมี Margin Of Safety (ถ้าเป็นไปได้อย่างน้อย 30%)
8.4พยายามแยกตัวเองออกจากความผันผวนของตลาด

9.การลงทุนดีไม่ดีส่วนหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่เราซื้อ เช่นหุ้น growth stock แต่ถ้าซื้อในระดับราคาหุ้นที่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าของบริษัทก็อาจจะทำให้เป็นการลงทุนที่ไม่ดีได้

10.ไม่จำเป็นที่ต้องซื้อหุ้นหรือถือหุ้นอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งนักลงทุนอย่าง Peter Lynch เองนั้นก็จะซื้อหรือถือหุ้นเมื่อมีความมั่นใจมากๆเท่านั้น ซึ่งข้อดีของหุ้นคือถ้าธุรกิจไม่ดีเราสามารถขายหุ้นบริษัททิ้งได้ในขณะที่ผู้ประกอบกิจการนั้นอาจจะทำไม่ได้

11.อย่ามีอคติ อย่าผูกพัน อย่ามีความรักต่อหุ้น พยายามใช้เหตุผล logic ในการลงทุนล้วนๆ
พยายามยึดติดกับ upside ของหุ้นที่เราคำนวณได้ ซึ่งอาจจะช่วยเราในการป้องกันการนั่งลงเลยป้าย (ถือหุ้นของบริษัทจาก% กำไรมากจนไม่กำไรหรือในบางครั้งขาดทุนได้)

12.การดูบริษัทในกลุ่ม leasing นั้นสิ่งแรกที่ดูคือ D/E ratio (อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน) ดูก่อนว่าถึง ceiling แล้วหรือยัง เช่นโดยทั่วไป bank D/E ratio สูงสุด 10-12 เท่า Leasing ที่ Bank backup D/E 5-6 เท่า Leasing ทั่วไป D/E อาจจะได้สูงสุดที่ 3 เท่า เพราะถ้า D/E Ratio สูงถึง Ceiling แล้ว โอกาสที่จะกำไรเติบโตมากนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เนื่องจากบริษัทเองจะกู้เงินเพิ่มเพื่อนำไปปล่อยกู้เพิ่มนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

13.วิธีประเมินมูลค่าหุ้น
ร้อยละ 90 ดู P/E Ratio
หลักการให้ P/E ของบริษัท
ถ้า Growth ของบริษัทสูง เช่นกำไรเติบโต 30% , P/E 15 เท่าก็ถือว่าราคาหุ้นของบริษัทไม่แพง ซึ่งถ้าเมื่อไรเจอหุ้นของบริษัทที่ Growth 30% ในขณะที่ P/E 10 เท่าต้องตีแตกเท่านั้น
ของดี (หุ้นบริษัทที่ดี มี Growth สูง) P/E สามารถสูงได้หน่อย
ในกรณีที่ของไม่ดี มีตำหนิ (เช่นบริษัทผู้บริหารอาจจะมีเครื่องหมายคำถาม) ต้องมี Discount ของ P/E ลงมาหน่อย
พยายามทำเรื่องยาก เช่นการประเมินมูลค่าหุ้นโดย DCF (Discount Cash Flow) ให้เป็นเรื่องง่าย P/E Ratio แทน

14.กลยุทธ์การลงทุน กรณีเงินต้นน้อยๆ
ขออนุญาตนำบทความเก่าใน web thaivi มาสื่อสารเพื่อนๆอีกทีครับ

กลยุทธ์การลงทุน กรณีเริ่มต้นเงินทุนน้อยๆ
ผมมองผ่านภาพใหญ่ 2 ประเด็นคือ

1.ควรจะเพิ่มเงินลงทุนให้มากที่สุด
2.ต้องทำให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนมากที่สุด

ประเด็นแรก ควรจะเพิ่มเงินลงทุนให้มากที่สุด สามารถแยกเป็นภาพย่อยๆได้อีกคือ

1.1 ควรเพิ่มรายได้ เพิ่มจำนวนเงินให้มากที่สุด
1.2 ลดรายจ่ายให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มเงินออม ที่จะนำมาลงทุน

1.1 เพิ่มรายได้ ผมมองในแง่คนทั่วไปที่ทำงานกินเงินเดือนไม่สูงมาก การเพิ่มรายได้สามารถทำได้โดยการหารายได้เสริม การย้ายงานใหม่ การเพิ่มความรู้เพื่อเพิ่มค่าจ้าง การแต่งงานที่คู่ชีวิตมีรายได้ด้วย (ถ้าโชคดีได้แฟนรวยจะดีมาก ) การหยิบยืมเงินจากพ่อแม่หรือญาติในระดับที่หากเสียหายก็ไม่ทำให้เดือนร้อนมาก ที่สำคัญไม่ควรกู้เงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อมาลงทุน เพราะจะมีแรงกดดันจากที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตลอดเวลา

1.2 การลดรายจ่าย รายจ่ายที่หนักที่สุดสำหรับมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่คือการผ่อนรถ-ผ่อนบ้าน คุณสุวภา ผู้เขียนหนังสือ show me the money เคยพูดไว้ว่าตัวอย่างการใช้เงินที่เลวที่สุดของหนุ่มสาวที่กำลังสร้างอนาคตคือการซื้อรถ แต่ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันพอสมควร หลายท่านอาจจะบอกว่าทั้งบ้านและรถเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ หรือต้องใช้ประกอบการทำงาน ซึ่งผมก็เห็นด้วยในบางประเด็น แต่ถ้ามองรอบด้าน เราอาจจะพบว่ามีทางเลือกอื่นๆอีก ที่ทำให้สามารถประหยัดรายจ่ายส่วนนี้ได้ เช่น

-แทนที่จะผ่อนบ้าน เราอาจจะอดทนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนที่สนิท หรือแม้แต่การเช่าบ้านที่ค่าเช่าไม่สูงมาก เหล่านี้แม้จะไม่สะดวกสบายเท่า แต่สามารถประหยัดทั้งดอกเบี้ยผ่อนและยังสามารถนำเงินต้นไปหาดอกผลจากการลงทุน

