บทความการลงทุน สอนลูกเรื่องเงินทอง

3 กูรูด้านการลงทุน แนะวิธีส่งต่อความมั่งคั่งสู่ทายาท พร้อมวิธีสอนลูกใช้เงินอย่างคุ้มค่าและเป็นสุข คนฟุ่มเฟือยชอบทำอะไรเกินตัว แม้จะร่ำรวยสุดท้ายก็มักขัดสน คนนิสัยประหยัด แม้จะยากจนก็มักมีเหลือเก็บ ความสำคัญของ “เงิน” อยู่ที่คุณค่าการใช้ ไม่ใช่ “ปริมาณ” สามดอกเตอร์สอนลูกเรื่องเงิน ส่งต่อ “ความรวย” ด้วยศาสตร์และศิลป์ เพราะพวกเขามองว่า..ชีวิตของลูกอยู่ในกำมือของพ่อแม่ ตลอดชีวิตการลงทุนที่ผ่านมา ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร จะเลือกเฟ้นแต่เฉพาะหุ้น “เฟิร์สคลาส” (ชั้นหนึ่ง) ตรงกันข้ามกับวิถีการใช้ชีวิตจะใช้แบบ Economy (คุ้มค่า) โดยมองทุกอย่างที่ความคุ้มค่าของเงิน และประโยชน์ที่ได้รับกลับมา โดยจะไม่จ่ายอะไรที่แพงเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้น “การใช้จ่าย” เพื่อซื้อความสุข สำหรับ Value Investor จึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง กูรูด้านการลงทุนหุ้นคุณค่าหมายเลขหนึ่งของเมืองไทย เล่าว่า วิธีสอนเรื่องการใช้เงินกับ “น้องแจน” น.ส.พิสชา เหมวชิรวรากร (นักศึกษาหลักสูตรนานาชาติ สาขาการจัดการการสื่อสารคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ) ลูกสาวคนเดียว ในฐานะพ่อจะทำตัวให้เป็นตัวอย่าง มากกว่าบอกว่าลูกต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนตัวคิดว่าเด็กสมัยใหม่บางคน ไม่ถูกกดดันให้ต้องหาเงินเอง ทำให้มีคำถามกลับมาว่าทำไมต้องประหยัดด้วย อย่างเช่นน้องแจนไปเที่ยวบ้านเพื่อน ก็จะกลับมาถามว่าทำไมเราไม่สร้างบ้านให้ใหญ่เหมือนเขา (ทั้งๆ […]

