กับดักของความโลภ / วิบูลย์ พึงประเสริฐ

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในสัญชาตญานของมนุษย์คือความเสียใจ เราเสียใจเมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก เราเสียใจเมื่อผิดหวังหรือไม่ได้อะไรตามที่เราคาดหวัง เราเสียใจเมื่อถูกดุด่าว่าตี บางครั้งเราเสียใจจากการขาดทุนในการลงทุน มีการวิจัยพบว่าการขาดทุนนั้นมีมูลค่ามากกว่าการได้กำไร เช่น การซื้อหุ้นแล้วขาดทุน 1 แสนบาทนั้นจะทำให้เสียใจมากกว่าความสุขจากการได้กำไรจากหุ้น 1 แสนบาท แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือว่าบางครั้งเราขายหุ้นบริษัทหนึ่งที่ถืออยู่ไปทั้งหมดและทำกำไรได้แล้ว แต่ปรากฏว่าราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่เราขายไป เรากลับรู้สึกว่าขายเร็วเกินไปและมีความสุขลดลงทั้งๆที่การขายนั้นทำกำไรให้เราแล้ว เรียกว่าขาดทุนกำไรหรือภาษานักเลงหุ้นเรียกว่า”ขายหมู”

ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับการลงทุนในตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ทำให้เกิดอารมณ์เสียใจเช่นนี้ได้ อย่างเราขายที่ดินที่ถืออยู่หนึ่งแปลงออกไปหรือขายคอนโดที่ซื้อมาในราคาที่ได้กำไรมากพอสมควร เรารู้สึกมีความสุขมากที่ทำกำไรได้ แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานเราได้ยินมาว่าที่ดินข้างๆหรือคอนโดห้องข้างๆขายไปในราคาที่สูงกว่าเรามาก ปรากฏว่าความสุขที่ได้จากการทำกำไรกลายเป็นความเสียใจที่รู้สึกว่าขายที่ดินหรือคอนโดนั้นไปในราคาที่ต่ำเกินไป

ความเสียใจนั้นจะกลายมาเป็นความโลภ เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ถ้าได้กำไรจากการขายหุ้นไปแล้วมักจะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น และคิดว่าคราวที่แล้วซื้อหุ้นน้อยไปหน่อย ถ้าซื้อหุ้นจำนวนมากๆก็ได้กำไรมากกว่านี้หลายเท่า คิดได้ดังนั้นจึงกลับไปเข้าไปซื้อหุ้นใหม่แบบมั่นใจสุดๆด้วยจำนวนเงินที่มากกว่าเดิม แต่สุดท้ายตลาดหุ้นในช่วงที่ได้กำไรง่ายๆนั้นมักเป็นช่วงปลายของตลาดกระทิงที่ร้อนแรง การเข้าซื้อหุ้นแบบมั่นใจในคราวนั้นกลายเป็นหายนะของการลงทุน บางครั้งกำไรที่ได้มากลับหายวับไปกับการซื้อหุ้นครั้งนั้น แถมอาจจะต้องขาดทุนมากขึ้นไปเสียอีก สถานการณ์เช่นนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น”กับดักของความโลภ”

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ในอดีตเราจะเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มามาก ไม่ว่าจะเป็นในตลาดหุ้นไทยหรือต่างประเทศ อย่างประเทศไทยในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 เคยมีข่าวนักลงทุนนำปืนจะไปยิงตัวตายที่ตลาดหลักทรัพย์เพราะขาดทุนจากการซื้อขายอย่างมากในช่วงลอยตัวค่าเงินบาท ในอดีตหลายร้อยปีที่แล้ว ในปี ค.ศ. 1720 เซอร์ไอแซค นิวตัน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะด้านการคำนวณของโลกและเป็นนักฟิสิกส์ที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น ถือหุ้นของบริษัทเซาส์ซี (South Sea Company) ซึ่งเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในอังกฤษ นิวตันได้ตัดสินใจขายหุ้นบริษัทนี้ออกไปโดยได้กำไรถึง 100 เปอร์เซนต์รวมเป็นเงิน 7,000 ปอนด์ อย่างไรก็ตามในอีกไม่กี่เดือนต่อมา เมื่อนิวตันถูกครอบงำโดยกับดักของความโลภและความบ้าคลั่งแบบสุดขั้วของตลาดหุ้น เขาเห็นคนอื่นๆที่ยังถือหุ้นอยู่มีกำไรมากขึ้นโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้เพราะเขาขายหุ้นออกไปหมดแล้ว สุดท้ายเมื่อตลาดเข้าขั้นฟองสบู่ คนถือหุ้นบริษัทนี้ร่ำรวยกันถ้วนหน้า นิวตันตัดสินใจกลับเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทเซาท์ซีอีกครั้งในระดับราคาที่สูงกว่าเดิม จากนั้นฟองสบู่หุ้นเซาส์ซีก็แตกเมื่อข่าวต่างๆที่บริษัทออกมาบอกนั้นเป็นเรื่องโกหกแทบทั้งหมด ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว นิวตันคัตลอสไปในราคาที่ต่ำกว่าที่ซื้อมามากซึ่งเป็นผลให้เขาต้องขาดทุนมากกว่า 20,000 ปอนด์ (คิดเป็นเงินกว่า 3 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ เขาจะห้ามไม่ให้ใครพูดว่า “เซาส์ซี” ให้เขาได้ยินเป็นอันขาด และถึงกับบอกว่า “ข้าพเจ้าสามารถคำนวณการเคลื่อนที่ของเทหวัตถุในท้องฟ้า แต่ไม่สามารถพยากรณ์ความบ้าคลั่งของฝูงชนได้”

สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้น ถ้าจะไม่ให้ตกอยู่ภายใต้”กับดักของความโลภ”แล้วนั้นควรศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุนให้มาก การทำกำไรจากตลาดหุ้นแต่เมื่อเห็นคนอื่นกำไรมากกว่ากลับรู้สึกเสียใจนั่นเป็นเพราะเราไม่สามารถจัดการกับสัญชาตญานของเราเองได้ นักลงทุนที่มีความสุขจากการลงทุนมักไม่เปรียบเทียบผลตอบแทนของตนเองกับผู้อื่นและมีความพอใจในสิ่งที่ตนได้รับรวมทั้งยินดีกับคนอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่า ใครทำได้เช่นนี้ก็ไม่มีคำว่าต้องเสียใจเมื่อขายหมู

โศกนาฏกรรมของ โกเว็กซ์ (GOWEX)/วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

บริษัทที่เคยมีมูลค่าตลาดถึง1,900 ล้านยูโร หรือประมาณ 82,000 ล้านบาท ล้มละลายได้อย่างไร ?

ท่านที่สนใจติดตามหุ้นในตลาดต่างประเทศ อาจจะได้รับทราบข่าวบริษัทผู้ให้บริการไวไฟ (WiFi) ที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน“บริษัทเข้าใหม่ที่ดีที่สุด”ในกลุ่มของบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม จากสมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์ยุโรปและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ยุโรป เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2556 ที่ผ่านมา ต้องถูกให้หยุดพักการซื้อขาย และยื่นขอรับการคุ้มครองจากเจ้าหนี้ภายใต้กฎหมายล้มละลายในเดือนกรกฎาคม ของปีนี้

บริษัทที่มีชื่อเต็มว่า Let’s Gowex S.A. จดทะเบียนก่อตั้งในสเปนเมื่อปี 1999 ประกอบธุรกิจหลักสองด้านคือ พัฒนา บริหาร และหาช่องทางธุรกิจในตลาดโทรคมนาคม รวดถึงให้บริการบรอดแบนด์ บริการเน็ตเวอร์ค และจัดการ Voice Over IP กับอีกด้านหนึ่งคือการให้บริการไวไฟ (WiFi) แก่เมืองต่างๆ เช่น นิวยอร์ค ปารีส มาดริด ไมอามี

บริษัทโกเว็กซ์ เสนอขายหุ้นต่อประชาชนและเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาด Mercado Alternative Bursatil (MAB) ซึ่งเป็นตลาดทางเลือกของสเปน(ที่มีหุ้นขนาดเล็กกว่าที่จดทะเบียนในตลาดหลัก) ในปี 2010 ใช้สัญลักษณ์ในการซื้อขายว่า GOW โดยในภายหลังก็เข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาด EURONEXTของฝรั่งเศส ใช้สัญลักษณ์ ALGOW

เรื่องที่เกิดขึ้น เกิดอย่างรวดเร็วมาก ภายหลังจากบริษัท ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช ซึ่งเป็นบริษัทช็อตเซลล์ คือทำการวิเคราะห์เพื่อทำการขายช็อต (วิเคราะห์ว่าหุ้นของบริษัทไหนมีราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อเห็นแล้วก็จะยืมหุ้นจากผู้ลงทุนอื่นมาขายก่อน เมื่อราคาตกลงไปจึงซื้อเพื่อนำมาส่งมอบคืนให้ โดยได้กำไรจากส่วนต่าง) ได้ออกมาฟันธงในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ว่า หุ้นของบริษัทเล็ตสโกเว็กซ์ (ขอเรียกสั้นๆว่าโกเว็กซ์) ควรจะมีมูลค่าเป็นศูนย์ เพราะบริษัทมีรายได้ปลอมถึง 90% ของที่รายงาน หรืออีกนัยหนึ่งคือ บริษัทรายงานรายได้สูงกว่ารายได้จริงถึง 10 เท่า

สองวันหลังจากเผยแพร่ข้อมูลนี้ออกไป ราคาหุ้นของบริษัทโกเว็กซ์ ตกลงไปถึง 60%

โดยเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทคือนาย เฮนาโร กราเซีย มาร์ติน (Jenaro Gracia Martin) ได้เรียกประชุมพนักงานทั้งหมด และบอกว่ารายงานของบริษัทช็อตเซลล์ผิดพลาด เขารับประกันว่าบริษัทโกเว็กซ์จะไม่ล้มหายตายจากไป เขาโวยวายจนผู้กำกับตลาดหลักทรัพย์ของสเปนต้องสอบถามไปยัง กลต.ของสหรัฐและอังกฤษว่าก็อตแทม ซิตี้รีเสิร์ช มีที่มาเป็นอย่างไร