-แทนที่จะผ่อนรถ เสียทั้งเงินต้นและดอกและยังมีค่าใช้จ่ายน้ำมัน ทางด่วน ซ่อมแซม ค่าประกัน เหล่านี้เป็นเงินจำนวนมากที่เราคาดไม่ถึง เราอาจจะใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ หรือกระทั่งซื้อรถมือสองที่ราคาถูกกว่ามาก หรือหากยังมีค่าใช้จ่ายสูง ก็อาจจะต้องเปลี่ยนงาน หรือย้ายบ้าน ย้ายที่พักซะเลย ให้ที่ทำงานกับที่พักอยู่ใกล้ๆกันเพื่อประหยัดค่าเดินทาง

รายจ่ายอื่นๆที่พอจะประหยัดได้เช่น ค่าใช้จ่ายโทรศัพท์มือถือ ที่เราต้องจ่ายทุกเดือน ถ้าคิดเป็นรายจ่ายทั้งปีเราอาจจะตกใจ ทางเลือกคือ เราอาจะโทรน้อยลง หรือไม่โทรเลย (ไม่โทรไม่ตายซักหน่อย )เปลี่ยนเครื่องนานๆครั้ง ใช้เครื่องถูกๆ

ข้างต้นที่เขียนมาคงทำได้ไม่ง่ายครับ เพราะรายจ่ายเหล่านี้ คนปกติทั่วไปในสังคมเค้าทำกัน เรียกว่าบินก่อน ผ่อนทีหลัง เอาสบายไว้ก่อน เรื่องอืนค่อยว่ากัน แต่หากเราต้องการที่จะแตกต่างจากคนอืนๆ(อยากรวย 😆 ) เราควรจะทำให้ได้ อาจจะในรูปแบบหรือวิธีที่ต่างกันออกไปตามฐานะ ความจำเป็นของแต่ละคน

ประเด็นที่สอง ทำอย่างไรให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนสูงสุด

ประเด็นนี้เชื่อว่านักลงทุนทุกคนต่างต้องการ และยิ่งหากมีเงินลงทุนไม่มาก การทำผลตอบแทนให้สูงๆยิ่งมีความสำคัญ การมีเงินลงทุนน้อยๆและทำผลตอบแทนในระดับปกติ เช่น 10-15% ต่อปี กว่าที่เงินลงทุนจะเติบโตสมมุติ 1 เท่าตัว อาจใช้เวลา 5-6 ปี ซึ่งอาจจะน่าพอใจหากเปรียบเทียบกับผลตอบแทนกับเงินฝาก แต่อาจจะน้อยไปเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ในการศึกษาการลงทุน นอกจากนั้นแม้เงินทุนจะเพิ่มขึ้นมาระดับนี้ แต่ด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อย กำไรที่ทำได้ก็น้อยไปด้วย และสุดท้ายจะพาลทำให้นักลงทุนหมดกำลังใจ เพราะดูเหมือนการลงทุนอย่างนี้ทำให้รวยช้า อาจหันเหไปเก็งกำไร หรือไปเสี่ยงโชคกับการธุรกิจอื่นๆ ที่เห็นว่าจะทำให้รวยเร็วกว่า

การเพิ่มเทคนิค กลยุทธ์เพียงเล็กๆน้อยๆ สำหรับพอร์ตการลงทุนเล็กๆ อาจจะเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างน่าพอใจ ที่จริงกลยุทธิ์เหล่านี้เพื่อนๆหลายท่านก็ทราบกันดีจากที่โพสต์มา แต่หากนำมาเรียบเรียงรวมกันเป็นหมวดหมู่ จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆได้พิจารณาเป็นทางเลือกใหม่ครับ

กลยุทธ์ที่ผมพอจะคิดออก หรือท่านใดจะเสริม มีดังนี้ครับ

1.การทำการบ้าน(หุ้น) ไม่แน่ใจว่าเป็นกลยุทธ์หรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นการแปรเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นพลัง-เป็นแรงบันดาลใจที่ชัดเจนที่สุด ยิ่งหากเราพอร์ตเล็กเท่าไหร่ เราก็ควรจะทำการบ้าน ศึกษาหาข้อมูลหุ้นให้มากขึ้นเท่านั้น มีเพียงสิ่งนี้สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้โดยตรง ทำให้ทุกเวลา ทุกนาที โดยไม่ขึ้นอยู่กับคนอื่น หากเราไม่มีความรู้ที่จะหาหุ้น ไม่มีความรู้ด้านบัญชี ด้านการเงิน วิธีทีดีที่สุด ก็คือต้องไปเรียน หาหนังสือมาอ่าน หากไม่มีเวลา ไม่ค่อยมีเงิน ผมแนะนำให้ลงเรียนที่ม.รามคำแหง บัญชีเบื้องต้น หรือการวิเคราะห์ทางด้านการเงิน ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียน ซื้อหนังสือซื้อชีทมาอ่าน ก็เข้าใจได้ครับ

2.ไปหาปลาตรงที่มีปลา เนื่องจากเราตั้งโจทย์ว่าเราต้องการผลตอบแทนสูงๆ ดังนั้นเราก็ต้องหาประเภทของหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงๆ เสมือนไปหาปลาตรงที่ๆมีปลา ข้อสังเกตุของผมหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ มักเป็นหุ้นขนาดกลางถึงขนาดเล็ก หุ้นเหล่านี้แม้มีความเสี่ยงทางธุรกิจบ้าง แต่การเพิ่มยอดขายหรือผลกำไรจะทำใด้เร็วกว่าหุ้นมั่นคงขนาดใหญ่มาก ธุรกิจที่มีกำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนั้นหุ้นเหล่านี้ไม่คอ่ยมีนักวิเคราะห์คอยติดตาม ทำให้โอกาสที่จะเจอหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นมีสูง

หลักทรัพย์บางประเภทเช่นวอร์แรนต์ที่นักลงทุนมักหลีกเลี่ยงเพราะมีความเสี่ยงสูง ทั้งที่ในความเป็นจริงวอร์แรนต์เหล่านี้ในอนาคตก็คือหุ้นสามัญนั่นเอง ดังนั้นเราควรใช้บรรทัดฐานในการประเมินมูลค่าวอร์แรนต์ในทำนองเดียวกับที่เราประเมินมูลค่าหุ้น หากมูลค่าวอร์แรนต์ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในวอร์แรนต์ และที่จริงการลงทุนในวอร์แรนต์โดยปกติจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นสามัญ เพราะคุณสมบัติจากอัตราทวีผลหรือ Gearing นั่นเอง นักลงทุนที่แสวงหากำไรสูงๆ ไม่ควรมองข้ามการลงทุนในวอร์แรนต์ครับ