ตรวจสอบตัวเองก่อนลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องการลงทุนนั้น สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือการตรวจสอบหรือประเมินตัวเราเองว่าสถานะและศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจของเราเป็นอย่างไร จากนั้นเราถึงจะสามารถวางกลยุทธ์และแนวทางที่ถูกต้องที่จะทำให้การลงทุนของเรามีความเหมาะสมที่สุด การวางแผนการเงินแบบ “มาตรฐาน” เช่น เราควรจะจัดพอร์ตการลงทุนที่ประกอบไปด้วยเงินลงทุนระยะสั้นที่เป็นเงินสดเท่านั้นเท่านี้ ต้องมีตราสารหนี้ระยะยาว มีหุ้นและมีตราสารการเงินอื่น ๆ ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงหรืออายุของเรา และสุดท้ายบางทีก็บอกว่าเราควรจะต้องมีประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่เราตายก่อนกำหนด เป็นต้น นั้น ผมคิดว่าเป็นเพียงหลักการกว้าง ๆ ที่ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน ลองมาดูกันว่าอะไรคือปัจจัยที่เราจะต้องคำนึงถึงก่อนเริ่มวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลของเรา เรื่องแรกก็คือ เรามีทรัพย์สินสุทธิเท่าไร? บางคนมีเงินหรือมีทรัพย์สมบัติมากเป็นหลายร้อยหรือเป็นพัน ๆ ล้านบาท เหตุผลในการที่จะทำประกันชีวิตจึงแทบไม่มี เพราะถ้าเขาตาย เงินมรดกก็มากมายพอที่จะทำให้ลูกหลานสบายเต็มที่อยู่แล้ว เงินทุนประกันชีวิตสูงสุดที่ส่วนใหญ่ก็ไม่เกิน 10-20 ล้านบาทนั้นย่อมไม่มีความหมายอะไร เหตุผลที่จะซื้อประกันเพื่อจะได้ผลตอบแทนที่ดี เช่น เฉลี่ยปีละอาจจะถึง 4% เมื่อรวมการได้รับลดหย่อนเรื่องภาษีเงินได้อาจจะถึง 5% ที่คนขายประกันมักพยายามนำมาชักชวนให้ซื้อประกันนั้น ผมคิดว่าในระยะยาวแล้วไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่มีเงินมาก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราไม่สามารถ“ลงทุน” ในการประกันชีวิตเป็นเงินมาก ๆ เมื่อเทียบกับเงินทั้งหมดของเราได้ “ความเสี่ยง” สำหรับคนที่มีเงินมากเหลือเฟือและไม่มีหนี้หรือภาระที่อาจจะต้องรับ กับความเสี่ยงของคนที่มีเงินหรือทรัพย์สินสุทธิไม่มากนั้นผมคิดว่าแตกต่างกัน คนที่มีเงินมากพอที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายตลอดชีวิตทั้งของตนเองและลูกหลานอยู่แล้วนั้น ความเสี่ยงที่สำคัญอาจจะไม่ใช่ความเสี่ยงในการลงทุนตามปกติที่เกิดจากตราสารการเงินเช่น หุ้นหรือพันธบัตร หรือเงินฝาก หรือแม้แต่การลงทุนในธุรกิจหรือในอสังหาริมทรัพย์ เพราะการลงทุนเหล่านั้น แม้ว่าเขาจะขาดทุนไปครึ่งหนึ่งหรือขาดทุนไป 75% เงินที่เหลืออยู่ 25% […]

จับคู่วิเคราะห์หุ้น – ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โลกในมุมมองของ Value Investor 16 พฤศจิกายน 2556 ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร จับคู่วิเคราะห์หุ้น ในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อที่จะหาว่าตัวไหนน่าลงทุนหรือไม่นั้น ในบางครั้งผมก็มักจะดูข้อมูลของบริษัทสองแห่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและอาจจะแข่งขันกันด้วย เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลด้านต่าง ๆ ทั้งทางด้านเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การหาหุ้นที่คล้ายคลึงกันนั้น บางครั้งก็ง่ายเนื่องจากทั้งสองบริษัททำธุรกิจแบบเดียวกันและมีฐานลูกค้าใกล้เคียงกัน ตัวอย่างเช่น บริษัททั้งสองต่างก็เป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำและมีฐานลูกค้าที่เป็นคนมีรายได้สูงและชาวต่างประเทศ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งอาจจะเป็นธุรกิจที่เป็นเครือข่ายโรงแรมชั้นนำและขายอาหารภัตตาคารและจานด่วนหลากหลาย เป็นต้น

สรุปความรู้หลักสูตรVI รุ่น4 (Part1 แนวคิดการลงทุน อ.นิเวศน์)

Credit : earthcu @ ThaiVI วันที่ 5 ตุลาคม 2556 Part 1 : แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (อ.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร) 1.ภาพใหญ่ถูกมีชัยไปกว่าครึ่ง ซึ่งในความหมายของภาพใหญ่คือหุ้นเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด ในขณะที่ภาพเล็กคือการเลือกลงทุนหุ้นให้ถูก ภาพใหญ่นั้นหุ้นเองจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย10%ทบต้น ในขณะที่ภาพเล็กนั้นถ้าลงทุนหุ้นได้ถูกอาจจะทำให้ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 20-30% ต่อปี ซึ่งจริงๆแล้วแค่เราได้ผลตอบแทนเพียงแค่ 15%ต่อปี ก็จะทำให้ port การลงทุนเพิ่มเป็นเท่าตัวในระยะเวลาแค่ 5 ปี