หุ้นของบริษัทโกเว็กซ์ถูกห้ามซื้อขายตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม และ นาย กราเซีย มาติน วัย 46 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาออกจากบริษัทในวันที่ 5 กรกฎาคม โดยคณะกรรมการของบริษัทแจ้งว่า นาย กราเซีย มาร์ติน เป็นผู้รับผิดชอบต่อเรื่องทุกๆเรื่องแต่เพียงผู้เดียว

นายกราเซีย มาร์ติน ได้สารภาพความจริงในวันที่ 6 กรกฎาคม และบริษัทได้ยื่นขอขอรับการคุ้มครองจากเจ้าหนี้ภายใต้กฎหมายล้มละลายในวันเดียวกัน

จากคำให้การที่นายกราเซีย มาร์ตินให้ต่อศาลนั้น เขาได้เริ่มทำบัญชีหลอกมาตั้งแต่ปี 2005 โดยใช้บริษัทที่บุคคลใกล้ชิด เช่น ภรรยา แม่บ้าน หรือ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน เป็นกรรมการ มาทำรายการเป็นลูกค้าของบริษัท เพื่อให้บริษัทมีรายได้สูงๆ และก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช ก็ประมาณการถูกต้องค่ะ ว่า 90% ของลูกค้าและรายได้ที่บริษัทรายงานนั้น เป็นรายได้ที่สร้างขึ้นมาเอง

เมื่อสอบถามเมืองต่างๆที่บริษัทอ้างว่าได้ว่าจ้างให้บริการ WiFi ในเมือง ก็พบว่า ในบางเมือง เช่น บัวโนส แอเรส ของอาร์เจนติน่า บริษัทโกเว็กซ์ได้ไปติดต่อจริง แต่ไม่ได้บรรลุข้อตกลงใดๆ แต่โกเว็กซ์ให้ข่าวว่า ได้เซ็นสัญญามูลค่า 12 ล้านยูโรกับเมืองบัวโนสแอเรสแล้ว

กรณีกรุงปารีสและแมดริด ก็พบว่า บริษัทจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับเมืองเหล่านั้น เพื่อขอโฆษณาชื่อบริษัทในรถไฟและรถบัสประจำทาง ทั้งสองเมืองไม่ได้ซื้อบริการไวไฟกับบริษัทแต่อย่างใด

ส่วนเมือง Gerona และ Aviles ก็แจ้งว่า บริษัทจ่ายเงินให้กับเมืองเป็นค่าให้บริการไวไฟและจ่ายค่าโฆษณาบริการไวไฟด้วย

ในเอกสารที่บริษัทโกเว็กซ์แจกให้กับผู้สื่อข่าวในการเปิดตัวไวไฟของเมืองไมอามี เมื่อเดือนเมษายน 2557 บริษัทแจ้งว่า ไมอามีเป็นเมืองที่สามในสหรัฐอเมริกาที่ใช้บริการไวไฟของบริษัท ถัดจาก นิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก ซึ่งเมืองนิวยอร์คให้ข้อมูลกับ ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช ว่าได้ทำสัญญาจ้างมูลค่า 245,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.8 ล้านบาท) เพื่อให้บริการในบางส่วนของเมืองเท่านั้น

โกเว็กซ์ได้ใช้สัญญาจ้างบริการเหล่านี้ในการกู้เงินจากสถาบันการเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงจ่ายภาษีจากกำไรที่ไม่มีจริงด้วยค่ะ โดยในปี 2556 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้ไปถึง 10.6 ล้านยูโร (ประมาณ 456 ล้านบาท)

ถามว่าทำไมบริษัท ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช จึงกลายเป็นผู้ค้นพบความเท็จอันนี้ ตอบว่าเพราะบริษัทช็อตเซลล์ หากขายหุ้นไปแล้วราคาหุ้นไม่ตกลงไปตามที่คาด บริษัทก็ขาดทุน เพราะต้องไปซื้อหุ้นราคาสูงมาคืนให้กับผู้ที่ให้ยืมมาขาย ทีมงานวิเคราะห์จึงใช้เวลาถึง 8 เดือนในการวิเคราะห์หาข้อเท็จจริง รวมถึงเข้าพบและสัมภาษณ์ผู้บริหาร ไปพบลูกค้าของบริษัท รวมถึงพบคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และสงสัยว่า ทำไมบริษัทโกเว็กซ์ จึงมีกำไรในธุรกิจ hotspot WiFi ในขณะที่คู่แข่งเช่น iPass และ Boingo ขาดทุน

ท่านที่สนใจสามารถหาอ่านรายงาน 93 หน้าของ ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช ได้นะคะ เขาไม่ได้ทำรายงานขาย และไม่ได้มีใบอนุญาตที่ปรึกษาการลงทุนในประเทศใดๆ แต่ทำเพื่อใช้เองในการเข้าทำกำไรจากการซื้อขายและขายช็อตบริษัทต่างๆเมื่อมีมูลค่าไม่เหมาะสม ซึ่งคนทั่วๆไปมักจะมองว่าเป็นผู้ร้าย แต่ในความเป็นจริง การมีกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้ ช่วยให้ตลาดเกิดสมดุลมากขึ้นค่ะ หากนักลงทุนเหล่านี้ทำอย่างมีจรรยาบรรณ