3. มองหาตัวเร่งเร้า(ที่รุนแรง) หมายถึงมองหาปัจจัยที่จะเร่งให้กำไรของกิจการเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งจะหมายถึงราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นมากด้วย ตัวเร่งในที่นี้อาจจะเป็นอะไรก็ตาม ที่จะทำให้กำไรของกิจการเพิ่มขึ้นทั้งโดยตัวพื้นฐาน เช่น การขยาย ปรับปรุงกำลังการผลิต การขยายตลาด รวมถึงการเจริญเติบโตปกติของกิจการ การกลับตัวของดีมาน-ซัพพลายของอุตสาหกรรม การซื้อกิจการ การเพิ่มปันผล กำไรพิเศษ นอกจากนั้นยังอาจเป็นตัวเร่งทางปัจจัยจิตวิทยา เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหาร การแตกหุ้น การแจกวอร์แรนต์

หากเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้น 2 ตัว ที่มีปัจจัยทางด้านอื่นๆเหมือนๆกันหรือคุณภาพพอๆกัน หุ้นตัวที่มีตัวเร่ง มีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

4.เริ่มต้นลงทุนให้เร็วที่สุด เพราะการที่พอร์ตการลงทุนจะโตมากๆ ต้องอาศัยการทบต้นหรือการนำกำไรไปลงทุนต่อ ดังนั้นในปีหลังๆพอร์ตการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเร็วมากเพราะเงินต้นมากกว่า แม้จะทำผลตอบแทนได้เท่าเดิม การลงทุนให้เร็วที่สุด จะทำให้เราไปถึงจุดที่เงินลงทุนออกดอกออกผลได้เร็ว นอกจากนั้น การที่เราเริ่มลงทุนเร็ว เท่ากับว่าเราได้เริ่มเรียนรู้เร็วไปด้วย ซึ่งความรู้จะพอกพูนไปตามวันเวลา และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น

เคยมีผลการวิจัยศึกษา พบว่านักลงทุนที่เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเท่าๆกัน ทำผลตอบแทนได้เท่าๆกัน ต่างกันตรงที่เริ่มลงทุนห่างกันหลายปี เมื่อเวลาผ่านไป ผลตอบแทนของทั้งสองคนจะห่างออกจากกันมากขึ้น เสมือนเส้น 2 เส้นที่ลากออกจากจุดเดียวกัน เส้นทั้ง 2 ทำมุมกันเพียงเล็กน้อย ถ้าลากเส้นยาวขึ้นเรื่อยๆ เส้นทั้งสองจะออกห่างกันมากขึ้นทุกที

5. ผู้บริหารในฝัน เพราะผู้บริหารที่ดีจะทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนมากกว่าปกติ ผู้บริหารที่นักลงทุนควรมองหาคือ มีความรู้ซึ้งในธุรกิจที่ทำ มีความซื่อสัตย์ มีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล มี passtion ในงานที่ทำ มีความกระหายที่จะทำให้บริษัทเติบโตและที่สำคัญต้องมองผลประโยชน์ในมุมมองเดียวกับผู้ถือหุ้นรายย่อย

ถ้าเจอผู้บริหารที่มีคุณสมบัติข้างต้น ช่วยสะกิดบอกผมด้วย เพราะนี่เป็นสัญญานที่ดีที่จะเจอหุ้นดีๆ การศึกษาปัจจัยพื้นฐานด้านอื่นๆประกอบเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนต่อไป

(เทคนิคไม่ยากที่เราอาจจะพบผู้บริหารอย่างนี้ สังเกตุจากบริษัทที่เข้าร่วมงาน oppurtunity day บ่อยๆ เพราะนั่นแสดงว่าผู้บริหารบริษัทเหล่านี้ กล้าที่จะเปิดเผยต่อนักลงทุนรายย่อย แสดงว่าผู้บริหารอาจจะมั่นใจว่าบริษัทดีจริง)

6. ถือหุ้นน้อยตัว หากเรามีเงินทุนน้อย การกระจายการถือหุ้นหลายๆตัว อาจทำให้เรารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น แต่ผลตอบแทนที่ได้จะหักล้างกันทำให้ผลตอบแทนไม่สูงเท่าที่ควร การเลือกที่จะถือหุ้นน้อยตัวเช่น 2-5 ตัว จะทำให้เรามีความรอบคอบ พิถีพิถันที่จะเลือกถือหุ้นในกลุ่มที่ดีที่สุด ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด (ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้) และหากเราวิเคราะห์ได้ถูกต้อง ผลตอบแทนที่ได้รับจะคุ้มค่า

ตัวเลข 2-5 ตัวอาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามระดับความมั่นใจในพื้นฐานของหุ้นที่เราจะลงทุน

7. คาดหวังผลลัพธ์ 100% เลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสได้กำไรสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง แม้หุ้นเหล่านี้อาจจะมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่จะศึกษาให้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงนี้ แน่นอนว่าในการลงทุนทุกอย่าง เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ หากเราลงทุนในหุ้นที่แพ้ เราจะแพ้ หากเราเลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสทั้งชนะและแพ้ เราจะมีโอกาสทั้งชนะและแพ้ ขึ้นอยู่กับว่าเราศึกษามากน้อยแค่ไหน และบางทีก็เป็น โชคชะตา..

8. Growth always better ถ้าหากหลายท่านจำกันได้ กระทู้ของคุณริวกะเมื่อไม่นานมานี้ TVI Index ที่จริงอาจจะมีเพื่อนๆเอะใจว่า คำตอบการลงทุนที่เราค้นหามานาน อาจจะซ่อนอยู่ในกระทู้ที่ว่านี้ก็ได้ คำตอบที่ผมหมายถึงคือหากเราดูผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้นหลายๆตัวที่ทำกำไรสูงๆ ในกระทู้นั้น สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ทุกบริษัทเป็นหุ้นเติบโตสูงหรือ growth stock ทั้งสิ้น คำอธิบายแบบเรียบง่ายคือราคาหุ้นขึ้นอยู่กับกำไรที่กิจการทำได้ ถ้ากำไรเพิ่ม ราคาหุ้นก็เพิ่ม คนที่ถือไว้ก็ได้กำไร นักลงทุนทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จทั้งในอดีตและปัจจุบัน จะมีหุ้นเติบโตสูงอยู่ในพอร์ตเสมอๆ

…เวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ หากเราลงทุนในหุ้นโกรท…
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนเบี้ยน้อยหอยน้อย คงมีแค่นี้ครับเท่าที่คิดออก ถ้าเพื่อนๆมีความเห็นอื่นจะเสริมก็จะเป็นประโยชน์ครับ และที่ต้องขอย้ำคือกลยุทธ์ส่วนใหญ่ คงเหมาะสมกับนักลงทุนที่มีความรู้การลงทุนในระดับนึงแล้ว และจะไม่เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ ถ้าถามว่ากลยุทธ์ข้อไหนที่สำคัญและจำเป็นที่สุดคงเป็นข้อแรก ถ้าไม่มีข้อแรก ประเด็นอื่นๆก็จะไม่ตามมา

15.วิธีการหาข้อมูลในการลงทุน
1.)56-1 จะมีรายละเอียดคล่าวๆที่เกี่ยวข้องกับบริษัท
2.)รายงานประจำปี ซึ่งจะมีส่วนที่น่าสนใจมากอยู่ 2 ส่วน คือ 1.สารของประธานกรรมการ 2.รายงานการประชุม
3.)Opp day ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายของบริษัท
โดยเราควรพยายามหาข้อมูลมาให้ได้มากที่สุดเพื่อนำไปต่อ Jigsaw ให้เห็นภาพรวมของบริษัทจะได้สามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น

16.อะไรที่ดูดีเกินจริง มักจะแย่
ยกตัวอย่างเช่นการที่บางบริษัทที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์นั้น มี net margin โดยเฉลี่ยสูงกว่า net margin ในอดีตโดยเฉลี่ย 2-3 เท่านั้น เช่นจาก 5% เป็น 15%-20% ก็มีความเสี่ยงที่บริษัทจะกำไรลดลงมามากๆได้ ถ้า net margin ของบริษัทกลับเข้าสู่สภาวะเหมือนในอดีต ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาของหุ้นลดลงมามากๆได้

17.เล่นในเกมที่เราได้เปรียบ อย่าไปเล่นในเกมที่เราเสียเปรียบ
จุดแข็งของรายย่อย 1.เราถือหุ้นโดยที่ไม่ต้องรายงานใคร 2.เราถือหุ้นยาวแค่ไหนก็ได้

18.คนที่มีความศรัทธาเท่านั้น จึงทำให้มาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จได้ ยกตัวอย่างเช่น อ.เฉลิมชัย ท่านมี passion มีความศรัทธา จึงทำให้ประสบความสำเร็จ
จะทำการใหญ่นั้นจะมีใจปลาซิวไม่ได้ ซึ่งอยู่ที่ใครจะเค้นศักยภาพออกมาได้หรือเปล่า
เชื่อในแนวทางที่ประสบความสำเร็จเช่น Warren buffet, Bengamin Graham, อ.นิเวศน์ ทุกวันจะดีขึ้นเสมอ ซึ่ง port ของเราจะใหญ่ขึ้นตามความรู้การลงทุนที่มากขึ้น

19.บทกวีให้กำลังใจของพี่โจ ในช่วงที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เผื่อช่วยให้กำลังใจเพื่อนๆนักลงทุนทุกท่านครับ

เมื่อเริ่มสู้นั้น มันมืดยิ่งกว่ามืด…
ครั้นยืนหยัดยาวยืด มืดค่อยหาย…
พอมองเห็นลางลาง อยู่ทางปลาย…
ชัยชนะ ขั้นสุดท้าย ไม่เกินรอ…

ผมขออนุญาตเรียบเรียงเนื้อหาใหม่ตามที่ผมเข้าใจครับ รวมไปถึงอาจจะอธิบายเพิ่มเติมในบางจุดเพื่อให้เพื่อนๆท่านอื่นๆเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นครับ ซึ่งลำดับของเนื้อหาอาจจะไม่ตรงกับที่ทางวิทยากร (พี่โจ ลูกอีสาน) ได้พูด ในกรณีที่อาจจะไม่ตรงกับเนื้อหาที่วิทยากรต้องการสื่อสาร ผมขอความกรุณาเพื่อนๆท่านอื่นที่ไปฟังในวันดังกล่าวหรือท่านวิทยากรช่วยแนะนำเพิ่มเติมหรือแก้ไขให้ด้วยครับ

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณพี่ simpleBe ที่ช่วยจัดงานดีๆที่ให้ความรู้กับผมและเพื่อนๆนักลงทุนท่านอื่นๆ
ขอขอบคุณพี่โจ ลูกอีสานที่กรุณาให้ความรู้คำแนะนำในด้านการลงทุนแก่ผมและนักลงทุนท่านอื่นๆมาโดยตลอด
ขอขอบคุณมิตรภาพดีๆสำหรับเพื่อนๆนักลงทุน VI เหนือตอนล่างทุกท่าน
ขอขอบคุณ web Thaivi ที่เป็นคลังแห่งความรู้ในด้านการลงทุนให้ผมและเพื่อนๆนักลงทุนท่านอื่นๆ
:bow:

ขอบคุณครับ
earthcu /30 Jul 15

เศรษฐกิจไทย/ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบค่อยเป็นค่อยไปของไทย หรือไปไม่ค่อยเป็นและกำลังจะเป็นไปทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งผมขอให้ความเห็นดังนี้

1. เศรษฐกิจไทยย้ำแย่เหมือนกับวิกฤติปี 2540 (1997) สถานการณ์แตกต่างกันมาก และผมไม่เชื่อว่าครั้งนี้จะเกิดวิกฤติเช่นเดียวกับปี 1997 ในครั้งนั้นประเทศไทยใช้เงินเกินตัว ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 8% ของจีดีพี ต้องกู้เงินต่างประเทศมาใช้จ่าย เมื่อเขาพยายามถอนเงินออก (บวกการถูกเก็งกำไรค่าเงินบาท) ทุนสำรองที่มีอยู่ 30,000 ล้านดอลลาร์ ก็ไม่พอกับหนี้ต่างประเทศประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ ต้องขอกู้ไอเอ็มเอฟ โดยให้ไอเอ็มเอฟเข้ามาช่วยบริหารเศรษฐกิจประเทศ โดยใช้ยาแรง (ขึ้นภาษี ลดรายจ่ายภาครัฐและขึ้นดอกเบี้ย) สถาบันการเงินจึงล้มระเนระนาด และเงินบาทอ่อนค่าลงเป็น 50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ทำให้การส่งออกดีขึ้นผิดหูผิดตา และการนำเข้าหดตัวอย่างรุนแรง