Value + Growth : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในโลกของการลงทุนนั้น มีแนวความคิดใหญ่ๆน่าจะประมาณ 3 แบบ นั่นคือ Value Investment ซึ่งเป็น “โรงเรียน” ที่เก่าที่สุดนำโดย เบน เกรแฮม Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็ว นำโดย ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ และ Passive Investment หรือการลงทุนที่ไม่ต้องเลือกหุ้น แต่ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรือในตลาด ซึ่งเป็น “โรงเรียน” ล่าสุดที่นำโดยนักวิชาการการเงิน แต่คนที่มีชื่อเสียงน่าจะเป็นกองทุนอิง ดัชนี Vanguard ที่ก่อตั้งและบริหารโดย จอห์น โบเกิล ส่วนแนวทางอื่นๆนั้น มักเป็นแนวทางเล็กๆที่แตกแขนงออกไป มีคนใช้และศึกษาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็น “โรงเรียน” แนวทางของ Value Investment นั้น มีหลักการที่เข้มข้นเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตำราที่ต้องใช้ศาสตร์หลายๆอย่าง เฉพาะอย่างยิ่งทางการเงิน ในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ ดังนั้น คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้หลายอย่าง รวมถึงความสามารถในการคำนวณทางการเงินถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง หนังสือที่เป็น “ไบเบิล” ของ Value Investment เช่น Securities Analysis […]

ลงทุนอย่าง ดร.นิเวศน์

1.บัญญัติ 10 ประการ ของการเล่นหุ้นแบบ VI ศึกษาข้อมูลหุ้นให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น อย่าใช้อารมณ์ในการซื้อหุ้น อย่าโลภ อย่าสนใจข่าวลือ หรือ หุ้นเด็ด ให้ความสำคัญกับตัวกิจการหรือตัวหุ้นมากกว่าสภาพตลาดหรือเศรษฐกิจโดยทั่วไป อย่าให้ภาพของตลาดหรือเศรษฐกิจมาหันเหการตัดสินใจซื้อหุ้นของเรา หุ้น มักจะดูแย่กว่าที่คิดในช่วงที่ตลาดตกต่ำถึงพื้นในช่วงตลาดหมี และดูดีกว่าที่คิดใรช่วงที่ตลาดวิ่งถึงจุดสูงสุดในช่วงตลาดกระทิง (จงมีความกล้าหาญที่จะซื้อเมื่อทุกอย่างดูเลวร้าย และขายเมื่อทุกอย่างดูดีจนไม่น่าเชื่อ) จำไว้้ว่า เป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถซื้อหุ้นในราคาพื้นฐานและขายหุ้นได้ที่จุดสูงสุด ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าเมื่อซื้อหุ้นแล้วราคาจะต้องขึ้นทันที หรือขายหุ้นแล้วก็หวังว่ามันจะลง ถึงแม้ว่าเราจะเชื่อม่ันกับการวิเคราะห์มูลค่าของเรา ถ้ามั่นใจว่า บริษัทที่เราลงทุนมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีอนาคตในการเติบโตที่ดีมาก อย่าขายเพียงเพราะว่าราคาหุ้นอาจจะดูเหมือนว่าสูงเกินไปหรือหุ้นวิ่งขึ้นมา เร็วเกินไปชั่วคราว อย่า หลงรักหุ้น จน ตาบอด เพราะมันจะทำให้เราไม่สามารถวิเคราะ์กิจการได้อย่างเป็นกลางและไม่มีความลำเอียง อย่าสนใจว่าหุ้นเคยอยู่ที่จุดไหนมาก่อน จงสนใจว่าหุ้นจะไปที่ไหน เช่น กิจการอาจเคยกำไร 100 ล้านบาท ราคาหุ้นอาจเคยอยู่ที่ 10 บาทต่อหุ้น แต่ขณะนี้กำไรเหลือเพียง 10 ล้านบาท ราคาหุ้นตกลงมาเหลือ 2 บาทต่อหุ้น อย่าไปคิดว่ากิจการและหุ้นจะต้องกลับไปที่เดิมหรือใกล้ๆกับที่เดิม เน้นการลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง ใช้เวลากับการลงทุน ตรวจสอบกิจการและหุ้นอย่างสม่ำเสมอ เพราะทุกสิ่งเปล่ียนแปลงไป เราต้องปรับการลงทุนเพื่อให้สะท้อนกับการเปลี่ยนแปลง 2.ชีวิตชีวาของหุ้น ทุกครั้งที่เราซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ […]

1 2 3