อย่างไรก็ดี งานนี้ ก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช กลายเป็นพระเอกในชั่วเวลาข้ามคืน เพราะแม้แต่กองทุนดังๆของโลกบางกองทุน ยังเข้าลงทุนในหุ้นของ โกเว็กซ์ เพราะเชื่อในเรื่องราวที่บริษัทเผยแพร่ ซึ่งก็อตแทมซิตี้รีเสิร์ช พบว่า ข่าวหลายอย่างที่เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แต่ข่าวที่เป็นภาษาสเปนไม่ค่อยมีกรณีเช่นนี้

หากสนใจ ตอนนี้ยังพอหาอ่านข่าวและเอกสารของบริษัทโกเว็กซ์ได้ และถ้าคลิกหา GOWEX WIFI ก็จะเห็นภาพโฆษณาสวยงามให้ download แอพพลิเคชั่น น่าตื่นเต้นเลยทีเดียว

คาดกันว่างานนี้ นายกราเซีย มาร์ติน คงจะต้องโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 10 ปี ในฐาน ตกแต่งบัญชี และใช้ข้อมูลภายในในการซื้อขายค่ะ

นำมาเล่าเอาไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า “ความจริงย่อมไม่ตาย”

บทเรียนจากเซลส์แมน โดย คนขายของ

เนื่องจากบทความนี้เป็นบทความแรก ที่ผมเขียนผ่านสื่อมวลชน ผมขอถือโอกาสนี้แนะนำตัว แก่ท่านผู้อ่านทั้งหลายก่อนนะครับ โดยปกติผมเขียนบทความลงในเว็ปไซด์ของ สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (www.thaivi.org) ใช้ login name ว่า “คนขายของ” ที่ใช้ชื่อว่า “คนขายของ” นั้นเป็นเพราะว่างานแรกที่ผมได้รับเข้าทำงานนั้นคือตำแหน่ง “วิศวกรขาย (Sales Engineer)” หลังจบจากมหาวิทยาลัยทางด้านวิศวกรรมศาสตร์เมื่อปี 2537 หน้าที่ของผม คือการดูแลตัวแทนจำหน่ายหลายราย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ คนที่ผมต้องติดต่อด้วยจะเป็นเถ้าแก่ เจ้าของร้าน สมัยนั้นตำแหน่งงานวิศวกรขายมักไม่ค่อยมีใครนิยมสมัครกัน เพราะเห็นว่า เป็นงานที่ต้องถูกลูกค้าต่อว่า ต้องไปเที่ยวง้อลูกค้า ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่จบทางวิศวะมาเห็นว่าไม่ค่อย มีเกียรติเท่าไหร่ แต่สำหรับผม การเป็นพนักงานขายสินค้านี่แหละครับ ที่สอนพื้นฐานของการ ทำธุรกิจ ซึ่งต่อมาผมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในการลงทุนได้เป็นอย่างดี

ประเด็นหนึ่งที่ผมจำขึ้นใจ จากคำสอนของเถ้าแก่ท่านหนึ่งที่สอนผมคือ “ขายของได้ยังไม่เก่ง ถ้าเก่งต้องเก็บเงินให้ได้ด้วย” ตอนที่ผมทำอาชีพเซลส์แมนนั้น ผมได้เห็นเจ้าของร้านบางรายต้องปิดกิจการลง พร้อมด้วยหนี้สินรุงรังกับบริษัทในช่วงต้มยำกุ้ง ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเขาเหล่านั้น ไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าเขาได้ ทำให้เขาไม่มีเงินจ่ายซัพพลายเออร์ จากบทเรียนนี้เมื่อ ผมมาเป็นนักลงทุน ทำให้ผมให้ความสนใจ ต่อกิจการที่รับเงินสด เช่นพวกค้าปลีก, โรงพยาบาล และ ร้านอาหาร มากกว่าพวกกิจการ ที่ปล่อยสินเชื่อ เช่นกิจการธนาคารและลิซซิ่ง หรือ กิจการที่ต้องให้เครดิตยาวๆแก่ลูกค้าเช่น กิจการที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิด

ความเชื่อมั่นในกิจการรับเงินสดของผม ถูกตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกา ในช่วงวิกฤตนั้นดัชนี Dow Jones ได้ตกลงจากประมาณ 13,000 จุดในเดือนพฤษภาคม 2551 ลงมาเหลือ 6,626 จุดในไตรมาสแรกของปี 2552 หรือตกลงมาเกือบ 50% ในขณะที่หุ้น ของสถาบันการเงินสหรัฐเช่น CITIBANK ราคาหุ้นรูดลงจาก 230$ ลงมาเหลือแค่ประมาณ 10$ คือตกลงมา 95% แต่หุ้นค้าปลีกอย่างห้าง WALMART ตกลงมาแค่ 14% และ ร้านอาหารอย่าง McDonald’s ตกลงมา 13% ในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่เท่าที่ผมสังเกตุ ใช่ว่าต้องเป็นกิจการที่รับเงินสดอย่างเดียวถึงมีความมั่นคงผ่านวิกฤตมาได้ บางกิจการที่ได้รับเครดิตจากซัพพลายเออร์อย่างยาวนาน แต่สามารถเก็บเงิน จากลูกค้า ได้อย่างรวดเร็ว ก็สามารถฝ่าวิกฤตการเงินมาได้ เช่น กิจการอย่าง APPLE ซึ่งมีระยะ เวลาเก็บเงินจากลูกค้า 42 วัน เก็บของในสต๊อกแค่ 5 วัน แต่มีระยะเวลาจ่ายซัพพลายเออร์ยาวถึง 74 วัน (ข้อมูลปี 2014) ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แม้หุ้น APPLE จะลงมาประมาณ 50% พอๆกับดัชนี Dow Jones แต่ก็ไม่ถึงกับสาหัสเหมือนกลุ่มสถาบันการเงินดังที่กล่าวมาข้างต้น และเมื่อวิกฤตผ่านไป หุ้น APPLE ก็สามารถทำราคาสูงสุดใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