ในวิกฤตินั้นคนจนรวยขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกร แต่คนรวยหมดตัวไปหลายราย ตอนจบการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพีเพิ่มขึ้นจาก 35% ในปี 1996 มาเป็น 65% ในปี 2006 กล่าวคือการส่งออกเป็นหัวจักรในการฟื้นเศรษฐกิจและใช้คืนหนี้ต่างประเทศ นอกจากนั้น ก็พึ่งพาต่างชาติให้เข้ามาเพิ่มทุน (ช่วยเป็นเจ้าของ) สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ของไทย

มาวันนี้สถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ของไทยแข็งแรง หนี้ต่างประเทศประมาณ 120,000 ล้านดอลลาร์ น้อยกว่าทุนสำรองสุทธิประมาณ 180,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนั้น ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 5% ของจีดีพี แปลว่าคนไทยทั้งประเทศใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ประมาณ 6 แสนล้านบาท แต่กำลังซื้อส่วนเกินนั้นอยู่ในมือของคนรวย

เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าชาวนาเผชิญกับปัญหาราคาพืชผลตกต่ำและภัยแล้ง มนุษย์เงินเดือนก็ถูกตัดเงินนอกเวลา เพราะยอดขายหดและใช้กำลังการผลิตเพียง 60% เนื่องจากยอดส่งออกไม่กระเตื้อง และธนาคารพาณิชย์เองก็เป็นห่วงเรื่องหนี้เสีย ทำให้ระมัดระวังการปล่อยกู้เพิ่ม กล่าวคือครั้งนี้คนจนและชนชั้นกลางลำบากกันถ้วนหน้า แต่โดยรวมแล้วประเทศมีสถานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งแรง แต่เศรษฐกิจขยายตัวช้า โดยภัทรฯ คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวจริงเพียง 2.5% และเนื่องจากเงินเฟ้อจะติดลบ การขยายตัวบวกเงินเฟ้อจึงจำต่ำกว่านั้นอีก

2. มีข่าวดีอะไรบ้างที่จะทำให้มีความหวัง? มีอยู่ 3 ปัจจัยที่อาจมองได้ว่าเป็น “ข่าวดี” คือรัฐบาลพยายามเร่งเบิกงบลงทุนและตั้งงบลงทุนเพิ่มขึ้น 90,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณหน้า กล่าวคืองบลงทุนในปี 2014 เท่ากับ 441,000 ล้านบาท แต่ในปี 2015 งบลงทุนเพิ่มขึ้นเพียง 9,000 ล้านเป็น 450,000 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังเบิกจ่ายได้เพียง 25-30% ในครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2015 แต่มองไปข้างหน้า หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา คือจะเบิกจ่ายอีก 50% (225,000 ล้านบาท) และยังจะมีงบปี 2016 รอเบิกจ่ายอีก 540,000 ล้านบาท ก็อาจมองได้ว่ามีนัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้

ทั้งนี้ การลงทุนของรัฐจะมีประโยชน์ที่สุดหากเป็นปัจจัยที่จุดประกาย (catalyst) ให้ภาคเอกชนลงทุนตาม (หรือลงทุนเพื่อรองรับลงทุนจากรัฐบาล) ทั้งนี้ เพราะการลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจรวมกันประมาณ 6% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่สามารถเป็นหัวจักรในการฟื้นเศรษฐกิจได้ แต่หากเอกชนร่วมลงทุนอาจมีพลังเพียงพอ เพราะการลงทุนเอกชนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18-20% ของจีดีพี
ปัจจัยที่ 3 คือ การท่องเที่ยว ซึ่งยอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ และการท่องเที่ยวก็ทำรายได้ประมาณ 10% ของจีดีพี แปลว่าหากภาคส่วนของเศรษฐกิจประมาณ 1/3 ไปได้ดี (การท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน) ก็พอจะหวังได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.5% ในปี 2016

ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญอีก 2 ส่วนคือ การส่งออก (60% ของจีดีพี) และการบริโภคเอกชน (50% ของจีดีพี) นั้น ก็คาดหวังว่าจะไม่ทรุดตัวลงมากนัก เพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น (ทำให้การส่งออกไทยในปีหน้าขยายตัวได้) และการบริโภคโตได้บ้าง แต่ต่ำกว่าจีดีพีโดยรวม เพราะครัวเรือนต้องลดสัดส่วนของหนี้สินลง ทั้งนี้ ความเสี่ยงจากต่างประเทศที่เกรงว่าจะกระทบการส่งออกของไทยคือ ความเป็นไปได้ที่เงินหยวนของจีนจะอ่อนค่าลง นอกจากนั้น ก็ยังมีแรงต้านจากปัญหาภัยแล้ง ปัญหาประมง (IUU) และความเสี่ยงบางประการด้านการท่องเที่ยว (ปัญหาการบินกับ ICAO และโรค Mers เป็นต้น)

3. อนาคตของเศรษฐกิจไทย แต่ก่อนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 7-8% ต่อปี แต่ในระยะหลังนี้ขยายตัวเพียง 2-3% ต่อปี เพราะแต่ก่อนการส่งออกขยายตัวเกือบ 2 เท่าของจีดีพี และการลงทุนภาคเอกชนก็สูงถึง 30-40% ของจีดีพี ซึ่งในความเห็นของผมนั้นในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพราะอาศัยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวประมาณ 5% ต่อปี เทียบกับภาคเกษตรที่ขยายตัวเพียง 3% ทำให้ภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพี เพิ่มขึ้นจาก 25% เมื่อ 25 ปีที่แล้ว มาเป็น 29% ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ โดยอาศัยการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย มาใช้เป็นพลังงานราคาถูก และเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และได้มีการลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรม มารองรับการย้ายฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นมาแล้ว 2 รอบใหญ่ๆ ในช่วงที่เงินเยนแข็งค่าคือ 1985-1990 และ 2000-2005 แต่ปัจจุบันเงินเยนอ่อนค่าและก๊าซธรรมชาติก็เหลือใช้ไม่ถึง 10 ปี

ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องประเมินตัวเองว่าจะ “หากินยังไง” ในอนาคต เพราะ “อาชีพ” ที่ทำอยู่เดิมนั้น มีลู่ทางในการขยายตัวต่ำมาก จะอาศัยการท่องเที่ยวหรือต่อยอดโดยการเป็นศูนย์ทางการแพทย์ (medical tourism) หรือการเป็นที่ให้คนต่างชาติสูงวัยมาพำนักในประเทศไทยปีละ 4-5 เดือนหรือนานกว่านั้น เป็นต้น

การจะขยายฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมต่อไปอีก ดูเหมือนว่าจะมีความลำบากมากขึ้น เพราะพลังงานก็อาจขาดแคลน (การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมีต้นทุนสูงกว่าก๊าซที่ใช้อยู่ปัจจุบันประมาณ 20%) การลงทุนจากญี่ปุ่นและยุโรปก็น่าจะขยายตัวไม่มาก เพราะเงินของทั้งสองประเทศอ่อนค่าลงอย่างมาก และที่สำคัญคือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เขมร และเวียดนาม ก็มีแรงงานราคาถูกกว่าไทยอย่างมาก ส่วนแรงงานที่มีการศึกษาสูงของไทยก็ยังขาดแคลนเช่นกัน

ทั้งนี้ หากความพยายามเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans Pacific Partnership หรือ TPP) ประสบความสำเร็จในปลายปีนี้ ก็จะยิ่งเป็นการบั่นทอนอนาคตทางเศรษฐกิจของไทย เพราะไทยมิได้เป็นส่วนหนึ่งของทีพีพี แต่เวียดนาม มาเลเซียและสิงคโปร์ น่าจะได้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าวที่จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีใน 12 ประเทศ ที่มีมูลค่าจีดีพีรวมกันเกือบ 40% ของจีดีพีโลก โดยครอบคลุมประเทศคู่ค้าที่สำคัญๆ ของไทย เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เป็นต้น

กฎการลงทุนของ Jim Rogers

แปลโดย พรชัย รัตนนนทชัยสุข (พี่เว็บ ThaiVI)

ข้อ 1. ทำการวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเองเสมอ และอย่าไปกังวล หากคุณคิดไม่เหมือนคนอื่นๆ

“ผมเรียนรู้ตั้งแต่ในช่วงแรกๆที่ผมลงทุนว่า หากคุณอ่านรายงานประจำปี คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 90 % ในตลาดแล้ว หากคุณอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 95 % ในตลาด และถ้าหากคุณนั่งลงทำ spread sheet ด้วยแล้วล่ะก็ คุณได้ทำการบ้านมากกว่านักลงทุน 98 % ในตลาดเลยทีเดียว”

(การทำ spread sheet ของ Jim Rogers ก็คือ การวิเคราะห์และการคาดการณ์ตัวเลขและแนวโน้มของตัวเลขที่สำคัญๆอย่าง profit margins , roe , receivable , inventory และอื่นๆ)

“หากคุณวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเอง มันจะมีความหมายกับคุณมากขึ้น แม้ว่าในบางครั้งมันอาจจะเป็นงานที่น่าเบื่อ แต่คุณก็จะซึมซับกับมัน”

อ่านรายงานประจำปี สอบถามบริษัทและคนที่เกี่ยวข้อง ศึกษาประวัติที่ผ่านมาของบริษัท ดูว่า ภายใต้สถานการณ์ไหนที่บริษัทจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดี ในสถานการณ์แบบไหนที่บริษัทจะมีผลงานที่ย่ำแย่

ข้อ 2. ทำตัวเป็นนักลงทุนช่างเลือก เลือกลงทุนในหุ้นที่คุณมีความมั่นใจสูงมากว่า มันน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี

“กลเม็ดที่สำคัญที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นก็คือ การไม่ขาดทุน มีนักลงทุนหลายคนที่อาจจะทำกำไรได้ดีมากๆติดต่อกันสองปี แต่ต่อมาก็ประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก นักลงทุนหลายๆคนมักจะรู้สึกว่า พวกเขาควรจะทำอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา คุณไม่ควรรู้สึกแบบนั้น คุณควรจะรอคอยด้วยความอดทน รอจนคุณเจอหุ้นที่คุณมั่นใจอย่างมากว่ามันน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี แค่ไอเดียดีๆไอเดียเดียว ในระยะเวลา 10 ปี ก็สามารถทำให้คุณทำกำไรได้มากกว่าคนส่วนใหญ่แล้ว”

ข้อ 3. นักลงทุนที่ดีต้องศึกษา ประวัติศาสตร์

การศึกษาประวัติและงบการเงินที่ผ่านมาหลายๆปีของบริษัท จะทำให้เราเข้าใจถึง วัฏจักรธุรกิจของบริษัท , การศึกษาประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น จะทำให้เราตระหนักว่า ความบ้าคลั่งรูปแบบเดิมๆจะเกิดขึ้นในตลาดกระทิงทุกครั้ง ในตลาดหมีก็เกิดความตื่นกลัวหวาดหวั่นแบบเดิมๆขึ้นทุกครั้งด้วยเข่นกัน

ข้อ 4. อย่าซื้อหุ้นที่มี P/E สูงๆ

“การที่หุ้นมีการซื้อขายกันที่ P/E สูงๆ อาจจะบ่งชี้ว่า เวลาของหุ้นตัวนั้นใกล้จะหมดลงแล้ว” อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นมี P/E สูงๆไม่ได้ทำให้ Jim ขายหุ้นออกไปในทันที เขาจะวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทก่อนว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร

Jim Rogers เคยเขียนบทความไว้ และถูกนำไปเป็นบทนำของหนังสือ Contrarian Investing ของ Gallea บทความเดียวกันนี้ยังถูกรวมไว้ในหนังสือ The Book of Investing Wisdom ของ Krass ด้วยครับ อีกแหล่งหนึ่งก็คือหนังสือ The New Money Masters ซึ่งต่อมา Update เป็น Money Masters of Our Times ของ John Train ครับ Train จะเขียนถึง Jim ไว้หนึ่งบทครับ และในเดือนธันวาคม Jim จะออกหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนใน Commodity ครับ