ถึงแม้กิจการที่รับเงินสดสามารถต้านทานวิกฤตการเงินได้ดีกว่ากิจการที่ต้องให้สินเชื่อ หรือ กิจการที่ต้องให้เครดิตยาวนานแก่คู่ค้า แต่การลงทุนในกิจการพวกนี้ตอนราคาสูงมากๆ ก็อาจไม่ใช่การลงทุนที่ดีเท่าไรนัก เช่นนักลงทุนที่ซื้อหุ้น WALMART ที่ราคา 69$ ตอนปลายปี 1999 เขาต้องรอถึง 12 ปีถึงจะได้เห็นราคานั้นอีก แต่ถ้าคุณซื้อหุ้น CITIBANK ตอนแย่สุดๆในปี 2009 ตอนนี้คุณคงได้กำไรเกือบหนึ่งเท่า ดังนั้นไม่ว่า ในแง่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจะแข็งแกร่งขนาดไหน “ส่วนเผื่อความปลอดภัย” หรือที่เรียกว่า Margin of Safety ในภาษาอังกฤษ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุน ต้องจำให้ขึ้นใจก่อนตัดสินใจลงทุน

ตรวจสอบตัวเองก่อนลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องการลงทุนนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการตรวจสอบหรือประเมินตัวเราเองว่าสถานะและศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร จากนั้นเราถึงจะสามารถวางกลยุทธ์และแนวทางที่ถูกต้องที่จะทำให้การลงทุนของเรามีความเหมาะสมที่สุด การวางแผนการเงินแบบ “มาตรฐาน” เช่น เราควรจะจัดพอร์ตการลงทุนที่ประกอบไปด้วยเงินลงทุนระยะสั้นที่เป็นเงินสดเท่านั้นเท่านี้ ต้องมีตราสารหนี้ระยะยาว มีหุ้นและมีตราสารการเงินอื่น ๆ ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงหรืออายุของเรา และสุดท้ายบางทีก็บอกว่าเราควรจะต้องมีประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่เราตายก่อนกำหนด เป็นต้น นั้น ผมคิดว่าเป็นเพียงหลักการกว้าง ๆ ที่ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน ลองมาดูกันว่าอะไรคือปัจจัยที่เราจะต้องคำนึงถึงก่อนเริ่มวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลของเรา

เรื่องแรกก็คือ เรามีทรัพย์สินสุทธิเท่าไร? บางคนมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติมากเป็นหลายร้อยหรือเป็นพัน ๆ ล้านบาท เหตุผลในการที่จะทำประกันชีวิตจึงแทบไม่มี เพราะถ้าเขาตาย เงินมรดกก็มากมายพอที่จะทำให้ลูกหลานสบายเต็มที่อยู่แล้ว เงินทุนประกันชีวิตสูงสุดที่ส่วนใหญ่ก็ไม่เกิน 10-20 ล้านบาทนั้นย่อมไม่มีความหมายอะไร เหตุผลที่จะซื้อประกันเพื่อจะได้ผลตอบแทนที่ดี เช่น เฉลี่ยปีละอาจจะถึง 4% เมื่อรวมการได้รับลดหย่อนเรื่องภาษีเงินได้อาจจะถึง 5% ที่คนขายประกันมักพยายามนำมาชักชวนให้ซื้อประกันนั้น ผมคิดว่าในระยะยาวแล้วไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่มีเงินมาก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราไม่สามารถ“ลงทุน” ในการประกันชีวิตเป็นเงินมาก ๆ เมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดของเราได้

“ความเสี่ยง” สำหรับคนที่มีเงินมากเหลือเฟือและไม่มีหนี้หรือภาระที่อาจจะต้องรับ กับความเสี่ยงของคนที่มีเงินหรือทรัพย์สินสุทธิไม่มากนั้นผมคิดว่าแตกต่างกัน คนที่มีเงินมากพอที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตลอดชีวิตทั้งของตนเองและลูกหลานอยู่แล้วนั้น ความเสี่ยงที่สำคัญอาจจะไม่ใช่ความเสี่ยงในการลงทุนตามปกติที่เกิดจากตราสารการเงินเช่น หุ้นหรือพันธบัตร หรือเงินฝาก หรือแม้แต่การลงทุนในธุรกิจหรือในอสังหาริมทรัพย์ เพราะการลงทุนเหล่านั้น แม้ว่าเขาจะขาดทุนไปครึ่งหนึ่งหรือขาดทุนไป 75% เงินที่เหลืออยู่ 25% ก็ยังเพียงพอที่เขาอาจจะอยู่ได้อย่างสบาย แต่ความเสี่ยงของเขาจริง ๆ นั้น อาจจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดจาก “ระบบ” หรือกฎเกณฑ์ของรัฐหรือประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปที่อาจจะทำลายการลงทุนของเขาจนหมดสิ้นไป สิ่งเหล่านี้ในบ้านเราอาจจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่ในบางประเทศเช่น ในยุโรปตะวันออกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ผมคิดว่าคนรวยหรือแม้แต่มหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยต้อง “สิ้นเนื้อประดาตัว” เพราะเมื่อเกิดสงคราม โรงงานหรือธุรกิจอาจถูกระเบิดทำลายไป เงินฝากที่มีอยู่ก็เฟ้อเนื่องจากประเทศแพ้สงครามหมดค่าลง บางคนมีที่ดินเหลือแต่หลังสงครามประเทศกลายเป็นคอมมิวนิสต์ที่ดินจึงถูกยึดเป็นของรัฐ ดังนั้น สำหรับคนเหล่านี้ การลงทุนที่สำคัญมากที่จะลดความเสี่ยงจริง ๆ จึงอาจจะอยู่ที่การกระจายการลงทุนไปในหลาย ๆ ประเทศซึ่งจะทำให้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ยังมีเงินพอที่จะใช้ชีวิตที่สุขสบายได้

ข้อตรวจสอบตัวเองต่อมาก็คือเรื่องของรายได้จากการทำงาน ถ้างานของเรานั้นทำเงินได้ดีและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น เรามีอาชีพเป็นหมอศัลยกรรม และเราคิดว่าเมื่อถึงเวลาที่เราต้องใช้เงินมากในอนาคตเช่น การส่งลูกเรียนต่างประเทศ เราก็น่าจะมีกำลังที่ทำได้ด้วยรายได้จากเงินเดือน ในกรณีแบบนี้ เราก็สามารถลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงเช่นหุ้นได้มากในขณะนี้ แต่ถ้างานในปัจจุบันนั้นถึงจะมีรายได้ดีแต่ไม่ได้มีความแน่นอนมาก การลงทุนของเราก็อาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น อาจจะต้องลงทุนในตราสารการเงินที่เสี่ยงน้อยกว่าเช่น การลงทุนในพันธบัตรมากกว่า เป็นต้น หรือในกรณีที่เรามีรายได้ไม่มากแต่มีความมั่นคงในการทำงาน แผนการเงินของเราอาจจะเป็นเรื่องของการพยายามอดออมและกันเงินไว้ลงทุนในหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีนี้ แม้ว่าเงินที่ลงทุนอาจจะน้อย แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไปยาวนาน เราก็อาจจะมีทรัพย์สินที่มากพอและมีชีวิตที่สุขสบายได้ในยามที่เราแก่ตัวลง

เรื่องของอายุก็เป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดแนวทางในการลงทุน ถ้าอายุเราน้อยและมีกำลังทำงานเต็มที่ การลงทุนที่ “เสี่ยง” ประเภทลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรือบางทีมากกว่านั้น ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ “ไม่เสี่ยง” เพราะเราสามารถ “แก้ตัว” นั่นคือ หาเงินมาใช้เลี้ยงชีวิตตนเองตามอัตภาพได้เสมอ แต่เมื่อเรามีครอบครัวที่ต้องอุปการะหรืออายุมาก 40-50 ปีขึ้นไปแล้ว การลงทุนก็ควรจะ Balance หรือมีความสมดุลขึ้น เช่น ควรจะมีการลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอที่มีการลงทุนทั้งด้านของหุ้น ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเงินสดและการประกันชีวิต ที่จะทำให้เรามีความสบายใจว่าเงินจะไม่หายไปมากในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เลวร้ายหรือเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องการผลตอบแทนที่ดีพอสมควรที่จะทำให้ความมั่งคั่งของเราไม่ลดลงเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่กัดกินค่าของเงินอย่างช้า ๆ ตลอดเวลา