สำหรับผม ผมชอบที่เขาเล่าถึงตอนที่เขาคาดว่า ธุรกิจ Investment Bank และ Broker กำลังจะแย่ครับ เขาเล่าว่าตอนนั้น ธุรกิจเหล่านี้ต่างจ้างพนักงานเพิ่ม , ขยายกิจการ และระดมทุนกันยกใหญ่ เขาบอกว่า ตอนนั้นถ้าไปถามคนที่จบ MBA จาก Harvard ใครๆก็บอกว่าอยากทำงานทางด้าน Investment Bank กันทั้งนั้น เขาเห็นอย่างนี้ก็รู้เลยว่า ธุรกิจนี้ใกล้จะถึงจุดจบแล้ว นี่ล่ะครับ Contrarian Investor ตัวจริง

หมัดน๊อก 35 หมัดบนสังเวียนชีวิตที่ผมชกมา 29 ปี / Warren Buffett

แปลโดย พรชัย รัตนนนทชัยสุข (พี่เว็บ ThaiVI)

  1. เราเลือกหลายๆ อย่างในชีวิตไม่ได้ เช่น เราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกหน้าตาไม่ได้ การมานั่งคิดเรื่องที่เราแก้ไขไม่ได้ เป็นเรื่องเสียเวลา ทำให้ดีที่สุดกับสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราเป็นจะเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่า กว่า
  2. อย่าเรียกร้องจากชีวิตมากเกินไป แต่ก็อย่าโอ๋ตัวเองมากจนสำออย ควรพยายามตั้งใจเข้าให้ถึงเส้นชัย แต่มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลยที่เราจะต้องเข้าถึงเส้นชัยก่อนใคร ไม่จำเป็นด้วยว่าต้องติดอันดับใดๆ
  3. เรื่องไม่ดี เรื่องผิดหวัง ปัญหาที่ผ่านไปแล้ว เรียนรู้จากมันแล้วก็จบๆ ไป เลิกคิด อย่าคิดวนไปวนมา การเอาปัญหาที่ผ่านไปแล้วมาคิดซ้ำๆ ก็เหมือนเราเป็นแผล แล้วเราเอามือบี้แผลเล่นซ้ำๆ อยู่ยังงั้น
  4. เรื่องที่ยังไม่เกิด เราก็ไม่ควรทุกข์ การทุกข์ไปล่วงหน้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย คนเรามักทุกข์ไปก่อนเกินเหตุ แล้วต่อให้มันเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ เราไปทุกข์ตอนนั้นก็ยังทัน ตั๋วทุกข์ไม่มีหมด มีแจกตลอดเวลา ไม่ต้องรีบไปแย่งมา
  5. เราไม่ได้ monopoly ความทุกข์ มันไม่ใช่เรื่อง personal เราไม่ได้มีความทุกข์อยู่คนเดียว ใครๆ ก็มีความทุกข์กันทั้งนั้น เรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ฝนไม่ได้ตกอยู่บนหัวเราคนเดียว แบบสติ๊กเกอร์ใน line ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
  6. การอ่านเป็นการเปิดโลกกว้าง ทำให้เรารู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ ทำให้เราสามารถเรียนรู้จากชีวิตคนอื่น โดยที่เราไม่ต้องไปเจอกับเรื่องนั้นๆ เอง หนังสือคือแหล่งความรู้ที่มีราคาถูกที่สุด คุ้มค่าที่สุด นั่งทำไรอยู่ หาหนังสือมาอ่านซิครับ
  7. มี inner scorecard เป็นมาตรวัดตัวเอง คนที่วัดตัวเองด้วย outer scorecard หรือวัดจากความคิดของคนอื่น อยากได้รับความชื่นชมจากคนอื่น นอกจากจะต้องสร้างความสำเร็จแล้ว ยังต้องป่าวประกาศด้วย มันน่าเหนื่อย!!!
  8. เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เรารู้ชัดๆ ตอนนั้นไม่ได้หรอกว่า มันคือโชคดีหรือโชคร้าย เรื่องที่ดูเหมือนเป็นโชคร้าย จริงๆ แล้วอาจจะเป็นโชคดี เรื่องที่ดูเป็นโชคดี จริงๆ แล้วอาจจะเป็นโชคร้ายก็ได้ ถ้าเราดูกันยาวๆ หน่อย
  9. อย่าหมกมุ่นกับเชิงปริมาณมากเกินไป เชิงคุณภาพสำคัญกว่าเยอะ มีเพื่อนกินข้าวกี่คนไม่สำคัญเท่ากับว่าเวลาเรามีปัญหา มีเพื่อนกี่คนที่ยินดีรับฟังและช่วยเหลือเรา อ่านหนังสือกี่เล่มไม่สำคัญเท่ากับว่าเราอ่านหนังสือดีๆ ไปกี่เล่ม
  10. เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางไขว่คว้า ตอนที่เราถึงจุดหมายเป็นแค่ฉากสั้นๆ ฉากหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด ถ้าเราไม่มีความสุขระหว่างทาง เราจะเสียเวลาส่วนใหญ่ของเราไป
  11. อย่าใช้เงินเป็นตัวตั้งมากเกินไป เพราะจริงๆ เราไม่ได้อยากได้เงินเพราะอยากได้เงิน แต่เราอยากได้เงินเพราะคิดว่าเงินมันจะทำให้เรามีความสุข
  12. ความฝัน ไม่ได้มีไว้ให้ฝัน แต่มีไว้ให้เราทำให้มันเป็นจริง นั่งฝันแล้วไม่ลงมือทำ มันก็คงเป็นได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ
  13. อยากทำอะไร ทะยอยทำ อย่าบอกตัวเองว่าเดี๋ยวจะทำตอนอายุเท่านั้นเท่านี้ ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เราไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่า นาทีต่อไป เราจะยังหายใจอยู่หรือเปล่า
  14. กราฟชีวิตคนเรามีหลายแบบ พุ่งจากล่างขึ้นบน ดิ่งจากบนลงล่าง ราบเรียบไปเรื่อย พุ่งแล้วราบเรียบ พุ่งแล้วดิ่ง สารพัดแบบฉะนั้น ตอนอยู่สูง อย่าผยอง ตอนตกต่ำ อย่าท้อ
  15. ความรักที่แท้จริงคือการให้ที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน การให้ที่หวังสิ่งตอบแทนไม่ใช่ความรักที่แท้ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนกัน
  16. การปฏิบัติกับคนอื่นแตกต่างกันตามฐานะหรือสถานะทางสังคม เป็นสิ่งไม่ควรทำ ลูกเศรษฐีที่งอมืองอเท้าไปวันๆ จะมีค่ามากกว่าคนกวาดขยะที่ตั้งใจทำงานได้ยังไง ไม่เข้าใจ
  17. การปฏิบัติกับคนอื่นเป็น butterfly effect เราโมโหใส่คนอื่นแบบไม่มีเหตุผล คนที่ถูกโมโหก็อาจจะไปโมโหคนอื่นต่อ ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเรายิ้มแย้มกับคนอื่น เค้าก็อาจทำแบบเดียวกันกับคนอื่นต่อ ต่อไปเรื่อยๆ
  18. อย่าเชื่อใครเพียงเพราะเค้ามีสถานะเหนือกว่าหรืออายุมากกว่า เช่น ครูจะพูดถูกก็เพราะสิ่งที่ครูพูดมันถูก ไม่ใช่ถูกเพราะครูเป็นครู
  19. การเลือกที่จะมีความสุขเป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่ง เราสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ในนาทีนี้เลย โดยที่ชีวิตเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยด้วยซ้ำ
  20. อย่ายอมให้ใครมาทำลายความฝันหรือบั่นทอนเรา เค้าไม่รู้จักเรา เค้าไม่มีสิทธิ์มาพิพากษาชีวิตเรา แต่ยังไงก็ตาม เราก็ต้องไม่หลอกตัวเองด้วย
  21. การต่อสู้เพื่อความถูกต้องไม่ใช่เรื่องง่ายต้องอดทนอดกลั้น
  22. ก่อนจะนับถือชื่นชมใคร ดูละเอียดๆ ซักนิด อย่าดูแต่เปลือก คนเรามักจะให้เราเห็นเฉพาะสิ่งที่เค้าอยากให้เราเห็นเท่านั้น
  23. ควรสนับสนุนชื่นชมคนทำดี เค้าคงทำดีของเค้าแหละ แต่อย่างน้อย เค้าจะได้มีกำลังใจมากขึ้น
  24. คุณลักษณะอย่างหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จคือการ focus อย่าทำอะไรสะเปะสะปะ เยอะแยะไปหมด แต่ไม่เชี่ยวชาญอะไรเลย ชีวิตคนเราต้องมีวิชาเอก
  25. ความสำเร็จที่เกิดจากทักษะเท่านั้นที่จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกได้อย่าง ต่อเนื่อง ความสำเร็จที่เกิดจากโชคมันไม่ยั่งยืน เปลืองธูปด้วย เพราะเราต้องไหว้เจ้าเยอะ
  26. การซื้อของ เราได้ของมาก็จริง แต่พอนานๆ ไป ค่าของมันก็จะน้อยลง เรามักเห่อแค่ตอนแรกๆ ในทางตรงกันข้าม การซื้อประสบการณ์ มันจะตราตรึงในความทรงจำของเราตลอดไป
  27. โลกเราไม่มีอะไรที่เราจะได้มาฟรีๆ ทุกอย่าง เราต้องเอาอะไรบางอย่างไปแลกมาทั้งนั้นอย่างน้อยก็เวลาที่ใช้ไปคิดดูดีๆ ก่อนว่า มันคุ้มมั๊ย
  28. ความฝันของเราไม่จำเป็นต้องไปเหมือนความฝันของใคร คนอื่นมองไม่เห็น ช่างเค้า เราเห็นของเราก็พอ มีฝันแล้วก็ต้องพยายาม ทุ่มเททุกสิ่งให้แก่ความฝันซึ่งมีแต่เราเท่านั้นที่มองเห็น
  29. การพยายามอย่างหนักดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่ทิศทางสำคัญที่สุด ถ้าเราวิ่งผิดทาง ยิ่งเราวิ่งเร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งห่างไกลจากเป้าหมายของเรามากขึ้นเท่านั้น
  30. ชีวิตคนเราแต่ละคนเป็นเหมือนเสื้อผ้าสั่งตัด ไม่ใช่เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม่มีชุดไหนที่เหมือนกันเป๊ะๆ เราไม่ควรไปเปรียบเทียบชีวิตของเรากับใคร คนอื่นจะดีหรือแย่ยังไง ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือแย่ลง เราจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็เพราะน้ำมือตัวเองทั้งนั้น จะเปรียบเทียบ ก็เทียบตัวเองในวันนี้กับตัวเองเมื่อวาน ว่าเราได้พัฒนาตัวเองหรือเปล่า
  31. ทำดีได้ดี ทำไม่ดีได้ไม่ดีหรือเปล่า ไม่แน่ใจ ทำดีสบายใจ ทำไม่ดีไม่สบายใจจริงม๊ย เค้าไม่รู้ เพราะคนทำไม่ดีก็สามารถหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองให้สบายใจได้ เอาเป็นว่า ทำดีได้ทำดี
  32. การทำดีของคนคนนึง อาจไปกระตุ้นให้คนอื่นๆ อีกหลายคนอยากทำดีด้วย เหมือนการโยนก้อนหินลงไปในบ่อน้ำ น้ำจะกระเพื่อมขยายวงออกไป
  33. การใช้ชีวิตเป็นศิลปะ ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเป๊ะๆ ในทุกสถานการณ์ มีความคิดที่ยืดหยุ่น ประเมินสถานการณ์ แล้วเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะสม บางครั้ง น้ำขึ้นให้รีบตัก แต่อีกหลายครั้ง ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม หลายครั้ง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่บางครั้ง เราก็ต้องรู้จักถอย
  34. คนชอบคิดไปว่า เป็นจอมยุทธ์แต่งตัวดีๆ มีวรยุทธ เป็นประมุขยุทธภพ ดีกว่าเป็นเสี่ยวเอ้อ ที่ต้องคอยเอาผ้าขี้ริ้วปัดโต๊ะ ใครจะรู้ เผลอๆ เสี่ยวเอ้ออาจมีความสุขมากกว่าประมุขยุทธภพซะอีก ไม่งั้น ทำไม ตอนจบ พระเอกชอบชวนนางเอกถอนตัวออกจากยุทธภพแล้วไปเลี้ยงเป็ดปลูกผักตลอด
  35. ความคิดเราเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ สิ่งที่เราคิดในวันนี้ วันหน้า เราอาจจะไม่คิดแบบนี้แล้ว อย่าไปคิดว่า แต่ละข้อข้างบนมันถูก พอใช้ชีวิตไปอีกซักพัก อาจจะคิดใหม่ว่ามันไม่ใช่แล้ว

รวมบทความการลงทุนทั่วโลก