ค่าใช้จ่ายทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่เราจะต้องคาดการณ์ไว้ล่วงหน้านั้น น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากอย่างหนึ่งในการวางแผนการเงินและการลงทุน รายจ่ายที่สำคัญมากที่สุดที่ต้องคำนึงถึงก็คือ รายจ่ายทางด้านการศึกษาของลูกและรายจ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลของพ่อแม่ถ้าเราเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบ และค่าใช้จ่ายของตัวเราเองเวลาเจ็บไข้ เรื่องของลูกนั้น นอกจากจำนวนที่เรามีหรือต้องการที่จะมีแล้ว เราคงต้องวางแผนว่าจะให้เขาเรียนที่ไหนในระดับประถมถึงมัธยม และระดับปริญญาตรี-โท ในประเทศหรือต่างประเทศ เพราะค่าใช้จ่ายนั้นแตกต่างกันมาก ในเรื่องของการรักษาพยาบาลนั้น โชคดีที่ประเทศเรามีระบบสวัสดิการสังคมที่ดีมาก ดังนั้น ถ้าเราวางแผนที่ดีพอ เราจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากโดยการสมัครในโปรแกรมต่าง ๆ เช่น ประกันสังคม ที่จะทำให้เราได้รับความคุ้มครองด้วยรายจ่ายที่ไม่สูงเกินไป ส่วนในเรื่องของการศึกษานั้น รายจ่ายที่มากน้อยมักจะอยู่ที่เราเลือกว่าจะให้ลูกไปทางสาย “อินเตอร์” หรือสาย “ไทย” ความเห็นของผมก็คือ ในระดับกลาง ๆ ค่อนข้างสูงก็คือ เน้นอินเตอร์ในประเทศจนจบปริญญาตรี แล้วถ้ามีโอกาสก็ไปต่อโทต่างประเทศที่เป็นโปรแกรม 1 ปี นี่น่าจะเพียงพอสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่จะต้อง “ต่อสู้” ในโลกที่เป็น “สากล”

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ ความรู้และประสบการณ์ในการลงทุน คนที่มีพื้นฐานทางด้านการคำนวณหรือทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น มักจะมีความได้เปรียบในการศึกษาเรื่องของการลงทุน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนมาทางสายการเงินหรือทางธุรกิจพวกเขาสามารถศึกษาเรื่องการลงทุนได้ไม่ยากนัก แต่คนที่เป็น “หัวศิลป์” จำนวนไม่น้อยไม่สามารถวิเคราะห์หุ้นได้ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นว่าเราไม่สามารถลงทุนในหุ้นได้ ว่าที่จริง ปีเตอร์ ลินช์ เคยพูดว่า “ถ้าเรารู้ว่าเราโง่เรื่องการเงิน เราก็หายโง่แล้ว” วิธีที่จะลงทุนในหุ้นแบบคนที่ไม่รู้เรื่องหรือวิเคราะห์หุ้นไม่เป็นที่ดีที่สุดก็คือ การซื้อกองทุนอิงดัชนีเช่น SET 50 ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีเงินลงทุน ด้วยวิธีนี้ คนที่ไม่เก่งเรื่องหุ้นก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีพอใช้ได้ และบ่อยครั้งก็ดีกว่า“มืออาชีพ” ด้วยซ้ำ การมีความรู้และประสบการณ์ในการลงทุนที่ดีนั้น ผมคิดว่าทำให้แผนการเงินหรือการลงทุนของคน ๆ นั้นอาจจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากเกณฑ์มาตรฐาน การ “ถือหุ้น 100% ตลอดไป” นั้น ดูเหมือนจะเป็นกลยุทธ์ของ VI ผู้มุ่งมั่น จำนวนมากในทศวรรษนี้ ว่าที่จริง หลายคนที่ประสบความสำเร็จสูงนั้น ลงทุนในหุ้นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องยาวนาน ผมเองคิดว่านี่ไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมและอาจจะดีเฉพาะในบางสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม แผน แนวทาง หรือกลยุทธ์การลงทุน นั้นเป็นเรื่องของแต่ละคน เขาอาจจะมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติที่จะสามารถ “รองรับขั้นสุดท้าย” เช่น มีพ่อแม่ที่มีเงินมากพอในกรณีที่เขา “หายนะ” เป็นต้น ดังนั้น เราจึงไม่สามารถจะบอกว่าผิดหรือถูก เราควรจะคิดว่าเรื่องการลงทุนนั้น “ตัวใครตัวมัน”

เด็กน้อย กับดวงอาทิตย์

ก่อนรุ่งสาง ณ ดินแดนอันห่างไกลแห่งหนึ่ง เด็กน้อยคนหนึ่ง รีบลุกจากที่นอน วิ่งฝ่าความมืดขึ้นไปบนภูเขาดำทมึนซึ่งตั้งอยู่หลังหมู่บ้าน เด็กน้อยใช้เวลาพอสมควรในการขึ้นสู่ยอดเขา ครั้นได้ที่มั่นในการยืนเรียบร้อยแล้ว ก็ยกมือขึ้น หมุนเป็นวงกลมสามรอบ หลังจากรอไม่นาน ท้องฟ้าเริ่มมีแสงแรก พระอาทิตย์ดวงกลมใหญ่ ค่อยๆ ลอยขึ้นไปในท้องฟ้า…

เด็กน้อยเพียรทำอย่างนี้ทุกเช้าเพราะเชื่อว่าการกวาดแขนเป็นวงกลมสามรอบนั้นเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งแสงสว่าง เด็กน้อยคนนั้นไม่เคยเฉลียวใจเลยว่าตนเองคิดผิด จนกระทั้งวันหนึ่งเธอล้มป่วยลง เช้านี้เธอไม่สามารถออกมาวาดแขนเป็นวงกลมได้เหมือนเดิม แต่เธอกลับพบว่า พระอาทิตย์ดวงเดิมก็ยังคงส่องแสงสว่างไสวอยู่อย่างนั้น

อาจารย์ปริญญาโทของผมท่านหนึ่ง ท่านเคยสอนเรื่อง “การให้เหตุผลที่ผิด” และหนึ่งในตัวอย่าง ที่ท่านยกมานั้น กล่าวเป็นภาษาละตินว่า “Post Hoc Ergo Propter Hoc” แปลเป็นใจความได้ว่า “หลังจากเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์นั้นจึงเป็นต้นเหตุ” ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เหตุการณ์ทั้งสองอย่างนั้น อาจไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันแต่อย่างใด แต่ว่าคนเราจับสองเหตุการณ์นั้นมาประติดประต่อกันเอาเองว่า…ตัวอย่างเช่น..ฉันวาดมือสามครั้ง หลังจากนั้น พระอาทิตย์จึงขึ้น จริงๆแล้ว พระอาทิตย์เขาก็ขึ้นของเขาอยู่อย่างนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับว่ามีใครมาวาดแขนหรือไม่

ในโลกของการลงทุนนั้น ผมเองได้เห็น “การให้เหตุผลที่ผิด” ของตัวเองมากมายในอดีต มีอยู่บางครั้ง ที่ผมซื้อหุ้นแล้วหุ้นขึ้น ผมก็เชื่อว่าผมวิเคราะห์มาดีแล้ว ผมเก่ง ซื้อเสร็จไม่นานหุ้นก็ขึ้นอย่างมาก ยิ่งขึ้นผมก็ยิ่งมั่นใจในความเก่งของผม ผมคิดว่ามาถูกทางแล้ว เก่งแล้ว อ่านขาด ยิ่งราคาขึ้นไปสูงขึ้นไป ผมก็คิดว่าหุ้นตัวนี้ต้องเป็นหุ้นคุณค่า เหมาะแก่การถือยาวเป็นสิบๆปีแน่ๆเลย แต่พอผ่านมาระยะหนึ่ง บริษัทนี้ประกาศผลประกอบการซึ่งผิดความคาดหมายของผมอย่างมาก ราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว ความเชื่อในอดีตของผมหายไป ในตอนนั้น ผมไม่เก่งแล้ว หุ้นนี้ไม่ควรถือยาว ความมั่นใจหลายๆ อย่างหายไปหมดแล้ว

ปัจจุบันผมไม่ค่อยรู้สึกว่าผมมีฝีมือในการลงทุนอะไรมากมาย กลับคิดว่าผมเองเหมือนชาวประมง โตมาถึงป่านนี้ผมยังไม่เคยได้ยินว่ามีแชมป์ชาวประมงโลกที่ไหน นั่นอาจเป็นเพราะว่า อาชีพชาวประมงนั้น การจะได้ปลามากหรือน้อยนั้น มันขึ้นกับเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง ต่อให้เป็นชาวประมงที่มีฝีมือขนาดไหน ฟ้า ลม ไม่เป็นใจ ก็ใช่ว่าจะจับปลาได้ ดังนั้นความสำเร็จของชาวประมงนั้นขึ้นกับหลายเหตุปัจจัยมาสอดคล้องกัน วันไหนที่เขาจับปลาได้มาก เขาคงไม่กล้าเอาเครดิตไว้คนเดียวว่า “ข้าเก่ง” ผมเชื่อว่าชาวประมงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เขาเหล่านั้นจะรู้จักเคารพ ทะเล ลม เรือ แห และ ฝูงปลา ที่ทำให้เขาสามารถยังชีพอยู่ได้ หาปลาไปด้วยความเคารพในสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน

ธรรมดาคนเรานั้นมักเชื่อว่าเราสามารถควบคุมสิ่งต่างๆได้ เชื่อเสมอว่าที่เป็นได้แบบนี้นั้น “เป็นเพราะเรา” “เราเป็นคนทำ” บันดาลให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า เรานั้นกำลังทำในสิ่งที่ว่า…. “การให้เหตุผลที่ผิด” อยู่ เพราะถ้าเราลองสังเกตุตัวเราให้ดี อย่าว่าแต่ไปบังคับสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นเลย ผมบนหัวของเราเอง เวลาร่วง ยังไม่เคยขออนุญาติเรา เราเองตั้งแต่ตื่นนอนมา ตลอดวัน เคยลงมือย่อยอาหารเองไหม เคยฟอกเลือดไหม ผมเองอยู่กับร่างกายนี้มาหลายปีแล้ว ยังไม่รู้เรื่องเลยว่าเขาทำงานกันอย่างไร แต่ร่างกายนี้ยังคงทำงานของเขาเป็นทีม คล้องจองกัน อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่เคยรับ “เครดิต” อะไรจากใครเลย

ผมเขียนบทความนี้ด้วยความรู้สึกขอบคุณเพื่อนสมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ที่มีน้ำใจ แบ่งปันข้อมูลและความรู้ให้แก่กันตลอดมา เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ผมสามารถดำรงอาชีพ
ชาวประมงหาหุ้น เลี้ยงตัวอยู่ได้ วันนี้ (15 มกราคม 2557) เป็นวันที่ผมเป็นสมาชิก thaivi มาครบ 10 ปีพอดี เลยขอฝากข้อผิดพลาดของผมผ่านบทความนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ และ เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของเพื่อนๆ ทุกๆ ท่านบ้าง ขอบคุณครับ

เครดิต: คนขายของ @ThaiVI

Creating a Knowledge Sharing Culture for All Investing Communities